“เงินบาทอ่อนค่าสุดในรอบ 4 เดือนที่ 32.98 บาทต่อดอลลาร์ฯ และดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับลดลง โดยได้รับแรงกดดันจากแรงขายนักลงทุนต่างชาติ”
สรุปความเคลื่อนไหวของค่าเงินบาท
- เงินบาทปรับตัวแตะระดับอ่อนค่าสุดในรอบ 4 เดือน ที่ 32.98 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในช่วงท้ายสัปดาห์ ภายหลังจากที่ธปท. ประกาศผ่อนคลายเกณฑ์การเคลื่อนย้ายเงินทุน ต่อเนื่องจากมติของกนง. ที่ได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเหนือความคาดหมายของตลาดเมื่อวันที่ 29 เม.ย. ที่ผ่านมา นอกจากนี้ เงินบาทยังมีปัจจัยลบจากสัญญาณเปราะบางของการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในไตรมาส 1/58 ที่สะท้อนผ่านเครื่องชี้เศรษฐกิจไทยที่รายงานโดยธปท. ด้วยเช่นกัน อนึ่ง เงินบาทอ่อนค่าลง แม้ว่า เงินดอลลาร์ฯ จะเผชิญแรงขายเมื่อเทียบกับสกุลเงินอื่นๆ หลังเฟดยังคงไม่ส่งสัญญาณที่ชัดเจนเกี่ยวกับช่วงเวลาการขึ้นดอกเบี้ย ขณะที่ จีดีพีสหรัฐฯ ไตรมาส 1/58 ก็ออกมาแย่กว่าที่ตลาดคาดมาก
- สำหรับในวันพฤหัสบดี (30 เม.ย.) เงินบาทอยู่ที่ 32.97 เทียบกับระดับ 32.53บาทต่อดอลลาร์ฯ ในวันศุกร์ก่อนหน้า (24 เม.ย.)
สำหรับสัปดาห์ถัดไป ตลาดการเงินในประเทศจะเปิดทำการในระหว่างวันที่ 6-8 พ.ค. โดยธนาคารกสิกรไทยประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทที่ 32.70-33.00 บาทต่อดอลลาร์ฯ โดยปัจจัยที่นักลงทุนทั่วโลกรอจับตา ก็คือ ความคืบหน้าในการเจรจาระหว่างกรีซกับกลุ่มเจ้าหนี้ ขณะที่ ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญประกอบด้วย ตัวเลขการจ้างงาน อัตราการว่างงาน ดัชนี PMI ภาคบริการที่รายงานโดยมาร์กิต และสถาบัน ISM เดือนเม.ย. ยอดสั่งซื้อของโรงงาน สต็อกสินค้าภาคค้าส่ง ข้อมูลการค้าระหว่างประเทศ เดือนมี.ค.
สรุปความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นไทย
- ดัชนี SET ปรับลดลง โดยได้รับแรงกดดันจากแรงขายนักลงทุนต่างชาติ โดยปิดที่ระดับ 1,526.74 จุด ลดลง 1.85% จากสัปดาห์ก่อน มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันเพิ่มขึ้น 7.88% จากสัปดาห์ก่อน มาที่ 44,479.71 ล้านบาท ส่วนตลาดหลักทรัพย์ MAI ปิดที่ 688.86 จุด ลดลง 2.44% จากสัปดาห์ก่อน
- ตลาดหุ้นไทยปรับลดลงในช่วงต้น-กลางสัปดาห์ โดยยังได้รับแรงกดดันจากความกังวลต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย รวมทั้ง แรงขายของนักลงทุนต่างชาติ ที่มีการขายหุ้นกลุ่ม TIP (ประเทศไทย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์)ออกมา อย่างไรก็ดี ตลาดหุ้นไทยฟื้นตัวเล็กน้อยในวันพฤหัสบดี โดยมีแรงซื้อหุ้นกลับจากนักลงทุน หลังดัชนีปรับลดลงไปมากในช่วงก่อนหน้า
สำหรับสัปดาห์ถัดไป (6-8 พ.ค.) บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด มองว่า ดัชนีมีแนวต้านที่ 1,540 และ 1,565 จุด ตามลำดับ ขณะที่แนวรับอยู่ที่ 1,516 และ 1,500-1495 จุด โดยปัจจัยที่ต้องติดตาม ได้แก่ การเจรจาระหว่างกรีซและเจ้าหนี้เพื่อปลดล็อกการให้เงินช่วยเหลือ สำหรับการรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ อาทิ ข้อมูลภาคการผลิตและการจ้างงานนอกภาคการเกษตร นอกจากนี้ ยังต้องจับตารายงานดัชนี PMI ของจีนและยูโรโซน









