เธอคือคนรุ่นใหม่ที่สนใจเรื่องข้าวและชาวนาอยากแก้ปัญหาเกษตรกรไทยให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นจึงก่อตั้งFarmerDoเพื่อเปลี่ยนโลกใบใหม่ของคนปลูกข้าว
แม่ค้าหน้าหวาน ยืนแนะนำเมนูแปลกต่าง อย่าง ซุปข้าว และ ไอศกรีม จาก “ข้าวอินทรีย์” อยู่ในบูธเล็กๆ ชื่อ “FarmerDo” (ฟาร์มเมอร์ดู) มุมหนึ่งของงาน DEMSI Talk ครั้งที่ 3 "ผ(ลั)กดัน เมล็ดพันธ์ใหม่ ปั้นธุรกิจเพื่อเศรษฐกิจสีเขียว” ที่จัดโดย สถาบันพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (ISMED) ณ Root Garden ปากซอยทองหล่อ 3
เราได้รู้จักกับ “วาว-ศุภิสรา อารยะพงษ์” สาวหน้าใส ผู้ก่อตั้ง FarmerDo กิจการเล็กๆ ที่เธอปลุกปั้นขึ้นมาด้วยสองมือ เมื่อประมาณ 3 ปีก่อน
เธอไม่ใช่ลูกหลานชาวนา เป็นคนกรุงโดยกำเนิด ไม่มีที่นา ไม่เคยปลูกข้าว แต่สนใจเรื่องการทำนามาตั้งแต่เล็ก กับหนึ่งความสงสัยที่ติดตัวมาตลอด
“ทำไมชาวนาไทยถึงยังจน ขณะที่ชาวนาญี่ปุ่นเขาถึงรวย แล้วทำอย่างไรที่ชาวนาไทยจะมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น”
คำถามทิ่มแทงใจ แต่ก็แค่ฝังลึกอยู่อย่างนั้น ยังไม่มีโอกาสค้นหาคำตอบ เธอยังคงเดินตามวิถีของตัวเอง ที่ยังห่างไกลกับคำว่า “เกษตรกร” นัก โดย วาว จบปริญญาตรีจากคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ทำงานบริษัทเอกชนอยู่พักหนึ่ง จนเกิดคำถามกับตัวเองว่า ธุรกิจถูกสอนให้มุ่งทำแต่กำไร สร้าง Maximize Profit ทว่ามันมีแค่นั้นจริงไหม หรือยังมีสิ่งอื่นที่ธุรกิจต้องให้ความสำคัญมากไปกว่า แล้วอะไรกันแน่ที่จะเป็นคำตอบที่ดีที่สุด
นั่นเองที่ทำให้นักเศรษฐศาสตร์อย่างเธอ ตัดสินใจไปเรียนต่อทางด้าน การพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development :SD) ที่มหาวิทยาลัย Uppsala ประเทศ สวีเดน
ใครจะคิดว่าที่ห่างไกลจะทำให้ความสนใจเรื่องข้าวถูกสะกิดขึ้นอีกครั้ง เธอบอกว่า ได้มีโอกาสอ่านงานวิจัยชิ้นหนึ่งที่ศึกษาเกี่ยวกับการปลูกข้าวในเอเชีย และพูดถึงเทคนิคการปลูกข้าวรูปแบบใหม่ ที่จะนำพาไปสู่วิถีเกษตรอินทรีย์ ที่สะดุดจนเกิดแรงบันดาลใจ ก็เพราะผู้วิจัยเลือกไทยเป็นประเทศแรกที่ทำ แต่กลับเป็นประเทศเดียวที่ “ล้มเหลว”
“พอดีมีโอกาสได้คุยกับอาจารย์ที่เป็นเจ้าของโพรเจคนี้ ก็ได้คำตอบว่า เพราะวิธีนี้ ขัดกับความเชื่อเดิมของคนไทย รวมถึงปัญหาเรื่องการสื่อสารด้วย ทำให้ไม่ได้ผลตามที่ควรจะเป็น”
แล้วอะไรคือความเชื่อเดิม ที่กลายเป็นอุปสรรคของการทำเกษตรอินทรีย์ ทางออก “ดีงาม” ที่น่าจะแก้ปัญหาให้ชาวนาไทยได้ เธอได้คำตอบนั้น ก็เมื่อวันที่ได้มาลงมือทำนาเอง เธอว่า เพราะเกษตรอินทรีย์ไม่ใช่งานง่าย ยังมีอุปสรรคมากมายหลายอย่าง ขณะ “วิถีชีวิต” ของผู้คนก็สำคัญ ที่จะเปิดหรือปิดประตูให้กับการทำเกษตรอินทรีย์
“เหมือนกับการที่คนกรุงตื่นเช้าต้องกินสตาร์บัค เขาเองเช้ามาก็ต้องเข้าสภากาแฟ ได้เงินมาก้อนหนึ่ง เราอาจไปกินอาหารดีๆ แต่เขาจะซื้อรถ ซื้อทีวี อะไรอย่างนี้ ซึ่งเป็นวิถีชีวิตของเขา สิ่งเหล่านี้เองที่บอกได้ว่า ไม่ใช่แค่ อินทรีย์ดีแล้วต้องทำ แต่ยังมีปัจจัยแวดล้อมอีกเยอะมาก”
โจทย์ที่ดูยากขึ้น จะแก้ไขอย่างไรได้ เธอว่า ก็ต้องสร้างความเชื่อใหม่บนความเชื่อเดิมผ่านการลงมือทำให้เห็น เพื่อพิสูจน์ให้ชาวนาเห็นถึงข้อดีของการทำเกษตรอินทรีย์ กระตุ้นให้รับรู้ถึงศักยภาพของตนเอง เชื่อใจตัวเองและต้นข้าว
นั่นเองที่ทำให้เธอเดินหน้าพันธกิจเปลี่ยนโลกของคนปลูกข้าว หลังกลับจากนอก เธอยังคงทำงานประจำ แต่เลือกเข้าร่วมเครือข่าย “ชาวนาวันหยุด” เพื่อออกทริปไปเรียนรู้การทำนาตามที่ต่างๆ และใช้เป็นโอกาสบอกเล่าความตั้งใจจริงในการชักชวนชาวนาให้มาทำเกษตรอินทรีย์
วันหนึ่งได้รับการแนะนำให้คุยกับคุณลุงท่านหนึ่ง ที่ทำนาอยู่ในจังหวัดฉะเชิงเทรา เธอลองพูดคุยถึงความตั้งใจ แต่กลับได้คำตอบว่า ลุงอายุมากแล้วทำไม่ไหว แต่ยกที่นาให้เลย 1 ไร่ เอาไปลองทำดู..โจทย์ใหญ่ถูกโยนใส่เข้าให้แล้ว!
“ที่แค่ไร่เดียวก็จริง แต่ด้วยความที่ทำอะไรไม่เป็นเลย ก็ใช้จ้างเอา เรียกว่าใช้แรงงานสูงมาก บางครั้งนัดไว้เขาไม่มา จ่ายแพงเขายังไม่ทำ ก็ต้องดำนาเองคนเดียว แถมครั้งแรกยังกะเวลาไม่ถูกอีก นาแรกที่เริ่มเก็บเกี่ยวน้ำก็ท่วม คนอื่นเขาเกี่ยวได้ก่อนเพราะเป็นนาหว่าน แต่ของวาวเป็นนาดำ จะเกี่ยวช้ากว่า เลยเกี่ยวไม่ทัน ปีแรกก็ ‘เจ๊ง’ เลย”
เธอบอกสถานการณ์ช้ำๆ ที่ละลายเงินทุนหลักหมื่นบาทให้หายไปกับนาข้าว บวกกับวิธีทำนาแบบ FarmerDo ที่ออกจะยากไปกว่าทำนาปกติ คือ เน้นทำเกษตรแบบผสมผสาน อิงหลักระบบนิเวศน์ตามธรรมชาติ ประยุกต์วิธีการปลูกให้เข้ากับบริบทของแต่ละพื้นที่ เรียกว่าต้องใส่ใจทุกรายละเอียด ถ้าไม่รักจริง เธอว่า คงเลิกทำไปนานแล้ว
แต่ในเมื่อเห็นข้อผิดพลาดแล้ว ก็แค่ต้องแก้ไข ทางเดิมไม่เวิร์ค ก็ลองวิธีใหม่
เริ่มจากแรงงานหายาก ก็เปลี่ยนเป็น จัดกิจกรรมชักชวนคนเมืองให้มาเรียนรู้การทำนา เปิดให้มาฟรี แต่ตอบแทนด้วยการที่จะได้แรงงานดีๆ มาช่วยปลูกข้าว
"เราจัดกิจกรรมให้คนเมืองได้เข้ามาเรียนรู้การทำนาอินทรีย์ เขาจะได้รู้ว่า ไม่ง่ายเลยนะ อยากให้เขาภูมิใจ เพราะมักมีคำถามตลอดว่า เกษตรอินทรีย์ลดต้นทุน แต่ทำไมถึงขายแพง อยากบอกว่า นี่เป็น งานคราฟท์อย่างหนึ่ง คุณต้องคอยดูแลและใส่ใจกับมันมากๆ”
หลังปรับเกมก็เริ่มมีผลผลิต เธอบอกว่า ปีแรกๆ ก็ไม่คิดขาย เพราะแค่อยากพิสูจน์ความเชื่อบางอย่าง ทว่าเมื่อคนรอบข้างเริ่มเอาด้วย มีชาวนาเริ่มเห็นดี และกำลังวัดใจว่า จะเปลี่ยนมาทำอินทรีย์ดีหรือไม่ เลยต้องขยับจากแค่แก้โจทย์การผลิต มาไขโจทย์ “การตลาด” ด้วย โดยเริ่มพัฒนาผลิตภัณฑ์ ตั้งแต่ ข้าวอินทรีย์ และผลิตภัณฑ์แปรรูป อย่าง ซุปข้าว และไอศกรีม จากข้าวไรซ์เบอร์รี่ จำหน่ายผ่านเฟซบุ๊ก “FarmerDo” อินสตาแกรม “FarmerDoOrganics” และออกร้านตามงานต่างๆ
เป้าหมายไกลกว่า การตอบโจทย์ธุรกิจ แต่คือ นำเงินมาเป็นทุนทำ “ศูนย์เรียนรู้” ขึ้นที่ตำบลหนามแดง ฉะเชิงเทรา พื้นที่พิสูจน์เรื่องข้าวของเธอ โดยปัจจุบัน มีพื้นที่ประมาณ 4 ไร่ ขณะที่ขยายเครือข่ายข้าวไปยัง ตำบลศรีเมืองชุม จังหวัดเชียงราย อีกด้วย
“ตอนนี้ลาออกจากงานประจำแล้ว เพราะอยากเลือกโฟกัสที่นาก่อน รู้สึกว่า เราลงมือทำไปแล้ว ก็ต้องทำต่อให้ถึงที่สุด ตอนนี้ยังมีแรงอยู่ แต่ไม่รู้ว่าหลังอายุ 35 ปี หรือ 40 ปี จะยังทำไหวอยู่หรือเปล่า เลยต้องทำตั้งแต่ตอนนี้”
“FarmerDo” คือ “การดู เรียนรู้ แล้วลงมือทำ” เหมือนที่ วาว ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้ว ผ่านสองมือเล็กๆ ของเธอ
“อยากให้ทุกคนเห็นว่า วาวอยู่ได้นะ มันทำได้จริงๆ มีคนบอกเหมือนกันว่า ทำศูนย์เรียนรู้ทำไมไม่ขอทุน แต่วาวกลับรู้สึกว่า ถ้าสามารถทำศูนย์เรียนรู้ด้วยตัวเอง ด้วยผืนนาเล็กๆ ที่มีอยู่ ก็น่าจะเป็นโมเดลให้กับคนอื่นได้ และอาจทำให้มีคนมาทำอย่างนี้มากขึ้นด้วย” เธอบอก
ก่อนฝากถึงทุกคนที่อยากมาทำฝันเล็กๆ ของตัวเอง ว่า อยากให้เริ่มจากความรัก และสิ่งที่สนใจจริงๆ แล้วเดินหน้าทำให้ดีที่สุด
“อยากให้เริ่มจาก ทำแผนที่ความคิด (Mind Map) เพื่อจะได้รู้ว่า ชีวิตเราต้องการอะไรกันแน่ อย่าลืมว่า ถ้าวันหนึ่งที่คุณล้มเลิกไป ไม่ใช่คุณคนเดียวนะที่ล้ม แต่ยังมีคนอีกหลายคนที่คุณคิดว่าอยากไปช่วยเขา ต้องล้มตามไปด้วย และเมื่อไรที่คุณล้ม ก็จะยิ่งไปกรีดบาดแผลในใจพวกเขาขึ้นไปอีก ดังนั้นต้องแน่ใจตัวเองว่าอยากทำอะไร แล้วทำให้ถึงที่สุด”
หนึ่งมุมคิดของคนตัวเล็ก ที่ใช้คำว่า ดู รู้ และลงมือทำ เปลี่ยนโลกใบใหม่ของคนปลูกข้าว





