วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'ปนัดดา'ถกสัมปทานปิโตรฯรอบ21นัดแรก

"ปนัดดา"นั่งหัวโต๊ะถกสัมปทานปิโตรเลียมรอบ 21 นัดแรก “ประสงค์”นำภาคประชาชน ด้านอธิบดีกรมเชื้อเพลิงมอบรองฯประชุมแทนเพราะติดภารกิจ

อาคารสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี มีการประชุมหารือเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลความคิดเห็นหรือข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการกำหนดนโยบายการเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบที่ 21 และแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นการประชุมนัดแรก หลังจากมีการเปิดเวทีเสวนาเมื่อวันที่ 20 ก.พ. ที่ทำเนียบรัฐบาล โดยการประชุมมีหม่อมหลวงปนัดดา ดิศกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตร ีเป็นประธานในการประชุม

ทั้งนี้มีผู้ร่วมประชุมทั้งจากภาคประชาชนที่นำโดย น.ต.ประสงค์ สุ่นสิริ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นางรสนา โตสิตระกูล อดีตส.ว.กทม. นายปานเทพ พัวพงศ์พันธ์ โฆษกกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และภาครัฐ นำโดยนางบุญบันดาล ยุวนะศิริ รองอธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ นายจำเริญ ยุติธรรมสกุล รองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ทั้งนี้รองอธิบดีกรมเชื้อเพลิง ชี้แจงว่าตนมาแทนอธิบดีกรมเชื้อเพลิงเนื่องจากอธิบดีติดภารกิจที่ต่างประเทศ

โดยม.ล.ปนัดดา กล่าวเปิดการประชุมตอนหนึ่งว่า รัฐบาล ต้องการให้การประชุมนี้เป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกัน เพื่อร่วมกันเสนอนโยบายพลังงานที่ยั่งยืนของประเทศ อย่างไรก็ตามทราบว่าทั้งสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)และสภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.) มีรายละเอียดเรื่องนีเยอะ และมีการแต่งตั้งคณะกรรมาธิการ และอนุกรรมการที่ดำเนินการในเรื่องนี้ ซึ่งการหารือครั้งนี้จะมีการนำไปประมวลและมอบหมายให้กระทรวงพลังงานเป็นผู้พิจารณาเพื่อประกอบเป็นนโยบายด้านพลังงงานและเสนอต่อนายกรัฐมนตรีต่อไป ซึ่งโอกาสนายกรัฐมนตรีได้ขอบคุณทุกฝ่ายที่ได้มีการจัดการหารือในวันนี้ และขอให้การทำงานวันนี้นำไปสู่บ้านเมืองที่เป็นสุข

ด้านน.ต.ประสงค์ สุ่นสิริ ในฐานะหัวคณะภาคประชาชน ได้กล่าวขอบคุณม.ล.ปนัดดาที่เป็นประธานในวันนี้ พร้อมระบุว่าเรื่องพลังงานเป็นเรื่องใหญ่ และจากประสบการณ์ที่ทำงานของตนนั้นการจัดการพลังงานปัจจุบันต่างจากอดีต และเรื่องพลังงานทำให้เกิดปัญหาหลายอย่างตั้งแต่ปี พ.ศ.2520 ที่การจัดการไม่เคยเปลี่ยนแปลง จึงต้องหารือร่วมกันว่าจะแก้ไขอย่างไรเพื่อให้ทรัพยากรเป็นประโยชน์ต่อคนไทยอย่างแท้จริง

 

น.ต.ประสงค์ กล่าวอีกว่า ส่วนตัวเห็นว่าควรมีการแก้ไขกฎหมายที่ใช้มาตั้งแต่ปี พ.ศ.2514 ที่รัฐบาลไม่มีอำนาจในการกำหนดนโยบายพลังงานโดยตรง จึงหวังว่าข้าราชการจะรู้ว่าอะไรเป็นประโยชน์ของชาติจึงจำเป็นต้องปรับเพื่อให้นำไปสู่ประโยชน์เพื่อส่วนรวมให้ได้ พร้อมขอให้กระทรวงพลังงานช่วยอดทนเพราะเราไม่ได้พับกันมานาน