แนวโน้มผลประกอบการอ่อนตัว
คาดกำไรสุทธิ 2Q58 อ่อนตัว
ค่าการกลั่นที่เริ่มอ่อนตัว จะเป็นปัจจัยกดดันกำไรสุทธิ 2Q58 โดยปัจจุบันกลุ่มผลิตภัณฑ์น้ำมันดีเซลและน้ำมันเตาเริ่มลดลง เนื่องจากผ่านช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว และสภาพอากาศที่หนาวเย็น ขณะที่โรงกลั่นในภูมิภาคซึ่งเริ่มหยุดซ่อมบำรุงตามแผนในเดือน มี.ค. เริ่มกลับเดินเครื่องในเดือน เม.ย. นี้ ทั้งนี้แนวโน้มค่าการกลั่นยังมีความเสี่ยงที่จะอ่อนตัวต่อเนื่องจากกำลังกลั่นใหม่ในภูมิภาคที่จะเริ่มทยอยเดินเครื่องใน 2Q58 เป็นปัจจัยกดดัน แม้จะมีปัจจัยบวกจากธุรกิจปิโตรเคมีจะเริ่มมีสัญญาณของการฟื้นตัว และความเสี่ยงต่อการรับรู้ Stock Loss ที่ลดลง แต่เราเชื่อว่าปัจจัยบวกดังกล่าวจะถูกลดทอดด้วย Crude Premium ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น และต้นทุนกลั่นที่เพิ่มขึ้นตามทิศทางราคาน้ำมัน
โครงการ UHV เดินหน้าตามแผน
ผู้บริหารมั่นใจ โครงการ UHV จะสามารถเริ่มผลิตเชิงพาณิชย์ 4Q58 ตามกำหนด โดยปัจจุบันโครงการก่อสร้างไปแล้วกว่า 93% (ณ สิ้นเดือน เม.ย.) โครงการดังกล่าวนอกจากจะความสามารถในการเลือกน้ำมันดิบเข้ากลั่นได้หลากหลายขึ้น ยังทำให้หน่วยกลั่นสามารถเพิ่มกำลังการกลั่นจากปัจจุบันได้ และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ ด้วยการลดสัดส่วนน้ำมันเตาที่มีมูลค่าต่ำกว่าทุนจาก 23% เหลือ 8% มาเปลี่ยนเป็นผลิตภัณฑ์ Propylene โดยภายหลังโครงการเริ่มดำเนินการผลิต บริษัทจะมีกำลังผลิต Propylene เพิ่ม 78% จาก 412KTA เป็น 732KTA ขณะที่โครงการ Poly Propylene (PP) และ PP Compounding กำลังผลิตรวม 300KTA จะสามารถเริ่มผลิตในปี 2560
เร่งโครงการ PP เพื่อลดความเสี่ยง
จากการเข้าฟัง Knowledge sharing เกี่ยวกับธุรกิจ Propylene Market พบว่าปัจจุบันยังคงมีปัญหา Over supply ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการพัฒนา Shale Oil และ Shale Gas ในช่วงที่ผ่านมา รวมไปการเพิ่มกำลังผลิต Propylene จากจีน ด้วยวิธีการผลิตใหม่ๆ (CTO MTOและ PDH) แม้การพัฒนาวิธีการใหม่จะมีข้อจำกัดเนื่องจากใช้น้ำในกระบวนการผลิตมาก แต่คาดว่าจีนจะยังคงมีกำลังผลิตPropylene เพิ่มเฉลี่ย 5 ล้านตันต่อปี ระหว่างปี 2558 – 2559 ภาพรวมของธุรกิจดังกล่าว ทำให้ IRPC จำเป็นต้องต่อยอดโครงการ UHV ด้วยการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับ Propylene เป็น PP และ PP Compounding เพื่อเป็นการลดความเสี่ยงต่อความผันผวนของส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์
ยังคงแนะนำ “ขาย”
เราคาดว่ากำไรสุทธิปี 2558จะอยู่ที่ 8.6 พันล้านบาท พลิกจากผลขาดทุนในปี 2557 ทั้งนี้เราได้รวมกำไรพิเศษจากเงินประกัน และการชำระคืนหนี้ของลูกหนี้ (TPI Aromatic) ไว้ในประมาณการแล้วผลประกอบการที่ฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งในช่วง 1Q58 ที่ผ่านมา เราเชื่อว่าสะท้อนไปในมูลค่าหุ้น จนทำให้ปัจจุบันราคาหุ้นอยู่สูงกว่ามูลค่าเหมาะสมที่เราประเมินไว้ที่ 3.8 บาท ทำให้เรายังคงแนะนำ “ขาย” เช่นเดิม









