ราคาน้ำมันดิบได้รับแรงกดดัน จากปริมาณน้ำมันดิบคงคลังสหรัฐ ที่ยังคงอยู่ในระดับสูง
- ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ปรับตัวลดลง ในขณะที่ราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัสปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อย โดยตลาดน้ำมันดิบยังคงได้รับแรงกดดันจากตัวเลขปริมาณน้ำมันดิบคงคลังสหรัฐที่อยู่ในระดับสูง โดยล่าสุด สถาบันปิโตรเลียมด้านพลังงานของสหรัฐ (API) รายงานตัวเลขปริมาณน้ำมันดิบคงคลังสหรัฐรายสัปดาห์ สิ้นสุด ณ วันที่ 24 เม.ย. ปรับเพิ่มขึ้น 4.2 ล้านบาร์เรล ซึ่งมากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ 2.3 ล้านบาร์เรล ส่งผลให้ปริมาณน้ำมันดิบคงคลังปรับเพิ่มขึ้นแตะระดับ 485.4 ล้านบาร์เรล ในขณะที่ ปริมาณน้ำมันดิบคงคลัง ณ จุดส่งมอบ คุชชิ่ง โอกลาโฮมา ปรับลดลง 162,000 บาร์เรล ซึ่งถือว่าเป็นการปรับลดลงครั้งแรกในปี 58 นอกจากนี้ ปริมาณน้ำมันเบนซินคงคลังปรับเพิ่มขึ้น 408,000 บาร์เรล ซึ่งมากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ ที่ 200,000 บาร์เรล ส่วนน้ำมันดีเซลคงคลังปรับเพิ่มขึ้น 746,000 บาร์เรล น้อยกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ 1.2 ล้านบาร์เรล
+ สถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลางยังคงปะทุต่อเนื่อง โดยกระทรวงกลาโหมสหรัฐ (Pentagon) แถลงการณ์ว่า เครื่องบินและเรือรบของกองทัพสหรัฐ กำลังจับตาดูสถานการณ์ความไม่สงบในน่านน้ำของอิหร่าน หลังเรือบรรทุกสินค้าเอ็มวี เมอส์ก ไทกริส (MV Maersk Tigris) ที่ติดธงของประเทศหมู่เกาะมาร์แชล ได้ส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือ ขณะที่กำลังเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ (Hormuz) หนึ่งในเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก หลังเรือลาดตระเวนของกองทัพอิหร่านยิงกระสุนขู่และสั่งให้นำเรือเข้ามาในเขตของอิหร่าน อย่างไรก็ดี ถึงแม้ว่า สื่อมวลชนของอิหร่านรายงานว่าเหตุการณ์ดังกล่าวไม่เกี่ยวข้องกับการเมืองหรือการทหาร และเป็นเพียงประเด็นทางพลเรือนเท่านั้น แต่ Pentagon แถลงว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการคุกคามอย่างเห็นได้ชัดเจน ทั้งนี้ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ตะวันออกกลางกำลังเผชิญกับภาวะความไม่สงบต่อเนื่อง หลังจากก่อนหน้านี้ ซาอุดีอาระเบียและพันธมิตรเดินหน้าปฏิบัติการโจมตีทางอากาศถล่มกบฏฮุตีในเยเมนที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน
+ ดัชนีค่าเงินดอลล่าหสรัฐ (U.S. Dollar Index) ปรับตัวลดลงแตะระดับต่ำที่สุดในรอบ 8 สัปดาห์ หลัง The Conference Board องค์กรวิจัยของสหรัฐ รายงานผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในเดือน เม.ย. ของสหรัฐ ปรับตัวลดลง 6.2 จุด สู่ระดับ 95.2 สวนทางกับที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ว่าจะปรับเพิ่มขึ้น ซึ่งถือว่าเป็นระดับที่ต่ำสุดนับตั้งแต่เดือน ธ.ค. 57 หลังจากก่อนหน้านี้ เคยปรับตัวขึ้นแตะระดับ 101.4 ในเดือนมี.ค. ทั้งนี้ ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐที่ยังคงอยู่ในภาวะอ่อนแอ อาจส่งผลให้ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ชะลอการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยออกไปในช่วงครึ่งหลังของปี 58
ราคาน้ำมันเบนซิน ปรับตัวลดลงน้อยกว่าราคาน้ำมันดิบดูไบ โดยตลาดได้รับแรงหนุนจากภาวะอุปทานที่ตึงตัวในช่วงปิดซ่อมบำรุงโรงกลั่นของภูมิภาคเอเชีย ประกอบกับความต้องการนำเข้าน้ำมันเบนซินจากประเทศอินโดนีเซียในเดือน พ.ค. ที่ยังคงอยู่ในระดับสูง ที่10.8 ล้านบาร์เรล นอกจากนี้ ตลาดยังคงจับตาอุปสงค์ในภูมิภาคซึ่งมีแนวโน้มว่าจะได้รับแรงหนุนจากความต้องการน้ำมันเบนซินก่อนเข้าสู่ช่วงเทศกาลเทศกาลถือศีลอดหรือเดือนรอมฏอน (Ramadan) ของศาสนาอิสลามในช่วง มิ.ย.- ก.ค. ของปี ซึ่งโดยปกติจะมีความต้องการในใช้น้ำมันเพื่อการสัญจรในระดับสูง
ราคาน้ำมันดีเซล ปรับตัวลดลงน้อยกว่าราคาน้ำมันดิบดูไบ โดยตลาดได้รับแรงกดดันจากอุปทานในภูมิภาคที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น จากโรงกลั่นน้ำมันในภูมิภาคหลายแห่งในอินเดีย เกาหลี และไต้หวัน ที่เริ่มทยอยกลับมาดำเนินการตามปกติหลังจากการปิดซ่อมบำรุงโรงกลั่นประจำไตรมาส 2 นอกจากนี้ ซาอุดิอาระเบียมีแนวโน้มที่จะนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปน้อยลง ตามนโยบายที่จะพึ่งพาอุปทานจากโรงกลั่นใหม่ของประเทศแทน
ทิศทางราคาน้ำมันดิบ
ไทยออยล์คาดราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัสสัปดาห์นี้จะเคลื่อนไหวที่กรอบ 53-58 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ส่วนน้ำมันดิบเบรนท์เคลื่อนไหวในกรอบ 60-66 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล
ปัจจัยที่น่าจับตามอง
- ติดตามสถานการณ์ความไม่สงบในประเทศเยเมนว่าเป็นไปในทิศทางใด หลังล่าสุดซาอุดิอาระเบียยังคงเดินหน้าทิ้งระเบิดโจมตีกลุ่มกฎบฮูธิในเยเมนต่อ แม้ว่าซาอุดิอาระเบียจะออกมาเผยเมื่อวันอังคารที่ 21 เม.ย. ที่ผ่านมาว่าได้ยุติปฏิบัติการทางทหารในประเทศเยเมนเพื่อต่อต้านกลุ่มกบฏฮูธิแล้ว หลังจากยืดเยื้อมานานกว่า 4 สัปดาห์ นอกจากนี้ยังเกิดการสู้รบในภาคพื้นดินอย่างรุนแรงระหว่างกลุ่มกบฏและกองกำลังที่ภักดีต่ออดีตประธานาธิบดีของเยเมนซึ่งขณะนี้ได้ลี้ภัยไปยังซาอุดิอาระเบียแล้ว จากเหตุการณ์ดังกล่าวนี้แสดงให้เห็นถึงความยากลำบากในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในเยเมน อย่างไรก็ดี แม้ว่าเยเมนจะไม่ใช่ประเทศที่ผลิตน้ำมันหลัก แต่ตลาดก็มีความกังวลว่าสถานการณ์อาจจะบานปลายไปยังภูมิภาคอื่นๆ ที่เป็นผู้ผลิตน้ำมันได้ ซึ่งก็อาจจะส่งผลกระทบให้อุปทานน้ำมันดิบลดลง และทำให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้นได้
- ติดตามการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (FOMC) ที่จัดขึ้นในวันที่ 28-29 เม.ย. นี้ว่าจะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย (Fed Funds Rate) หรือไม่ หลังธนาคารกลางสหรัฐ หรือ เฟด ได้คงอัตราดอกเบี้ยระดับต่ำที่ร้อยละ 0 - 0.25 มานานกว่า 6 ปี หากเฟดตัดสินใจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยก็จะส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าขึ้นและกดดันราคาน้ำมันดิบให้ปรับลดลงได้
- จับตาธนาคารกลางจีนว่าจะมีการออกมาตรการปรับลดสัดส่วนการกันสำรองสำหรับธนาคารพาณิชย์ (RRR) ลงอีกเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมหรือไม่ หลังจากมีการปรับลดไปแล้ว 1% เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ซึ่งนับเป็นการปรับลดเป็นครั้งที่ 2 หลังจากที่ธนาคารกลางได้ปรับลดไปแล้ว 0.5% เมื่อวันที่ 4 ก.พ.ที่ผ่านมา โดยนักวิเคราะห์หลายฝ่ายคาดการณ์ว่า ธนาคารกลางจีนอาจจะปรับลดอัตรา RRR ลงอีกภายในปีนี้ เนื่องจากอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจจีนยังมีแนวโน้มที่จะชะลอตัวลงต่อเนื่อง อย่างไรก็ดี สำหรับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอื่นๆ เช่น การปรับลดอัตราดอกเบี้ยมีโอกาสที่จะเกิดขึ้นหรือไม่ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพเศรษฐกิจหลังจากที่มีการลดอัตรา RRR ว่าจะมีเสถียรภาพดีขึ้นหรือไม่ ถ้าหากเศรษฐกิจยังไม่มีการฟื้นตัวที่ชัดเจน ธนาคารกลางจีนก็อาจจะใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างอื่นเพิ่มเติมได้ ทั้งนี้ จีนถือเป็นประเทศที่มีการบริโภคน้ำมันหลักของโลก ดังนั้นหากเศรษฐกิจจีนสามารถฟื้นตัวได้ก็จะทำให้ความต้องการน้ำมันดิบเพิ่มขึ้นตามไปด้วยและส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับตัวเพิ่มขึ้น
-----------------------------------------------------
ที่มา : บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน)
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร.02-797-2999









