วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เผยคนไทยต้องการให้เร่งแก้ไขปัญหาทุจริต

แม่โจ้โพลล์ เผยคนไทย 49.48% ต้องการให้เร่งแก้ไขปัญหาทุจริต คอรัปชั่น ระบุประชาชนเชื่อว่าการปรับปรุงกฎหมายจะเป็นการแก้ไขปัญหาที่ดี

แม่โจ้โพลล์ ทำการสำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศจำนวน 1,155 ตัวอย่าง ในหัวข้อ “ทุจริต คอรัปชั่น ปัญหาที่รอการแก้ไข” พบ 49.48% กังวลมาก-ต้องแก้ไขเร่งด่วน รองลงมา 30.26% กังวลไม่มาก เชื่อสามารถแก้ไขได้ ในขณะที่ 16.26% รู้สึกเฉยๆ เพราะสังคมเป็นแบบนี้มานานแล้ว ระบุประชาชนเชื่อว่าการปรับปรุงกฎหมายจะเป็นการแก้ไขปัญหาที่ดี

ผศ.ดร.สมเกียรติ ชัยพิบูลย์ ผู้อํานวยการศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและพยากรณ์ทางการเกษตร ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและพยากรณ์ทางการเกษตร คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ เปิดเผยว่า

ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและพยากรณ์ทางการเกษตร หรือแม่โจ้โพลล์ ได้ทําการสํารวจความคิดเห็นในหัวข้อ “ทุจริต คอรัปชั่น ปัญหาที่รอการแก้ไข” ซึ่งสํารวจความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศ จํานวน 1,155 ตัวอย่าง ระหว่างวันที่ 15 - 30 มีนาคม 2558 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจ ความวิตกกังวลของประชาชนต่อปัญหาทุจริตคอรัปชั่นของประเทศไทยในปัจจุบัน ความคิดเห็นเกี่ยวกับวิธีการแก้ไขปัญหาทุจริต คอรัปชั่นของไทย และ ความเชื่อมั่นต่อแนวทางการแก้ไขปัญหาการทุจริต คอรัปชั่นของไทยที่ดำเนินการอยู่ในปัจจุบัน

จากการสอบถามความคิดเห็นของกลุ่มตัวอย่างเกี่ยวกับความวิตกกังวลต่อปัญหาทุจริต คอรัปชั่นของประเทศไทยในปัจจุบัน พบว่า ส่วนใหญ่ ร้อยละ 49.48 รู้สึกกังวลอย่างมาก โดยเห็นว่าเป็นปัญหาที่ต้องแก้ไขโดยเร่งด่วน รองลงมาร้อยละ 30.26 รู้สึกกังวล แต่ไม่มากนัก เพราะเชื่อว่าประเทศจะสามารถแก้ไขปัญหาได้ในเร็ว ๆ นี้ ในขณะที่ร้อยละ 16.26 รู้สึกเฉย ๆ ไม่วิตกกังวล เพราะเป็นสิ่งที่มีในสังคมไทยมานานแล้ว และ ร้อยละ 4.00 รู้สึกเฉย ๆ ไม่วิตกกังวล เพราะไม่ได้รับผลกระทบจากปัญหาดังกล่าว

เมื่อสอบถามถึงปัญหาทุจริต คอรัปชั่นในประเทศไทยภาคส่วนที่น่าเป็นห่วง และต้องดำเนินการแก้ไขปัญหาดังกล่าวโดยเร่งด่วนมากที่สุด ผู้ตอบแบบสอบถามร้อยละ 67.10 เห็นว่าเป็นภาคการเมือง รองลงมาร้อยละ 19.06 เป็นภาคราชการ ร้อยละ 11.14 เป็นภาคการศึกษา และร้อยละ 2.70 เป็นภาคเอกชน ส่วนแนวทางในการปฏิรูปกฎหมาย ประเด็นใดที่จะช่วยแก้ไขปัญหาทุจริต คอรัปชั่นได้ดีที่สุด พบว่า การยืดอายุความคดีทุจริต เป็นแนวทางที่ดีที่สุด ร้อยละ 27.19 รองลงมาคือการแก้กฎหมายให้สอดคล้องกับอนุสัญญาสหประชาชาติ ว่าด้วยการต่อต้านการทุจริต ค.ศ. 2003 ร้อยละ 25.44 การสั่งฟ้องคดีทุจริตโดยไม่ต้องผ่านอัยการสูงสุด ร้อยละ 25.35 และ การกำหนดเงื่อนไขไม่นับอายุความหากหลบหนีคดี ร้อยละ 22.02

สำหรับวิธีการในการแก้ไขปัญหาทุจริต คอรัปชั่นในความคิดเห็นของคนไทย พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 40.81 เห็นว่าต้องแก้ไขกฎหมายให้มีความเข้มงวด อันดับ 2 ร้อยละ 26.07 เห็นว่าต้องปลูกจิตสำนึกของเด็กและเยาวชน อันดับ 3 ร้อยละ 14.65 เห็นว่าต้องวางมาตรการป้องกันการแทรกแซงการทำงานของข้าราชการประจำจากฝ่ายการเมือง อันดับ 4 ร้อยละ 11.60 เห็นว่าต้องให้เครือข่ายภาคประชาชนทำหน้าที่ในการตรวจสอบการใช้อำนาจของฝ่ายการเมืองและข้าราชการประจำ และอันดับ 5 ร้อยละ 6.89 เห็นว่า ต้องเพิ่มวิธีการคัดสรร/ตรวจสอบคุณสมบัติของฝ่ายการเมือง ก่อนเข้ารับตำแหน่งทางการเมือง

ในเรื่องของความเชื่อมั่นในการแก้ไขปัญหาการทุจริต คอรัปชั่นของไทยที่รัฐบาลปัจจุบันกำลังดำเนินการอยู่ พบว่า ร้อยละ 35.44 เชื่อมั่นว่าจะสามารถแก้ไขปัญหาได้ ในขณะที่ ร้อยละ 32.86 ไม่เชื่อมั่นว่าจะสามารถแก้ไขปัญหาได้ และร้อยละ 31.71 ยังไม่แน่ใจต่อการดำเนินการดังกล่าวว่าจะสามารถแก้ไขปัญหาได้หรือไม่

จากผลการสำรวจข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างในประเด็นเกี่ยวกับการทุจริต คอรัปชั่นซึ่งเป็นปัญหาที่เรื้อรังมานานของสังคมไทยพบว่า กว่าครึ่งหนึ่งนั้นวิตกกังวลเป็นอย่างมากและต้องการที่จะแก้ไขปัญหานี้อย่างเร่งด่วน แสดงให้เห็นถึงความสนใจในปัญหาที่เกิดขึ้น ซึ่งปัญหาดังกล่าวได้ส่งผลกระทบอย่างมากต่อการพัฒนาประเทศ ทำให้ไม่สามารถใช้งบประมาณได้อย่างเหมาะสม ทำให้ประโยชน์ที่จะได้รับจากการใช้งบประมาณไม่มีความคุ้มค่าและไม่ครอบคลุมผู้ที่จะได้รับประโยชน์

สิ่งที่น่าสังเกตอีกประการหนึ่งคือ ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ยังเชื่อว่าการแก้ไขปัญหาที่ดีที่สุด คือการปรับปรุงกฎหมาย โดยเชื่อว่ากฎหมายที่มีใช้อยู่ในปัจจุบันไม่เข้มงวด และเป็นช่องโหว่ที่ทำให้เกิดการทุจริตคอรัปชั่น แท้จริงแล้วหากคนไทยร่วมกันต่อต้านการทุจริต คอรัปชั่น จากการมีส่วนร่วมของประชาชน สร้างจิตสำนึกที่ดี โดยการเริ่มต้นจากตนเอง ปฏิเสธการทุจริต คอรัปชั่นทุกระดับ ก็จะเป็นอีกหนทางหนึ่งที่จะแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้อย่างยั่งยืนมากที่สุด