ราคาน้ำมันดิบปรับลดลง จากปริมาณน้ำมันดิบคงคลังสหรัฐ และกำลังผลิตของซาอุดิอาระเบียที่สูงเป็นประวัติการณ์
- ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ และเวสต์เท็กซัสปรับลดลง จากข้อมูลคลังน้ำมันดิบสำรองของสหรัฐ ที่เปิดเผยให้เห็นปริมาณน้ำมันดิบคงคลังสหรัฐ ที่เพิ่มขึ้นสู่ระดับ 482.4 ล้านบาร์เรล สูงสุดเป็นประวัติการณ์อีกครั้ง นอกจากนี้ ยังได้รับแรงกดดันหลังรัฐมนตรีกระทรวงน้ำมันของซาอุดิอาระเบียเผยตัวเลขกำลังผลิตของซาอุดิอาระเบียพุ่งขึ้นแตะ 10.3 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนมี.ค. ซึ่งเป็นระดับที่สูงสุดเท่าที่เคยมีมา ถึงแม้ว่าตลาดโลกกำลังเผชิญกับภาวะอุปทานน้ำมันดิบที่ล้นตลาดก็ตาม
- สำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานของสหรัฐ (EIA) รายงายตัวเลขปริมาณน้ำมันดิบคงคลังของสหรัฐ รายสัปดาห์ สิ้นสุด ณ วันที่ 3 เม.ย.โดยน้ำมันดิบคงคลังสหรัฐ ปรับเพิ่มขึ้น 10.95 ล้านบาร์เรล เป็นสัปดาห์ที่ 13 ติดต่อกัน ซึ่งมากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้เกือบสามเท่าที่ 3.4 ล้านบาร์เรล ส่งผลให้ปริมาณน้ำมันดิบคงคลังปรับเพิ่มขึ้นแตะระดับสูงที่สุดเป็นประวัติกาณ์ ที่ระดับ 482.4 ล้านบาร์เรล ในขณะที่ ปริมาณน้ำมันดิบคงคลัง ณ จุดส่งมอบ คุชชิ่ง โอกลาโฮมา ปรับเพิ่มขึ้นกว่า 1.2 ล้านบาร์เรล สู่ระดับ 60.2 ล้านบาร์เรล นอกจากนี้ ปริมาณน้ำมันเบนซินในคงคลังปรับเพิ่มขึ้น 817,000 บาร์เรล สวนทางที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ว่าจะลดลงกว่า 1 ล้านบาร์เรล ในขณะที่ น้ำมันดีเซลในคงคลังปรับลดลง 250,000 บาร์เรล
- นายอาลี อัล ไนมี รัฐมนตรีกระทรวงน้ำมันของซาอุดิอาระเบีย เปิดเผยตัวเลขปริมาณการผลิตน้ำมันดิบของประเทศในเดือนมี.ค. แตะระดับ 10.3 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งเป็นระดับที่สูงเป็นประวัติการณ์ ทำลายสถิติก่อนหน้านี้ที่ 10.2 ล้านบาร์เรลเมื่อเดือนส.ค. 56 อย่างไรก็ดี นายอาลี อัล ไนมี ไม่ได้ชี้แจงถึงเหตุผลของการเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันดิบ โดยนักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าท่าทีของซาอุดิอาระเบียแสดงให้เห็นว่าซาอุดิอาระเบียยังคงต้องการรักษาส่วนแบ่งน้ำมันดิบในตลาดโลก และพร้อมแข่งขันกับผู้ผลิตนอกกลุ่มโอเปคอย่างสหรัฐ และรัสเซีย
- ตัวแทนจากธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) เปิดเผยว่า Fed อาจพิจารณาการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายสหรัฐ (Fed Funds Rate) ในเดือนมิ.ย. 58 ถึงแม้ว่าข้อมูลเศรษฐกิจล่าสุดของสหรัฐ ล่าสุดในรอบเดือนที่ผ่านมา ได้แก่ การจ้างงาน ผลผลิตภาคอุตสาหกรรม และยอดค้าปลีก ยังคงอยู่ในภาวะอ่อนแอ ทำให้นักลงทุนกังวลต่อการฟื้นตัวในระยะยาวของเศรษฐกิจสหรัฐ โดยนายวิลเลียม ดัดลีย์ ประธาน Fed สาขา New York กล่าวว่า Fed ยังคงสามารถปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในช่วงกลางปี หากข้อมูลเศรษฐกิจบ่งชี้ถึงการขยายตัวในอีก 2 เดือนข้างหน้า ถึงแม้เศรษฐกิจในปัจจุบันจะยังอยู่ในภาวะอ่อนแอก็ตาม อย่างไรก็ตาม หาก Fed ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยช้าเกินไปอาจส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจมากกว่า ในขณะที่ นายเจโรม โพเวลล์ ซึ่งเป็นผู้ว่าการคนหนึ่งของ Fed เห็นด้วยกับการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยสหรัฐ แม้ขณะนี้อัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำ แต่ Fed ควรดำเนินการขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างช้าๆ เพื่อให้มั่นใจว่าเศรษฐกิจสหรัฐ จะฟื้นตัวได้อย่างต่อเนื่องจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว
- ราคาน้ำมันเบนซิน ปรับตัวเพิ่มขึ้นตามราคาน้ำมันดิบดูไบ โดยได้รับแรงหนุนจากความต้องการนำเข้าของผู้บริโภคหลักของประเทศ อย่างอินโดนีเซียที่เพิ่มขึ้นจากเดือนมี.ค. กว่า 2 ล้านบาร์เรล แตะระดับ 11 ล้านบาร์เรล และภาวะอุปทานที่ตึงตัว หลังโรงกลั่นในภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิก กำลังอยู่ในช่วงฤดูกาลปิดซ่อมบำรุงประจำไตรมาส 2 ของปี
- ราคาน้ำมันดีเซล ปรับตัวเพิ่มขึ้นตามราคาน้ำมันดิบดูไบ โดยยังคงได้รับแรงหนุนจากอุปทานส่วนเกินที่ลดลง ในช่วงการปิดซ่อมบำรุงโรงกลั่นประจำไตรมาส 2 อย่างไรก็ตาม โรงกลั่นหลักในอินเดีย เกาหลี และไต้หวัน อาจทยอยกลับมาดำเนินการผลิตตามปกติในช่วงปลายเดือนเม.ย. นี้ ซึ่งอาจส่งผลให้มีอุปทานเข้ามากดดันราคาน้ำมันดีเซลมากขึ้น นอกจากนี้ ซาอุดิอาระเบียมีแนวโน้มที่จะนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปน้อยลง ตามนโยบายที่จะพึ่งพาอุปทานจากโรงกลั่นใหม่ของประเทศแทน
ทิศทางราคาน้ำมันดิบ
ไทยออยล์คาดราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสสัปดาห์นี้จะเคลื่อนไหวที่กรอบ 50-55 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อบาร์เรล ส่วนน้ำมันดิบเบรนท์เคลื่อนไหวในกรอบ 55-60 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล
ปัจจัยที่น่าจับตามอง
- การเจรจาระหว่างอิหร่านกับชาติมหาอำนาจ (P5+1) ซึ่งประกอบด้วย สหรัฐ จีน รัสเซีย อังกฤษ ฝรั่งเศส และเยอรมนี ผ่านพ้นกำหนดเส้นตาย ณ วันที่ 31 มี.ค. โดยล่าสุดทั้งสองฝ่ายสามารถบรรลุกรอบข้อตกลงเบื้องต้นในการจำกัดศักยภาพโครงการนิวเคลียร์ของเตหะรานได้ หลังการเจรจายืดเยื้อกว่า 8 วัน ขณะที่คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ประกาศว่าจะยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรต่ออิหร่านด้วยเช่นกัน ทั้งนี้มีการคาดการณ์ว่า อิหร่านอาจจะเพิ่มปริมาณการส่งออกน้ำมันดิบ 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน หากชาติตะวันตกตัดสินใจยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรอิหร่าน
- ตลาดยังคงกังวลว่าเหตุการณ์โจมตีของประเทศซาอุดิอาระเบีย และสมาชิกกลุ่มประเทศความร่วมมืออ่าวอาหรับต่อกลุ่มกบฎฮูติ ชาวชีอะห์ ในประเทศเยเมน อาจเป็นชนวนทำให้เกิดสงครามระหว่างเชื้อชาติในตะวันออกกลาง และอาจทำให้อ่าวเอเดนถูกปิดลง ซึ่งจะกระทบต่อการขนส่งนํ้ามันดิบ และทำให้อุปทานอาจหายไปคิดเป็นประมาณร้อยละ 20 ของความต้องการน้ำมันของโลก
- การชะลอแผนการลงทุนขุดเจาะ และผลิตน้ำมันในช่วงต้นปีที่ผ่านมา เริ่มส่งสัญญาณให้เห็นถึงปริมาณการผลิตน้ำมันดิบของสหรัฐ ที่ปรับลดลงเป็นครั้งแรกในรอบ 3 เดือน ที่ระดับ 9.4 ล้านบาร์เรลต่อวัน ในช่วงปลายเดือน มี.ค. ซึ่งตลาดคาดว่าการปรับลดลงอย่างต่อเนื่องของแท่นขุดเจาะน้ำมันดิบจะส่งผลกระทบต่อการผลิตน้ำมันดิบในระยะยาวต่อไป
- อุปสงค์น้ำมันดิบมีแนวโน้มปรับตัวลดลงในช่วงไตรมาส 2 นี้ หลังโรงกลั่นน้ำมันทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเอเชีย เริ่มเข้าสู่ฤดูกาลปิดซ่อมบำรุงโรงกลั่น ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญที่กดดันราคาน้ำมันดิบในช่วงนี้ โดยล่าสุดมีการคาดการณ์ว่าหน่วยกลั่นน้ำมันดิบ (Crude Distillation Units) ในภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิก จะลดลงราว 2 ล้านบาร์เรลในช่วงไตรมาส 2 นี้
ที่มา : บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน)
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร.02-797-2999






