วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

NDR 'รุกส่งออก' รับมือ 'กำลังซื้อหด'

บมจ.เอ็น.ดี.รับเบอร์ ปรับโมเดลทำเงินใหม่ หลังกำลังซื้อในประเทศยังไม่ฟื้นตัว 'ชัยสิทธิ์ สัมฤทธิวณิชชา' นายใหญ่ ย้ำ 'แผนโกอินเตอร์'

เมื่ออุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศชะลอตัว หลังกำลังซื้อยังไม่กลับมา โดยในปี 2557 ยอดขายรถจักรยานยนต์ลดลง 15% มายืนระดับ 1.7 ล้านคัน เป็นเหตุให้ บมจ.เอ็น.ดี.รับเบอร์ หรือ NDR จำเป็นต้อง 'ปรับแผนธุรกิจใหม่' ด้วยการหันออกไปหาเงินนอกบ้านชั่วคราว หลังผลิตภัณฑ์หลักกว่า 80% ของบริษัทมาจากจำหน่ายยางนอกและยางใน สำหรับรถจักรยานยนต์ 

โดยกำลังซื้อในประเทศที่ลดลง ทำให้ยอดขายในประเทศของบริษัทหดหายไป 12% ส่งผลให้ยอดขายรวมทั้งปี 2557 ลดลง 8% มาอยู่ระดับ 787 ล้านบาท เทียบกับปี 2556 ที่มียอดขาย 853 ล้านบาท นอกจากนั้นกำไรสุทธิในปี 2557 ยังลดลงจาก 65 ล้านบาท เหลือเพียง 45 ล้านบาท

ก่อนหน้านี้ผู้บริหารได้ออกมายอมรับว่า ผลประกอบการในช่วงไตรมาสแรกของปี 2558 อาจออกมา 'ต่ำสุดของปี' แต่เชื่อว่าจะกลับมาโดดเด้งอีกครั้ง ในช่วงไตรมาส 2 หลังเตรียมทยอยส่งมอบออเดอร์สินค้าให้ค่ายรถอีซูซู และค่าย CEAT ประเทศอินเดีย โดยบริษัทมีแผนจะส่งมอบสินค้าให้กับทั้งสองค่ายประมาณ 15-25 ต่อปี และ 60-120 ล้านบาทต่อปี ตามลำดับ

นอกจากนั้นบริษัทย่อยมีแผนจะผลิตชิ้นส่วนยานยนต์จากยางสำหรับโมเดลใหม่ ซึ่งจะช่วยเพิ่มยอดขายให้บริษัทประมาณ 15-20 ล้านบาทในปี 2558 จากออเดอร์ใหม่บวกแผนผลิตชิ้นส่วนของบริษัทในเครือ ทำให้ทีมบริหารเชื่อมั่นว่า ยอดขายในปี 2558 จะเติบโต double digit หรือขยายตัวเป็นตัวเลขสองหลัก แม้เศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัวของเมืองไทยจะคอยกดดันอุตสาหกรรมยานยนต์ก็ตาม ซึ่งตัวเลขการเติบโตดังกล่าว ถือว่าสูงกว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมรถจักรยานยนต์ของประเทศที่ขยายตัวปีละ 3-5%

ทว่าแม้ผลประกอบการในปี 2557 จะแสดงผลลดลง ขณะที่ฐานะการเงินในช่วงไตรมาสแรกของปี 2558 ทำท่าจะไม่สวย แต่ราคาหุ้น NDR ก็ปรับตัวเพิ่มขึ้นแล้วกว่า 65% นับจากวันที่เข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ เอ็มเอไอ หรือ mai เมื่อวันที่ 15 ม.ค.2558 (ราคาไอพีโอ 2.70 บาท) ปัจจุบันราคาหุ้น NDR ซื้อขายเฉลี่ย 4.48 บาท

กำลังซื้อที่ยังไม่ฟื้นตัวเช่นนี้ จะส่งผลให้แผนการขึ้นแท่นผู้นำ 1 ใน 3 อันดับแรกของผู้ผลิตยางรถจักรยานยนต์ในประเทศ ในช่วง 3 ปีข้างหน้า (2558-2560) เลื่อนออกไปหรือไม่?

'ชัยสิทธิ์ สัมฤทธิวณิชชา' กรรมการผู้จัดการ บมจ.เอ็น.ดี.รับเบอร์ บอกกับ 'กรุงเทพธุรกิจ Biz Week' ว่า กลยุทธ์พัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เน้นสินค้าตรงใจผู้บริโภค และสามารถแข่งขันได้ในระยะยาว บวกกับออกไปเจาะตลาดต่างประเทศ ในยามที่กำลังซื้อในเมืองไทยยังไม่กลับมา จะทำให้บริษัทสามารถเดินทางสู่แผนงานที่วางไว้ได้ไม่ยาก

'อยากขึ้นแท่นผู้นำยางรถจักรยานยนต์ คงต้องมีรายได้แตะ 1 พันล้านบาท ภายในปี 2560 เท่ากับว่า ต้องขยายตัวปีละกว่า 10%'

สำหรับยุทธศาสตร์ที่จะมุ่งหน้าสู่ตัวเลขดังกล่าวจะเริ่มขึ้นตั้งแต่ปี 2558 โดยในแง่ของยอดขายต้องขยายตัวประมาณ 10-15% เทียบกับปี 2557 ถามว่าทำอย่างไรจึงจะได้ตัวเลขนี้มาครอบครอง ท่ามกลางเศรษฐกิจในประเทศที่ยังไม่ฟื้นตัว แน่นอนในเมื่อหาเงินในบ้านลำบาก เราต้องออกไป 'โกอินเตอร์' แต่เมื่อกำลังซื้อในบ้านเริ่มฟื้นตัวเราจะกลับมา!!

วิธีการหาเงินนอกบ้าน คือ ส่งสินค้าไปจำหน่ายในประเทศมาเลเซีย พม่า ลาว ฟิลิปปินส์ และญี่ปุ่น ควบคู่กับการหาเพื่อนใหม่ในต่างแดน ล่าสุดอยู่ระหว่างเจรจากับพันธมิตรที่เป็นผู้ผลิตยางรถยนต์เบอร์ 3 ในประเทศอินเดีย เหมือนที่เคยให้ข่าวไป

หากไม่มีอะไรผิดพลาด คงจะได้ข้อสรุปภายในไตรมาส 2 ปี 2558 ตอนนี้อยู่ระหว่างแก้ไขสัญญาบางส่วน เราบอกได้เพียงว่า ถ้าการเจรจาประสบความสำเร็จ ในช่วง 1-2 เดือนแรก อาจมีคำสั่งซื้อสินค้าเข้ามาประมาณ 4-5 ล้านบาทต่อเดือน จากนั้นมูลค่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 8-10 ล้านบาทต่อเดือน
หลังจากสรุปเรื่องพันธมิตรประเทศอินเดียได้แล้ว บริษัทมีแผนเดินหน้าเจรจาหาพันธมิตรในประเทศอื่นๆ ต่อไป ตามแผนจะขยายตลาดไปในแถบเอเชียใต้ อาทิเช่น บังคลาเทศ และปากีสถาน เป็นต้น ส่วนจะทำงานกันในรูปแบบ ร่วมหุ้น ร่วมทุน ตัวแทนจำหน่าย หรือเทคโอเวอร์กิจการ ยังตอบไม่ได้

'กลยุทธ์ส่งออกจะทำให้เรามียอดขายนอกบ้านเพิ่มขึ้นจาก 50-55% เป็น 60% ที่เหลือเป็นยอดขายในประเทศ แต่หากตลาดในประเทศกลับมา บริษัทอยากเห็นยอดขายในและนอกประเทศเ ฉลี่ย50:50'

บอสใหญ่ เล่าต่อว่า นอกจากในปีนี้บริษัทจะเน้นเรื่องส่งออกแล้ว ยังมีแผนจะเพิ่มยอดขายในกลุ่มลูกค้าเดิม และเปิดตลาดใหม่ ผ่านตัวแทนจำหน่าย ขณะเดียวบริษัทย่อยยังมีแผนจะผลิตชิ้นส่วนพลาสติกเพิ่มขึ้น เพื่อเจาะตลาดต่างประเทศ สอดคล้องกับแผนงานของบริษัทแม่ อย่างไรก็ดีบริษัทย่อยของ NDR มีแผนจะลงทุนเพิ่มเติมอีกประมาณ 5-10 ล้านบาท

'แม้ยอดขายในปีนี้จะเพิ่มขึ้น แต่ในส่วนของอัตรากำไรขั้นต้น และอัตรากำไรสุทธิอาจใกล้เคียงกับปีก่อน เนื่องจากราคายางพาราที่ลดลงเหลือกิโลกรัมละ 50 บาท ส่งผลให้บริษัทจำเป็นต้องปรับราคาขายลดลง' 'ชัยสิทธิ์' ยอมรับ

บมจ.เอ็น.ดี.รับเบอร์ ถือหุ้นใหญ่ 70% ผ่านตระกูลสัมฤทธิวณิชชา ก่อนบริษัทจะถูกอยู่ภายใต้การบริหารของ 'ชัยสิทธิ์' อย่างเต็มตัว เมื่อ 10 ปีก่อน บริษัทแห่งนี้เคยตกอยู่ในการดูแลมาตั้งแต่รุ่นปู่ และผู้เป็นพ่อ โดยคุณปู่ได้ตัดสินใจควักเงินเก็บ 1 ล้านบาท มาเปิดร้านตัวแทนจำหน่ายยางรถจักรยานยนต์ หลังใช้เวลาเรียนรู้งาน จากร้านขายยางรถจักรยานยนต์ ย่านวงเวียน 22 มาได้สักระยะ

เมื่อธุรกิจผลัดใบมาถึงรุ่นคุณพ่อที่อยู่ในช่วงยอดขายรถจักรยานยนต์กำลังบูม บริษัทได้แตกไลน์มาทำธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับรถจักรยานยนต์ ด้วยการจับมือกับพันธมิตรชาวญี่ปุ่น เพื่อก่อตั้งโรงงานผลิตเปลือกแบตเตอรี่ ณ อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ ก่อนจะเปลี่ยนมาผลิตยางในรถจักรยานยนต์
ปัจจุบัน 'เอ็น.ดี.รับเบอร์' มีรายได้หลักมาจาก 5 ธุรกิจ ประกอบด้วย ยางนอกรถจักรยานยนต์ ,ยางในรถจักรยานยนต์, แบตเตอรี่รถจักรยานยนต์และรถยนต์,ผลิตภัณฑ์ชิ้นส่วนยานยนต์ที่ผลิตจากยาง และรายได้จากการขายและบริการอื่นๆ เช่น การขายหน้ายางสำหรับหล่อดอกรถยนต์ และขายวัตถุดิบ เป็นต้น

สำหรับความเสี่ยงของการทำธุรกิจ ประกอบด้วย 1.วัตถุดิบยางพาราธรรมชาติมีราคาผันแปรไปตามราคาซื้อขายตลาดโลก โดยในช่วง 3 ปีก่อน บริษัทมีการสั่งซื้อยางพาราธรรมชาติ คิดเป็นประมาณ 25% ของมูลค่าการซื้อวัตถุดิบรวม

2.การพึ่งพิงลูกค้ารายใหญ่ ปัจจุบันบริษัทมียอดขายกว่า 45% ของรายได้รวมมาจากบริษัท FUNG KEONG RUBBER MFY (M) SDN BHD ซึ่งเป็นบริษัทผู้จัดจำหน่ายยางรถจักรยานยนต์ประเทศมาเลเซีย และ 3.การพึ่งพิงผู้บริหารที่มีประสบการณ์และความสามารถ

                                                     'ลงทุนหุ้น' งานอดิเรก 'ชัยสิทธิ์' 

'ชัยสิทธิ์ สัมฤทธิวณิชชา' กรรมการผู้จัดการ บมจ.เอ็น.ดี.รับเบอร์ เริ่มสนใจการลงทุนในตลาดหุ้นมาตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัยคณะบัญชี ก่อนจะหันมาชื่นชอบหุ้นพื้นฐาน และครอบครองพอร์ตมูลค่า 5 ล้านบาท ในปัจจุบัน

เขา เล่าว่า ในอดีตเคยปลื้มการเล่นเก็งกำไรมาก่อน ออกแนวโบรกเกอร์แนะนำหุ้นเด่นตัวไหนเราก็ซื้อตัวนั้น ซึ่งผลตอบแทนในครานั้น เรียกว่า มีทั้งกำไรและขาดทุน ช่วงนั้นนิยมซื้อหุ้นในช่วงตลาดขาลง เมื่อหุ้นขึ้นก็ขายออกมา ตามสูตร

ปัจจุบันชอบหุ้นกลุ่มโรงพยาบาล กลุ่มพลังงาน และกลุ่มธนาคาร ถามว่าทำไมชอบ 'กลุ่มโรงพยาบาล' เขาบอกว่า ปัจจุบันธุรกิจโรงพยาบาลถือเป็นธุรกิจที่ดี เพราะไม่มีหนี้เสีย ขณะที่ลูกค้าไม่สามารถต่อรองค่ารักษาได้ และโรงพยาบาลมีความเป็นธุรกิจมากขึ้น เห็นได้จากการหันมาเจาะตลาดต่างประเทศ

'โรงพยาบาลในเมืองไทย ถือว่ามีค่ารักษาพยาบาลค่อนข้างถูก เมื่อเทียบกับประเทศที่มีฐานรายได้ที่สูงกว่าบ้านเรา ฉะนั้นต่างชาติจึงนิยมมารักษาตัวที่เมืองไทย'

ส่วน 'กลุ่มพลังงาน' วันนี้หลายคนมองว่าเป็นธุรกิจเสี่ยง แต่อย่าลืมว่าพลังงานเป็นเรื่องจำเป็นในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะถูกหรือแพงทุกคนต้องใช้ ฉะนั้นจงมองหาโอกาสช้อนหุ้นพลังงานเข้ากระเป๋าในช่วงตลาดขาลง

สำหรับ 'กลุ่มธนาคาร' ส่วนตัวมองว่า หลังจากวิกฤติเศรษฐกิจต้มยำกุ้งในปี 2540 ธนาคารของประเทศไทยเริ่มมีความเข้มแข็งมากขึ้น เมื่อเทียบกับหลายประเทศในแถบนี้ เพราะธนาคารในเมืองไทยดูแลการเงินดีมาก ดังนั้นกลุ่มธนาคารจึงเป็นธุรกิจที่มีความเสี่ยงน้อย