คาด SET แกว่งตัวออกข้างรอ
SET View
- แนวโน้ม SET ยังคงขาดปัจจัยบวกใหม่ที่ชัดเจน คาดวันนี้ SET แกว่งตัวออกข้างในกรอบ 1485-1505 จุด
การปรับพอร์ตของ MSCI เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา มีผลต่อหุ้นไทยในรายตัว กล่าวคือหุ้นเข้า MSCI 14 บริษัท ปรับตัวเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 2% (เทียบกับ SET ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นเพียง 0.16%) โดยหุ้นที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นมากสุดคือ BEAUTY +5.45%, หุ้นที่ปรับตัวลดลงมีเพียงแค่ IMPACT -0.93%, และมีหุ้นแค่ 2 ตัวที่ราคาปิดเท่ากับวันก่อนหน้า ส่วนหุ้นที่ถูกคัดออก (JMART และ TPIPL) ปรับตัวลดลงทั้งคู่ ราว 1.5-1.6% ดังนั้น วันนี้ อาจเห็นแรงขายทำกำไร กดดันให้หุ้นที่เพิ่งเข้า MSCI ปรับตัวลดลงมา หลังเสร็จสิ้นกระบวนการปรับพอร์ตแล้ว
GDP 1Q58 ของสหรัฐฯ (ประกาศรอบสอง) หดตัว 0.7% เทียบกับรอบแรกที่ขยายตัว 0.2% ดีกว่าที่ตลาดคาด (-0.9%) และประมาณการของ Bank of America Merrill Lynch (-1.2%) องค์ประกอบสำคัญที่มีความต่างจากรอบแรก คือ การบริโภคภาคเอกชน เติบโต 1.8% ลดลงจากประมาณการรอบแรกที่โต 1.9%, การส่งออก หดตัว 7.6% (เทียบกับ -7.2% ในรอบแรก), รายจ่ายภาครัฐ เพิ่มขึ้นเพียง 0.1% (เทียบกับ +0.3% ในรอบแรก), นำเข้า เพิ่มขึ้น 5.6% (เทียบกับ +1.8% ในรอบแรก) ทั้งนี้ GDP ที่อ่อนแอ ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากสภาพอากาศที่หนาวเหน็บ, ส่งออกที่แย่ลงเพราะดอลล่าร์แข็งค่า และการประท้วงของคนงานที่ท่าเรือชายฝั่งตะวันตก สำหรับการรายงาน GDP 1Q58 รอบสาม (รอบสุดท้าย) จะมีขึ้นในวันที่ 24 มิ.ย.
- กลยุทธ์การลงทุน : รอซื้อบริเวณแนวรับ SET ที่ 1485 จุด หรือเก็งกำไรหุ้นที่มีโมเมนตัมเชิงบวกแข็งกว่าตลาด
Top Daily Pick : CK (มูลค่าเหมาะสม 31.20 บาท) เป็น Top pick กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง และได้รับกระแสเชิงบวกจากความคืบหน้าโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐ/ SVI (มูลค่าเหมาะสม 5.70 บาท) ได้รับประโยชน์จากแนวโน้มเงินบาทอ่อนค่า ล่าสุด แตะระดับ 33.70 บาท/เหรียญฯ
Technical Pick : BTS VGI STPI TSE PLANB (โปรดอ่านบทวิเคราะห์ Technical เพื่อประกอบการตัดสินใจลงทุน)
Theme Plays : เก็งกำไรหุ้นกลุ่มรับเหมาก่อสร้างบนกระแสข่าวความคืบหน้าการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานระบบราง (CK, SEAFCO)/ หุ้นได้ประโยชน์จากเงินบาทอ่อนค่า (SVI, SAPPE)
Strategy Talk
- การประชุม OPEC สัปดาห์นี้ สร้างความผันผวนแก่ราคาน้ำมัน
การประชุม OPEC วันศุกร์ที่ 5 มิ.ย.นี้ ตลาดคาดการณ์ว่า OPEC จะคงกำลังการผลิตเหนือระดับ 30 ล้านบาร์เรลต่อวันเช่นเดิม เพราะแนวโน้มราคาน้ำมันดิบฟื้นตัวจากจุดต่ำสุดในเดือน ม.ค.58 กว่า 40% และอุปทานจากฝั่งสหรัฐฯมีโอกาสลดลงในอนาคต สะท้อนจากจำนวนแท่นขุดเจาะให้สหรัฐฯ รวบรวมโดย Baker Hughes ลดลงอย่างต่อเนื่อง จากจุดสูงสุด 1,595 แท่นเมื่อ 24 ต.ค.57 เหลือ 646 แท่นในสัปดาห์ที่ผ่านมา เนื่องจากราคาน้ำมันตกต่ำลงมาก ทำให้แท่นขุดเจาะบางแห่งที่มีต้นทุนสูง เริ่มไม่คุ้มทุน
เราเชื่อว่า ราคาน้ำมันดิบโลกจะมีความผันผวนค่อนข้างมากในสัปดาห์นี้ ตามกระแสข่าวทั้งบวกและลบที่ออกมา ซึ่งจะส่งผลให้ราคาหุ้นพลังงาน, ปิโตรเคมีและขนส่งในตลาดหุ้นไทย ได้รับผลกระทบด้วยเช่นกัน คาดว่า ราคาน้ำมันจะเริ่มมีเสถียรภาพหลังผ่านพ้นการประชุม อย่างไรก็ดี เนื่องจากการประชุมครั้งนี้ ตลาดตั้งความหวังค่อนข้างน้อย ดังนั้น หาก OPEC สร้างความประหลาดใจให้กับตลาดด้วยการลดกำลังการผลิต น่าจะเป็นผลบวกต่อราคาน้ำมันดิบโลกอย่างมาก เพราะปัจจุบัน อุปทานน้ำมันโลก สูงกว่าอุปสงค์ (Oversupply) อยู่ราว 2 ล้านบาร์เรลต่อวัน
วานนี้ ราคาน้ำมันดิบ WTI และ Brent ปรับตัวลดลงเล็กน้อย ราว 0.17% และ 0.48% ตามลำดับ
หุ้นมีประเด็น
เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง ปรับตัวเพิ่มขึ้นโดดเด่นถึง 2.37% มากสุดเมื่อเทียบกับ sector อื่นใน SET เรามองว่า ส่วนหนึ่งเป็นเพราะความคาดหวังต่อการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานระบบราง ที่มีความชัดเจนมากขึ้นตามลำดับ กล่าวคือ รัฐบาลไทยและญี่ปุ่น ลงนามบันทึกความร่วมมือ (MOC) ในการพัฒนาระบบรางของไทยอย่างเป็นทางการ โครงการหลักที่เกี่ยวข้อง คือ 1) รถไฟความเร็วสูงเส้นทางกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ เริ่มสำรวจเส้นทาง 28 ก.ค. เริ่มก่อสร้างกลางปี 59 2) รถไฟเส้นทางกาญจนบุรี-กรุงเทพฯ-แหลมฉบัง และกรุงเทพฯ-สระแก้ว (ยังไม่ได้ระบุระยะเวลาก่อสร้าง)
อีกประเด็นที่ตลาดให้ความสนใจ คือ ความคืบหน้าของรถไฟฟ้าสายสีส้ม โดยในวันที่ 10 มิ.ย.นี้ จะมีการประชุมเพื่อสรุปแบบ รถไฟฟ้าสายสีส้ม ตลิ่งชัน-มีนบุรี ว่าจะมีการเปลี่ยนแนวเส้นทางหรือไม่
ผู้ประกอบการรายใหญ่ มีโอกาสได้รับประโยชน์มากกว่าในช่วงแรกของวัฏจักรการลงทุนภาครัฐ เพราะมีความพร้อมและความชำนาญ มากกว่ารายเล็ก สำหรับหุ้น Top pick ของเรา คือ CK (ซื้อ, มูลค่าเหมาะสม 31.20 บาท) มีศักยภาพในการรับงานโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐ, ส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทลูกทำให้ผลประกอบการของ CK มีความผันผวนน้อยกว่าผู้ประกอบการรายอื่น, คาดผลประกอบการ 2Q58 เติบโตโดดเด่น หนุนด้วยกำไรจากการขายหุ้น 30% ที่ถือในโครงการไซยะบุรีให้กับ CKP คาด CK บันทึกกำไรราว 1.3 พันล้านบาท







