วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

กทม.เล็งเก็บภาษีโรงเรือน ตั้งเป้าปี59เพิ่มรายได้8.5หมื่นล.

กทม.เล็งเก็บภาษีโรงเรือน-ที่ดิน-ป้าย-ที่จอดรถ ตั้งเป้าปี 59 เพิ่มรายได้ 8.5 หมื่นล้าน

นายจุมพล สำเภาพล รองผู้ว่าฯกทม. เป็นประธานเปิดการสัมมนาสรุปผลการดำเนินโครงการจ้างที่ปรึกษาศึกษาความเป็นไปได้และแนวทางในการจัดหาแหล่งเงินทุนของกรุงเทพมหานคร (กทม.) ว่า ประเทศไทยกำลังก้าวสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนและมีเป้าหมายเป็นศูนย์กลางของภูมิภาค จึงต้องมีความพร้อมในทุกๆด้าน ซึ่งกทม.ในฐานะเป็นเมืองหลวงเป็นเมืองศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ การเมืองและสังคมของประเทศ ต้องเตรียมความพร้อมด้านกายภาพและศักยภาพ ทั้งนี้ ปัจจุบันกทม.มีภารกิจที่อยู่ในความรับผิดชอบและที่ได้รับมอบหมายจากรัฐบาลเป็นจำนวนมาก ขณะเดียวกัน กทม.มีข้อจำกัดในเรื่องอำนาจหน้าที่ รวมทั้งการจัดเก็บรายได้ที่ไม่เพียงพอกับความต้องการใช้งบประมาณ ซึ่งรายได้ที่กทม.จัดเก็บเอง คิดเป็นร้อยละ 23 และรายได้ที่ส่วนราชการอื่นจัดเก็บให้ ร้อยละ 77 ของรายได้ทั้งหมด ดังนั้นกทม.จึงต้องหาแหล่งเงินทุนภายนอกเพื่อลงทุนในด้านโครงสร้างพื้นฐาน การคมนาคมขนส่งมวลชน การป้องกันและแก้ไขปัญหาน้ำท่วม การปรับโครงข่ายถนน การฟื้นฟูและพัฒนาสิ่งแวดล้อม การบริการด้านสุขภาพอนามัย และการศึกษา ทำให้กทม.ต้องว่าจ้างคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศึกษาความเป็นไปได้และแนวทางในการจัดหาแหล่งเงินทุน

นายจุมพล กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ กทม.ได้วางแนวทางการหาแหล่งเงินทุน 3 ระยะ 1.ระยะเร่งด่วน โดยการกู้เงินสถาบันการเงินที่มีอยู่ เพื่อเป็นการแก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนในด้านต่างๆ 2.ระยะกลาง จะปรับกฎหมาย เพื่อให้สามารถออกเงินค้ำประกันได้ และ3.ระยะยาว จะต้องแก้กฎหมายเพื่อให้สามารถออกเงินค้ำประกันได้ อย่างไรก็ตามแนวทางการหาแหล่งเงินทุน จะต้องพิจารณาขีดความสามารถในการชำระหนี้ พร้อมดอกเบี้ยในระยะ 30 ปีด้วย ขณะเดียวกันกทม.ต้องพัฒนาขีดความสามารถในการจัดเก็บภาษีและรายได้ให้มีศักยภาพสูงขึ้น โดยแก้ไข พ.ร.บ.กรุงเทพมหานคร พ.ศ.2528 เรื่องการจัดเก็บภาษีโรงแรมและยาสูบ รวมทั้งแก้กฎหมายที่จอดรถ ซึ่งอัตราเดิมไม่เพียงพอ อาทิ ประเทศสหรัฐอเมริกา หรือฝรั่งเศส มีรายได้จากการจัดเก็บค่าที่จอดรถเป็นจำนวนมาก ซึ่งกทม.ก็จะเพิ่มภาษีบำรุงท้องที่ โรงเรือนและที่ดินและภาษีป้ายให้เต็มเม็ดเต็มหน่วยมากขึ้น โดยตั้งเป้าปี 2559 จำนวน 8.5 หมื่นล้านบาท

นายจุมพล กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้จะพัฒนาระบบแผนที่ภาษีให้มีความชัดเจนมากขึ้น เพราะพื้นที่กรุงเทพฯมี 2.5 ล้านแปลง แต่มีผู้เสียภาษีเพียง 6 แสนรายเท่านั้น ขณะเดียวกันในปัจจุบันการประเมินที่ดินไม่สอดคล้องกับราคาขายจริง ดังนั้นกทม.จะประสานกรมธนารักษ์ เพื่อให้มีความสอดคล้อง ซึ่งจะสามารถจัดเก็บภาษีเพิ่มได้อีกทางหนึ่งด้วย อย่างไรก็ตามขณะนี้มีธนาคารหลายแห่ง อาทิ กรุงไทย กสิกร ทหารไทย เป็นต้น พร้อมให้กทม.กู้เงิน เนื่องจากเห็นว่ากทม.มีเสถียรภาพทางการเงินที่น่าเชื่อถือในระดับดับเบิ้ลเอบวก เพราะกทม.สามารถบริหารรายรับรายจ่ายได้สมดุล และไม่เคยขาดสภาพคล่องอย่างจริงจัง ซึ่งตามบริษัทรายใหญ่ได้เพียงบีบวกเท่านั้น