"ปูนซิเมนต์ไทย" รับยอดขายปีนี้อาจร่วง เหตุราคาปรับลดลง พร้อมคงเป้าการใช้ปูนซิเมนต์ปีนี้โต 6% แต่อาจทบทวนอีกครั้งหลัง Q2/58
นายกานต์ ตระกูลฮุน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน)หรือ SCC คาดว่า ยอดขายปีนี้จะปรับตัวลดลงจากปีก่อน ซึ่งเป็นไปตามราคาผลิตภัณฑ์ที่ปรับตัวลดลง แม้ในแง่ปริมาณขายจะมากขึ้นกว่าปีก่อนในทุกกลุ่มธุรกิจก็ตาม อย่างไรก็ตามหากช่วงที่เหลือของปี ราคาน้ำมันปรับตัวเพิ่มขึ้น จะทำให้ราคาผลิตภัณฑ์ปรับตัวเพิ่มขึ้นตาม และอาจจะทำให้ยอดขายมากกว่าปีก่อนที่ทำได้ 4.8 แสนล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นราว 1.2% อย่างไรก็ตาม ต้องขึ้นอยู่กับสถานการณ์ราคาน้ำมัน ซึ่งยังคงประเมินได้ยาก
ทั้งนี้ คาดปริมาณความต้องการใช้ปูนซีเมนต์จะเติบโต 6% จากปีก่อนที่อยู่ระดับ 40 ล้านตัน โดยอาจจะมีการทบทวนอีกครั้งหลังจบไตรมาส 2/58 เนื่องจากตอนนี้เริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัวของดีมานด์ ซึ่งได้ปัจจัยหนุนจากโครงการของภาครัฐ ซึ่งไตรมาส 1 ที่ผ่านมาความต้องการใช้ปูนสำหรับโครงสร้างพื้นฐานปรับตัวเพิ่มขึ้น 10% จากไตรมาสก่อนหน้า โดยการใช้ปูนสำหรับที่อยู่อาศัยและกลุ่มโรงงานอุตสาหกรรมยังคงลดลง 7% และ 6% ตามลำดับ จากไตรมาสก่อนหน้า
ทั้งนี้ มองว่าดีมานด์จะทยอยดีขึ้นอย่างต่อเนื่องในทุกไตรมาส ซึ่งหลังจากที่ในวันนี้คณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.)ปรับลดดอกเบี้ยอีก 0.25% อาจจะช่วยหนุนภาพรวมเศรษฐกิจและการบริโภคในประเทศดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยบริษัทฯยังคงประเมินการเติบโตของจีดีพีปีนี้ที่ 4%
"เราเริ่มเห็นสัญญาณที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งมีดีมานด์ปรับตัวเพิ่มขึ้นในแต่ละเดือน ซึ่งมั่นใจว่าเศรษฐกิจในประเทศคงจะฟื้นตัวได้ตามลำดับ โดยมีโครงการจากภาครัฐเข้ามาช่วยกระตุ้น ด้านยอดขายของบริษัทฯ อาจจะปรับตัวลดลงหรือใกล้เคียงกับปีก่อนที่ทำได้ 4.8 แสนล้านบาท แม้ปริมาณการขายจะเพิ่มขึ้น แต่ราคาผลิตภัณฑ์ลดลงตามราคาน้ำมัน ซึ่งหากราคาน้ำมันปรับตัวเพิ่มขึ้นในช่วงที่เหลือก็จะทำให้ยอดขายเราเพิ่มขึ้นตาม ส่วนกำไรยังเชื่อว่าน่าจะทำได้มากกว่าปีก่อน จากการบริหารมาร์จิ้นในกลุ่มผลิตภัณฑ์ต่างๆ ทั้งปูนซีเมนต์ ปิโตรเคมี และกระดาษ" นายกานต์ กล่าว
นายกานต์ ประเมินว่า ส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์(สเปรด) ในธุรกิจปิโตรเคมีปีนี้จะอยู่ระดับมากกว่า 700 เหรียญต่อตัน จากปีก่อนที่อยู่ราว 600 เหรียญต่อตัน ซึ่งจะช่วยเพิ่มมาร์จิ้นของบริษัทฯให้มากยิ่งขึ้น โดยสัดส่วนของธุรกิจปิโตรเคมีอยู่ที่ราว 40-50% ของกลุ่ม SCC โดยในปัจจุบันสเปรดของปิโตรเคมีได้ปรับตัวสูงขึ้นไปแตะถึง 800 เหรียญต่อตัน เป็นไปตามอุปทานของโลกที่ต่ำกว่าอุปสงค์
สำหรับเงินลงทุนปีนี้ตั้งไว้ที่ 5-6 หมื่นล้านบาท โดยจะใช้ในการก่อสร้างโรงปูนซีเมนต์ในประเทศอินโดนีเซีย กัมพูชา พม่า และลาว ซึ่งในอินโดนีเซียกับกัมพูชาจะแล้วเสร็จภายในปีนี้ ส่วนที่เหลือจะแล้วเสร็จปีหน้า ส่วนเงินลงทุนที่เหลือจะใช้สำหรับซื้อกิจการซึ่งขณะนี้มีเจรจาอยู่หลายแห่งแต่ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ รวมถึงใช้สำหรับปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตที่มีอยู่ในปัจจุบัน
ด้านโครงการปิโตรคอมเพล็กซ์ที่ประเทศเวียดนาม ขณะนี้อยู่ระหว่างการเปิดประกวดราคาของกลุ่มผู้รับเหมา คาดว่าจะได้ข้อสรุปและแล้วเสร็จกลางปีนี้
ส่วนล่าสุดที่บริษัทฯ ได้เข้าลงทุนสายการผลิตที่ 2 ของโรงงานกระดาษในประเทศเวียดนาม คาดว่าจะแล้วเสร็จและเริ่มดำเนินการผลิตได้ในไตรมาส 2/60 ซึ่งจะเพิ่มกำลังการผลิตอีก 2.43 แสนตันต่อปี ทำให้บริษัทฯ เป็นผู้ผลิตสูงสุดในอาเซียน กำลังการผลิตรวม 2.6 ล้านตันต่อปี









