เตรียมประมูลคลื่นความถี่ 4G ...ภารกิจที่ท้าทาย
ประเด็น
- JAS จัดแถลงแผนธุรกิจใหม่ด้วยการเข้าประมูลคลื่นความถี่ 4G จาก กสทช. โดยรายละเอียดดังนี้
- ตั้งงบลงทุน 2.5 – 3.5 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นค่าประมูลใบอนุญาต 4G ราว 1.5 – 2 หมื่นล้านบาท และเงินลงทุนในอุปกรณ์โครงข่ายราว 1 – 1.5 หมื่นล้านบาท (ไม่รวมเสา) เพราะมีนโยบายจะเช่าเสาโทรคมนาคมจาก TOT, DTAC หรือ TRUEIF
- เน้นให้บริการอินเตอร์เน็ตผ่านมือถือ จับลูกค้าระดับบนที่มี ARPU ราว 690 บาท โดยจะถึงจุดคุ้มทุนได้หากมีลูกค้า 4G ราว 1 – 2 ล้านราย
- แหล่งที่มาของงบลงทุนจะมาจาก 1) เงินที่เหลือจากการขาย JASIF ราว 1 หมื่นล้านบาท 2) เงินร่วมทุนจากพันธมิตรต่างประเทศราว 1 หมื่นล้านบาท ซึ่งอยู่ระหว่างเจรจา 2-3 ราย (เป็นผู้ประกอบการมือถือในญี่ปุ่น และเกาหลี) และ 3) เงินที่คาดจะได้จากการออก JAS-W3 อีกราว 1.5 หมื่นล้านบาท
ผลกระทบ / ความเห็น
- ธุรกิจหลักในปัจจุบัน (บรอดแบนด์อินเตอร์เน็ต) ดูไม่สดใสนักในระยะยาว เพราะ 1) การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภค ที่มีแนวโน้มจะหันมาใช้งานอินเตอร์เน็ตผ่านมือถือมากกว่าบรอดแบนด์ และ 2) การแข่งขันมีแนวโน้มจะรุนแรงขึ้น หลังมีคู่แข่งรายใหม่อย่าง ADVANC ที่จะเริ่มเข้าสู่ธุรกิจนี้ตั้งแต่ต้นปี 58 ด้วยเทคโนโลยีใหม่ ซึ่งจะเร็วกว่า 4G แม้ระยะสั้นจะยังไม่มีนัยสำคัญต่ออุตสาหกรรม แต่เชื่อว่าในระยะยาวจะส่งผลกระทบต่อผู้ให้บริการรายเดิมทุกราย รวมทั้ง JAS เอง ก็มีโอกาสที่จะสูญเสียฐานลูกค้าบางส่วนไป เพราะปัจจุบันยังใช้เทคโนโลยีที่ต่ำกว่า
- ธุรกิจใหม่ (4G) ยังเป็นสิ่งท้าทายมาก เพราะนอกจาก 1) จะต้องชนะประมูลใบอนุญาตใช้คลื่น 4G ที่ต้องต่อสู้กับผู้ประกอบการโทรศัพท์มือถือรายเดิมทั้ง 3 ราย ที่มีฐานเงินทุนสูงกว่า JAS และ 2) ต้องสร้างฐานลูกค้าใหม่ขึ้นมา โดยเราประเมินว่าหาก JAS ชนะประมูลใบอนุญาต 4G ได้ จะมีผลกระทบต่อบริษัทดังนี้
ระยะสั้น คาดผลกำไรจะถูกกดดันด้วยค่าใช้จ่ายที่จะเข้ามาเช่น การตัดจำหน่ายค่าใบอนุญาตราว 1-1.3 พันล้านบาท/ปี (หากกำหนดให้ใบอนุญาตมีอายุ 15 ปี เท่ากับ 3จี และโดยมีราคาที่ 1.5 – 2 หมื่นล้านบาท) ค่าเช่าเสาราว 2.4 พันล้านบาท/ปี (กรณีเช่า 10,000 ต้น ซึ่งหากไม่สามารถเช่าจากผู้อื่นได้ จะต้องลงทุนติดตั้งเสาเอง จะมีค่าใช้จ่ายสูงกว่านี้) ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับอุปกรณ์ ค่าเสื่อมราคา รวมทั้งค่าใช้จ่ายทางการตลาดเพื่อสร้างฐานลูกค้า ในขณะที่รายได้ยังเข้ามาไม่เต็มที่ เพราะคาดจำนวนลูกค้าในช่วงแรกจะยังไม่มากพอ โดยเบื้องต้นหากอิง ARPU ที่ 690 บาท (เท่ากับที่บริษัทตั้งเป้า) และลูกค้า 1 ล้านรายในปีแรก คาดจะสร้างรายได้ให้แก่บริษัทได้ราว 4.1 พันล้านบาท ซึ่งยังไม่น่าจะเพียงพอที่จะชดเชยค่าใช้จ่ายต่างๆดังกล่าวข้างต้น
ระยะยาว การจะถึงจุดคุ้มด้วยการมีลูกค้า 4G จำนวน 1 - 2 ล้านราย ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเป้าจะให้บริการภายใต้การเช่าเสา 10,000 ต้น ก็ยังถือว่าต่ำกว่าผู้ให้บริการมือถือในปัจจุบัน นอกจากนี้ลูกค้าเป้าหมายจะต้องเปลี่ยนไปใช้เครื่องมือถือที่รองรับ 4G ด้วย ซึ่งปัจจุบันเครื่องที่รองรับ 4G ยังมีไม่มากนัก
คำแนะนำ / เหตุผล
- แม้มีประเด็นบวกที่จะผลักดันราคาหุ้นระยะสั้น คือ 1) กำไรงวด 1Q58 ที่คาดจะออกมาดี เพราะฐานลูกค้าใหม่มีโอกาสแตะ 8 หมื่นราย สูงกว่าปกติที่จะมีลูกค้าใหม่เพิ่มราว 6 หมื่นราย/ไตรมาส และ 2) การเข้าประมูล 4G แต่อย่างไรก็ตามเรามีความกังวลต่อทั้งธุรกิจหลักของบริษัทในปัจจุบันที่ดูจะไม่สดใสในระยะยาว จากการแข่งขันที่มีแนวโน้มรุนแรงขึ้น รวมทั้งธุรกิจใหม่ (4G) ที่หากประมูลได้จะเป็นภารกิจที่ท้าทายของบริษัท เพราะคาดว่าจะกดด้นกำไรของบริษัทไปอย่างน้อย 2 ปี โดยปัจจุบันเราอยู่ระหว่างทบทวนประมาณการกำไรและราคาเหมาะสมของหุ้น JAS ใหม่ ขณะที่ราคาเหมาะสมจาก Bloomberg Consensus เฉลี่ยอยู่ที่ 8.45 บาท ซึ่งมีโอกาสที่ Consensus จะปรับลดประมาณการลงอีก เพื่อสะท้อนผลกระทบจากการออก JAS-W3 และแผนลงทุน 4G









