วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

Market Focus

SET ยังมองหาแนวรับ

SET View

- แนวโน้มวันนี้เป็นลบ มองกรอบเคลื่อนไหว 1500 – 1520 จุด

SET มีโอกาสปรับตัวลงต่อ หลังทางเทคนิคไม่ผ่านแนวต้านสำคัญบริเวณ 1540 จุด โดยหุ้นกลุ่มพลังงานจะคงกดดัน SET หลังราคาน้ำมันดิบ Brent ยังทรงตัวในทิศทางขาลงจากความวิตกต่ออุปทานส่วนเกินฝั่งสหรัฐ ขณะเดียวกันคาดว่านักลงทุนบางส่วนจะชะลอการลงทุนหรือขายทำกำไรเพื่อปิดความเสี่ยง รอผลการประชุม FOMC คืนวันพุธนี้ต่อท่าทีการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายของเฟด ภาพรวม SET ณ ระดับปัจจุบันที่ 21x Trailing P/E ระดับแพงสุดในรอบ 5 ปี รวมถึงมีโอกาสปรับลดประมาณกำไรลงตามภาวะเศรษฐกิจที่ยังคงไม่ฟื้นตัว ไม่สนับสนุนการเพิ่มพอร์ตของนักลงทุนระยะกลาง ขณะที่เม็ดเงินจาก QE ฝั่งยุโรปที่จะเข้ามาในภูมิภาคจะคงไม่ชัดเจนจนกว่าผลการประชุม FOMC จะผ่านพ้น ทางเทคนิค SET ปิดต่ำกว่าเส้นค่าเฉลี่ย 200 วันบริเวณ 1540 จุด เป็นสัญญาณลบมีโอกาสลงไปทดสอบแนวรับถัดไปบริเวณ 1480 จุด (gap ล่าง) โดยอาจมีการรีบาวน์ช่วงสั้นแถว 1500 จุด ทางสติติช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา SET ปรับต่ำกว่าเส้นค่าเฉลี่ย 200 วันเพียง 2 ครั้ง และใช้เวลาเพียง 3 วันทำการถึงกลับมาปิดเหนือได้ จึงน่าคาดหมายการรีบาวน์เกิดขึ้นใน 1-2 วันนี้

- กลยุทธ์การลงทุน ระยะ 1-2 วัน หาก SET เปิดต่ำแถว 1500 จุดควรเป็นจังหวะซื้อ หรือเสี่ยงซื้อหากเกิด Panic Selling จน SET หลุด 1500 จุดระหว่างวันเพื่อไปรอขายช่วงรีบาวน์

  Top Daily Pick: ADVANC (ผลประกอบการจะกลับมาเติบโตโดดเด่นกว่า 23% ในปีนี้ และอัตราผลตอบแทนปันผลจูงใจกว่า 6% จะจำกัด downside) /MFEC (มีโอกาสเติบโตจากนโยบาย Digital Economy ภาครัฐ และให้อัตราผลตอบแทนปันผล 6% ขึ้น XD ปลายเม.ย.จะจำกัด downside)

  Technical Pick : VGI NINE PREB MALEE NMG-W3

  Theme Play: กลุ่มสายการบิน (AAV) ได้ประโยชน์จากปัจจัยฤดูกาลและต้นทุนเชื้อเพลิงมีแนวโน้มปรับตัวลง /เครือข่ายร้านอาหาร-ความงาม (BEAUTY KAMART) ปี 58 จะฟื้นตัวต่อเนื่องจากการขยายสาขาและกำลังซื้อฟื้นตัว /กลุ่มธนาคาร (BBL KBANK KTB SCB) และพัฒนาที่อยู่อาศัย (AP SPALI) จิตวิทยาเชิงบวกจากการปรับลดดอกเบี้ยของกนง. /กลุ่มสื่อสาร (ADVANC INTUCH) ผลประกอบการฟื้นตัวต่อเนื่องปี 58 ปันผลจูงใจราว 5-6% ต่อปี /หุ้นแนะนำเดือนมี.ค. (AP BANPU ICHI SNC THCOM)

- รายงานวันนี้

Update : RATCH (ซื้อ / มูลค่าเหมาะสม 68 บาท) ปี 58 กำไรเติบโตเด่นกว่ากลุ่ม
 

Strategy Talk 

- SET จบรอบขาขึ้นไปแล้วยัง?

• การปรับฐานของตลาดหุ้นทั่วโลกรวมถึงตลาดหุ้นไทย ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมาเกิดจากความวิตกว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อาจปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายในเดือนมิ.ย. เร็วกว่าที่นักลงทุนคาดไว้แต่เดิม (ที่คาดจะเป็นเดือนก.ย. หรืออาจไม่มีการปรับขึ้นดอกเบี้ยเลยในปีนี้) ความวิตกดังกล่าวเกิดขึ้นหลังสหรัฐประกาศตัวเลขการว่างงานเดือนก.พ.ที่ระดับ 5.5% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบเกือบ 7 ปี ทำให้นักลงทุนตีความว่าเฟดอาจจำเป็นต้องปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายโดยเร็วตามนโยบายที่แถลงไว้ใน Forward Guidance

• สำหรับตลาดหุ้นไทยได้รับผลกระทบเชิงลบมากกว่าตลาดภูมิภาค เชื่อว่าส่วนหนึ่งเกิดจากประสบการณ์ในอดีตของนักลงทุน ที่มาจากการพิจารณาทิศทางการเคลื่อนไหวของ SET เทียบกับการปรับขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกของเฟดในครั้งก่อนหน้าเมื่อเดือนมิ.ย.ปี 47 พบว่า SET จะทำจุดสูงสุดก่อนการปรับขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกของเฟดราว 6 เดือน และใช้ระยะเวลาปรับฐานราว 8 เดือนไปทำจุดต่ำสุด 2 เดือนหลังเฟดปรับขึ้นดอกเบี้ย คิดเป็นอัตราการลดลงราว 19% นี่น่าจะเป็นความวิตกต่อนักลงทุนไทยเช่นเดียวกัน เพราะหากการปรับขึ้นดอกเบี้ยของเฟดเกิดขึ้นจริงในเดือนมิ.ย. และทิศทางการเคลื่อนไหวของ SET เกิดขึ้นซ้ำรอยกับปี 47 น่าคาดหมายได้ว่า SET ได้ทำจุดสูงสุดไปแล้วเมื่อเดือนก.พ.ที่บริเวณ 1619 จุด และอาจปรับฐานลงมาได้ถึงระดับ 1311 จุดในเดือนก.ย.-ต.ค.

• ในเชิงกลยุทธ์เรามองว่าเร็วเกินไปที่จะประเมินว่า SET จบรอบไปแล้วที่ระดับ 1619 จุด และพฤติกรรมการเคลื่อนไหวก็อาจแตกต่างไปจากช่วงปี 47 เนื่องจาก (1) ยังไม่มีความชัดเจนว่าเฟดจะมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายครั้งแรกในเดือนมิ.ย.นี้ หากอิงกับอัตราเงินเฟ้อสหรัฐเดือนม.ค.ที่ -0.1% เป็นระดับต่ำสุดในรอบ 5 ปีและต่ำกว่าระดับเป้าหมายของเฟดที่ +2% บ่งบอกว่าการฟื้นตัวของภาคแรงงานสหรัฐยังไม่ส่งผลกระทบต่อระดับราคาแต่อย่างไร นอกจากนี้ถ้อยแถลงของประธานเฟดนางเยลเลนในสภาคองเกรสช่วงปลายเดือนก.พ.ที่ผ่านมา บ่งบอกเป็นนัยว่าไม่รีบร้อนปรับเปลี่ยนนโยบายการเงิน (เราเชื่อว่าเฟดอาจต้องรอให้เห็นสัญญาณการเร่งตัวของเงินเฟ้อก่อนที่จะพิจารณาปรับขึ้นดอกเบี้ย) เราเชื่อว่าตลาดจะได้รับความชัดเจนอีกครั้งจากการประชุม FOMC ครั้งต่อไปวันที่ 17-18 มี.ค.นี้ (2) เดือนมี.ค.เป็นเดือนแรกธนาคารกลางยุโรป (ECB) จะมีการทำ QE ด้วยการซื้อสินทรัพย์ในตลาดตราสารหนี้ยุโรป รวมถึงการทำ QQE อย่างต่อเนื่องของฝั่งญี่ปุ่น เราจึงคาดหมายเม็ดเงินที่เกิดจากสภาพคล่องส่วนเกินในตลาดการเงินของทั้งสองจะไหลเข้ามาลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงในภูมิภาคและตลาดหุ้นไทยในระยะต่อไป (3) การปรับขึ้นของ SET นับตั้งแต่ต้นปี 56 จากระดับ 1300 จุดเป็นต้นมาเป็นผลจากการซื้อสุทธิของนักลงทุนไทย (สถาบันและรายย่อย) กว่า 2 แสนล้านบาท และยังไม่มีสินทรัพย์เสี่ยงอื่นเป็นตัวเลือกทดแทน ล่าสุดอัตราผลตอบแทนตราสารหนี้รัฐบาลไทยอายุ 2 ปี ปรับลงมาเพียง 1.92% แพงสุดในรอบ 4 ปี จะทำให้ SET น่าสนใจมากขึ้นโดยเปรียบเทียบ

สรุปเรายังมองประเด็นการทำ QE ของยุโรปและญี่ปุ่น เป็นปัจจัยผลักดันเม็ดเงินเข้ามา ช่วยให้ SET ปรับขึ้นไปทดสอบระดับ 1600 จุดได้อีกครั้งในช่วง 1-2 เดือนข้างหน้า และการปรับลดลงของ SET (ทางเทคนิคมีแนวรับบริเวณ 1480 +/-) ยังเป็นโอกาสทยอยสะสมหุ้นกลุ่มนำตลาดทั้งพลังงาน ธนาคารและสื่อสารขนาดใหญ่เพื่อไปรอขายช่วงรีบาวน์