วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

BDMS - ซื้อ

ปรับเพิ่มมูลค่าพื้นฐานจากภาพรวมระยะยาวที่ดีขึ้น

เราได้ปรับเพิ่มคำแนะนำ BDMS เป็น "ซื้อ" จาก "ถือ" และปรับเพิ่มมูลค่าพื้นฐานอิงวิธีคิดลดเงินสด (DCF) เป็น 24.00 บาทจาก 19.00 บาท มีพื้นฐานมาจากการปรับเพิ่มประมาณการกำไรต่อหุ้น (EPS) ของเราขึ้น 5-10% ในช่วงปี 2558-2565 ซึ่งสะท้อนถึง: 1) การประกาศเพิ่มอาคารใหม่อีก 6 อาคารที่ศูนย์ใหญ่ที่กรุงเทพฯ และ 2) ค่าเสื่อมที่ลดลงจากโรงพยาบาลใหม่ โดยเรามีมุมมองเชิงบวกต่อการขยายกำลังรองรับผู้ป่วยของ BDMS ในช่วงของศูนย์ใหญ่ เนื่องจากมีปริมาณผู้ป่วยต่างชาติที่แข็งแกร่ง, อัตราผลตอบแทนสูงและมีการฟื้นตัว ด้วยกำไรที่รวดเร็ว เราเลือก BDMS เป็น top pick ของเราในกลุ่ม ทั้งนี้เราชอบ BDMS มากกว่า BH จากกลยุทธ์ในระยะยาวที่ดีกว่าและราคาที่ถูกกว่า

ขยายกำลังรองรับผู้ป่วยที่ศูนย์ใหญ่ที่กรุงเทพฯ : ผู้บริหารให้ข้อมูลระหว่างการประชุม นักวิเคราะห์ว่าบริษัทมีแผนการที่จะเพิ่มอาคารอีก 6 อาคารด้วยจำนวนเตียง 300 เตียงที่โรงพยาบาลกรุงเทพ ซอยศูนย์วิจัย (ศูนย์ใหญ่ที่กรุงเทพฯ) ด้วยงบลงทุนทั้งหมด 6 พันลบ. ซึ่งปัจจุบันมีการดำเนินงานอยู่ 3 อาคารด้วยจำนวนเตียงทั้งหมด 488 เตียง ทั้งนี้หลังจากการขยายขนาดดังกล่าว ศูนย์ใหญ่ที่กรุงเทพฯ จะมี 9 อาคารด้วยจำนวนเตียงเพิ่มขึ้น 61% เป็น 788 เตียง

เปิดดำเนินงานทีละเฟส : อัตราการดำเนินงานปัจจุบันที่ศูนย์ใหญ่ที่กรุงเทพฯ มีระดับที่สูงที่ 80-85% ภายใต้เฟสแรก โดยบริษัทมีแผนการที่จะเปิดดำเนินงาน 2 อาคาร โดยอาคารแรกจะมุ่งเน้นกลุ่มผู้ป่วยชาวพม่า และอาคารที่ 2 จะรองรับกลุ่มผู้ป่วยชาวอาหรับ สำหรับอีก 4 อาคารที่จะเปิดดำเนินงานในภายหลังจะรองรับกลุ่มผู้ป่วยในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยอาคารที่แยกออกมานี้สำหรับกลุ่มผู้ป่วยต่างชาติ จะช่วยให้มีกำลังรองรับกลุ่มผู้ป่วยชาวไทยได้และช่วยให้มีการบริการจัดการกลุ่มผู้ป่วยต่างชาติได้ดีขึ้น โดยผู้ป่วยต่างชาติมีสัดส่วน 28% ต่อรายได้ทั้งหมดของ BDMS ในปี 2557 ทั้งนี้กลุ่มผู้ป่วยชาวพม่ามีส่วนแบ่งที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 โดยมีสัดส่วน 7% ต่อรายได้จากกลุ่มผู้ป่วยต่างชาติของ BDMS 

งบลงทุนต่อเตียงที่สูง : BDMS มีที่ดินสำหรับส่วนต่อขยายอยู่แล้ว (อยู่ด้านหลังของอาคารในปัจจุบัน) โดยงบลงทุนต่อเตียงสำหรับส่วนต่อขยายนี้มีระดับที่สูงที่ 20 ลบ. สูงกว่าค่าเฉลี่ยที่ 10 ลบ. สำหรับโรงพยาบาลระดับสูง แต่ยังคงต่ำกว่ารพ. แห่งที่ 2 ของ BH ที่ 40 ลบ./เตียง ทั้งนี้ผู้บริหารกล่าวว่างบลงทุนที่สูงนั้นสืบเนื่องจากแผนการที่จะสรรหาสิ่งอำนวยความสะดวกและอุปกรณ์คุณภาพสูงในการให้บริการ

แต่อัตราผลตอบแทนที่สูงคาดว่าจะช่วยให้มีการฟื้นตัวด้านกำไรที่รวดเร็ว : ศูนย์ใหญ่ที่กรุงเทพฯ มีการดำเนินงานที่ดีด้วยอัตรากำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อม และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) ที่ 26% ในปี 2557 สูงกว่าค่าเฉลี่ยอัตรา EBITDA ของ BDMS ที่ 22% สำหรับปริมาณผู้ป่วยที่สูงและค่ารักษาต่อหัว (price intensity) ที่สูงจากคุณภาพทีมแพทย์และบริการระดับพรีเมียม ส่งผลให้มีอัตรา EBITDA ที่สูง ทั้งนี้ค่ารักษาผู้ป่วยนอก (OPD) ต่อวันที่ศูนย์ใหญ่ที่กรุงเทพฯ มีระดับที่สูงที่ 6,000 บาท (สูงกว่าค่าเฉลี่ยของ BDMS ที่ 3,000 บาท) และค่ารักษาผู้ป่วยภายใน (IPD) ต่อวันมีระดับที่สูงที่ 60,000 บาท (สูงกว่าค่าเฉลี่ยของ BDMS ที่ 20,000 บาท) เราคาดว่าอัตราผลตอบแทนที่สูงของศูนย์ใหญ่ที่กรุงเทพฯ จะช่วยให้มีการฟื้นตัวด้านกำไรที่เร็วขึ้นเมื่อเทียบกับโครงการของโรงพยาบาลอื่นๆ

ปรับเพิ่มประมาณการกำไรต่อหุ้น (EPS) ขึ้น 5-10% ในปี 2558-2565 : BDMS คาดค่าใช้จ่ายค่าเสื่อมจะอยู่ที่ 7% ของรายได้ทั้งหมด ต่ำกว่าประมาณการรายได้รวมก่อนหน้านี้ของเราที่ 8% เนื่องจากแผนการขยายธุรกิจจะเริ่มด้วยเฟสขนาดเล็กก่อน หลังจากปรับตัวเลขของเราเพื่อให้สอดคล้องกับประมาณการของผู้บริหาร และแผนการขยายธุรกิจล่าสุดแล้ว เราจึงปรับเพิ่มประมาณการกำไรปี 2558-2565 ของเราขึ้น 5-10%

เราเพิ่มราคาเป้าหมายอิงวิธี DCF ของเราเป็น 24.00 บาท (จาก 19.00 บาท) จากอนาคตการเติบโตระยะยาวที่ดีขึ้นของ BDMS โดย BDMS นั้นซื้อขายอยู่ PER ปี 2558 ที่ 40 เท่า สูงกว่าคู่แข่งในประเทศ แต่เนื่องจาก BDMS มีการเติบโตระยะยาวที่ดีกว่าทำให้เราเห็นว่ามูลค่านั้น

ถูกกว่าของคู่แข่งในประเทศในปี 2565 ที่โครงการขยายโรงพยาบาลของบริษัททั้งหมดคาดว่าจะดำเนินงานเต็มกำลังแล้ว ทั้งนี้ BDMS ซื้อขายอยู่ PER ปี 2565 ที่ 9 เท่า ต่ำกว่าของ BHที่ 13 เท่า และ BCH ที่ 10 เท่า