ราคาสินค้าเกษตรซึมยาว3ปี

นักวิชาการคาดราคาสินค้าเกษตรทรงตัวระดับต่ำ 2-3 ปี เหตุเศรษฐกิจโลกไม่ฟื้นตัว กระทบการจับจ่ายใช้สอย ฉุดเศรษฐกิจไทยฟื้นไม่เต็มที่
เอกชนชี้ค่าเงินผันผวน-บาทแข็งค่า ส่งผลกระทบแข่งขันด้านราคา ทำไทยสูญเสียตลาด
เศรษฐกิจไทยเผชิญกับแรงกดดันจากราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ เนื่องจากเกษตรกรถือว่าเป็นคนกลุ่มใหญ่ของประเทศ ซึ่งมีจำนวนมากกว่า 5 ล้านครัวเรือน คิดเป็นประชากรกว่า 20 ล้านคน แม้มูลค่าการส่งออกภาคเกษตรมีสัดส่วนไม่สูง แต่ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำกระทบการบริโภคภายในประเทศ
จากตัวเลขเศรษฐกิจของธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)ชี้ให้เห็นว่าราคาสินค้าเกษตรยังเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของประเทศ ที่หวังพึ่งพาการจับจ่ายใช้สอย โดยในเดือนม.ค. 2558 รายได้ภาคเกษตรยังติดลบ 10% จากราคาสินค้าเกษตรลดลง 11.1% แม้ผลผลิตจะเพิ่มขึ้น 1.2%
ขณะที่ภาคส่งออกสินค้าเกษตรในเดือนม.ค. ลดลงมากถึง 20.8%
นายสมพร อิศวิลานนท์ นักวิชาการอาวุโส สถาบันคลังสมองของชาติ กล่าวว่าสัดส่วนการส่งออกของสินค้าเกษตรคิดเป็น 10%ของมูลค่าส่งออกรวมของไทยที่มีมูลค่า 7 ล้านล้านบาท แต่ภาคการเกษตรปรากฏชัดกว่าเมื่อเทียบกับภาคอื่นเพราะเกี่ยวข้องกับคนส่วนใหญ่ ในขณะที่การส่งออกสินค้าหลักคือข้าว ยางพารา และกุ้ง ได้หายออกไปจากระบบมากพอสมควร กรณียางมูลค่า ลดลง 30%จากที่เป็นสินค้าเกษตรส่งออกอันดับหนึ่งของประเทศ
“ภาคเกษตรที่หดตัว จึงกระทบกับเศรษฐกิจอย่างแรงเพราะคนเยอะ เกษตรกรไม่จับจ่ายใช้สอย เพราะเศรษฐกิจชะลอตัวคนไม่มีเงิน รายได้ไม่ได้วิ่งเหมือนเมื่อก่อนที่ตอนช่วงเศรษฐกิจดี ถ้าไม่มีการท่องเที่ยวช่วยเศรษฐกิจโดยรวมจะแย่กว่านี้ การบริหารงานของรัฐบาลเป็นภาวะที่ลำบาก เพราะทุกตลาดหดตัวหมด สหภาพยุโรป (อียู)สหรัฐอเมริกากำลังจะฟื้นตัวอย่างช้าๆ ตะวันออกกลางหดตัวจากน้ำมันราคาลง เหตุการณ์เหลานี้เคยเกิดแบบนี้มาก่อนยุคสงครามโลก สถานการณ์เศรษฐกิจเหล่านี้จะเริ่มดีขึ้นอีกครั้ง ใน 2-3 ปี "นายสมพร กล่าว
ทั้งนี้่การบริโภคในเดือนม.ค. 2558 ทรงตัวจากเดือนก่อนหน้า แต่หากเปรียบเทียบกับเดือนม.ค. 2557 ปรับตัวลดลงเล็กน้อย ตามรายได้ภาคเกษตรที่ยังอยู่ระดับต่ำ
นายสมพร กล่าวว่าตลาดที่ยังดีอยู่คืออินเดีย และจีน ที่ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือจีดีพี ขยายตัวอยู่ประมาณ 6%อยู่ในระดับกลางๆไม่สูงมากพอไปได้เท่านั้น การส่งออกในตลาดเหล่านี้จะต้องระวังเรื่องต้นทุน ควรเจาะกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง เน้นสินค้าคุณภาพ แต่ตลาดที่น่าสนใจคือเอเชียทั้งหมด ตามแนวชายแดน ที่กำลังซื้อเริ่มฟื้นตัว แต่จะเป็นกลุ่มสินค้าขั้นพื้นฐานระดับกลางๆ ไม่ต้องหวังตลาดอื่น
ชี้ตลาดแข่งขันสูงฉุดราคา
นายไพบูลย์ พลสุวรรณา ประธานผู้ส่งออกทางเรือแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ในภาพรวมสถานการณ์ราคาสินค้าเกษตรและกลุ่มอาหารจะยังไม่ปรับตัวดีขึ้น เนื่องจากการแข่งขันในตลาดมีสูง โดยเฉพาะการแข่งขันด้านราคา เพราะสินค้ากลุ่มอาหารเป็นกลุ่มที่สามารถบริโภคทดแทนได้ เช่น ถ้ากุ้งมีราคาสูงตลาดก็จะหันไปบริโภคไก่ทดแทนทำให้ตลาดเป็นของผู้บริโภคที่จะตัดสินใจจากราคาขายเป็นสำคัญ
อย่างไรก็ตาม สินค้ากลุ่มอาหารของไทยมีมาตรฐานด้านคุณภาพ เป็นที่ยอมรับด้านรสชาดและความหลากหลาย รวมถึงการตอบโจทย์ของตลาด เช่น กลุ่มอาหารพร้อมรับประทาน (Ready to eat) แต่การพัฒนาดังกล่าวก็ยังมีข้อจำกัดในเรื่องต้นทุนการผลิต ที่ไทยกำลังเผชิญกับราคาต้นทุนต่างๆที่สูงขึ้น เช่น แรงงานดังนั้น เพื่อให้ยังสามารถแข่งขันได้ ควรหันมาร่วมมือกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ในการบริหารจัดการตลอดขึ้นตอนการผลิตลดความสูญเสีย เพื่อทำให้ต้นทุนการผลิตลดลงโดยปริยาย และทำให้ความจำเป็นการขอปรับราคากับผู้ซื้อก็จะลดลงด้วย
ห่วงค่าเงินแข็งสู้เพื่อนบ้านยาก
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ผู้ประกอบการกำลังเผชิญกับปัญหาเฉพาะหน้าคือเรื่องความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งไทยมีแนวโน้มเงินบาทแข็งค่า และที่สำคัญคือเป็นการแข็งค่ากว่าประเทศในภูมิภาค โดยเฉพาะประเทศคู่แข่งที่มีสินค้าคล้ายไทย เช่น อินโดนีเซีย ซึ่งได้มีการทำให้เงินรูเปียอ่อนค่าลงทำให้ขีดความสามารถการแข่งขันของอินโดนีเซียเพิ่มขึ้นและทำให้ขีดความสามารถแข่งขันของไทยลดลงโดยอัตโนมัติ
นายไพบูลย์ กล่าวอีกว่า ด้านการทำตลาดไทยยังเป็นที่หนึ่งในตลาดสำคัญๆ เช่น สหรัฐ และญี่ปุ่น และควรรักษาฐานตลาดเหล่านี้ไว้ เพราะเป็นตลาดที่มีมูลค่าสูงทั้งในแง่ขนาดตลาดและมูลค่าต่อหน่วยที่ผู้บริโภคในตลาดนั้นๆ สามารถซื้อได้ ขณะที่ตลาดใหม่ๆ เช่นอาเซียน ยังไม่มีกำลังซื้อสูงเท่าที่ควรในขณะนี้แต่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นในอนาคต
โรงสีชี้ราคาข้าวทั้งปีทรงตัว8พัน/ตัน
นายมานัส กิจประเสริฐ นายกสมาคมโรงสีข้าวไทย กล่าวว่า สถานการณ์ราคาข้าวปี 2558 จะทรงตัวในระดับ ตันละ 8,000-8,200 บาท (ข้าวคุณภาพดีความชื้น 15%) โดยราคาข้าวนาปรังที่กำลังออกสู่ตลาดในขณะนี้พบว่าชาวนาส่วนใหญ่อาจไม่ได้ราคาดีมากเพราะมีหนูระบาดกัดกินข้าวจนทำให้ชาวนาต้องเร่งเก็บเกี่ยวทำให้ข้าวมีปริมาณแป้งน้อย มีสีเชียวเมื่อประกอบกับสภาพอากาศแปรปรวนก็ทำให้การคำนวนเวลาเกี่ยวข้าวคลาดเคลื่อน จนทำให้ข้าวไม่มีคุณภาพและได้ราคาไม่ดี
ทั้งนี้ แม้ปริมาณข้าวนาปรังจะลดลง 20-30% แต่ก็พบว่าทิศทางราคาไม่ได้สูงมาก เพราะตลาดยังไม่คึกคักมากเท่าที่ควร จากความต้องการที่ไม่สูงมาก
สต็อกรัฐกดราคาในประเทศ
แหล่งข่าวจากโรงสีข้าว กล่าวว่า สาเหตุที่ราคาข้าวไม่ปรับตัวสูงขึ้น มาจากผู้ซื้อที่เป็นทั้งผู้ส่งออกและผู้ผลิตข้าวขายในประเทศมีทางเลือกจากการซื้อข้าวในสต็อกของรัฐบาล ซึ่งตามแผนจะเปิดระบายเฉลี่ยเดือนละ 1 ล้านตันข้าวสาร นอกจากนี้ จากปัจจัยต่างๆ ทำให้คุณภาพไม่ดีจนเป็นสาเหตุให้ราคาข้าวที่ชาวนาขายได้จริงจะเฉลี่ยที่ 6,500-7,000 บาทเท่านั้น
ส่วนแนวทางการช่วยเหลือจากภาครัฐ เบื้องต้นมีแผนให้โรงสีเก็บสต็อกข้าวไว้อย่างต่ำ 2 เดือนและนำหลักฐานมาขอชดเชยอัตราดอกเบี้ยจากรัฐบาลได้ในสัดส่วน 3% จากอัตราดอกเบี้ยที่ธนาคารเก็บกับโรงสีเฉลี่ยที่ 7% ซึ่งภายใต้โครงการนี้จะใช้งบประมาณ 400 ล้านบาท คาดว่าจะช่วยชะลอปริมาณข้าวที่จะออกมาสู่ตลาดได้ในช่วงที่ผลผลิตออกมาจำนวนมากแต่ผลพลอยได้ของโครงการนี้จะช่วยให้ผู้ส่งออกข้าวนึ่งมีข้าวเปลือกที่จะนำผลิตข้าวนึ่งเพื่อส่งออกตามคำสั่งซื้อได้ เนื่องจากผู้ส่งออกบางส่วนเป็นกังวลว่าจะไม่มีข้าวเปลือกมาผลิตข้าวนึ่ง
ราคามันสำปะตลาดโลกลด
นายเจน วงศ์บุญสิน ที่ปรึกษาสมาคมการค้ามันสำปะหลังไทย กล่าวว่า ราคามันสำปะหลังปีนี้ น่าจะลดต่ำลงตามสถานการณ์ธัญพืชทั่วโลกที่ปรับตัวลดลงทุกชนิดทำให้ มูลค่าการส่งออกจะลดลง อย่างน้อย 10 % นอกจากนี้ จากราคาน้ำมันดิบของโลกที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง ทำให้จีนปรับลดการใช้แอลกอฮอลล์ตามไปด้วย จึงมีการต่อรองราคากับไทย
มันสำปะหลัง คาดการณ์ผลผลิต ปี 2557/58 ประมาณ 30.91 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 2.96% โดยเริ่มออกสู่ตลาดเมื่อต.ค. 2557 ที่ผ่านมา และจะออกต่อเนื่องจนถึงมี.ค. 2558 ส่วนคาดการณ์ราคาจะอยู่เกณฑ์ดี โดยหัวมันสด ณ ม.ค. เฉลี่ย กก.ละ 2.24 บาท อย่างไรก็ตาม มติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อ 2 ธ.ค.2557 อนุมัติแนวทางการบริหารจัดการตลาดมันสำปะหลังปี 2557/58 กรอบวงเงิน 2,760 ล้านบาท ดังนั้น 1.ชดเชยดอกเบี้ยเพื่อชะลอการเก็บเกี่ยว 2. การเพิ่มสภาพคล่องทางการค้า 3. การพัฒนาและเพิ่มประสิทธิภาพการเพาะปลูกในระบบน้ำหยด 4. การยกระดับมาตรฐานการแปรรูปมันสำปะหลัง ส่วนราคาส่งออก มันเส้น (เอฟโอบี) เฉลี่ยที่กก.ละ 7.76 บาท แป้งมัน กก. 13.88บาท
การส่งออกมันสำปะหลัง ปี 2557 มูลค่า 3,564 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ปริมาณ 11.2 ล้านตัน โดยม.ค. ที่ผ่านมา มูลค่า 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลง 12.1% ปริมาณ 9.4 แสนตัน ลดลง 19.2%
รายงานข่าวจากกระทรวงพาณิชย์ แจ้งว่า สัดส่วนการส่งออกในส่วนสินค้าเกษตร/อุตสาหกรรมการเกษตร รวม 14.9% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด โดยปี 2557 มูลค่ารวม35,614 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลง 2.5% ขณะที่ม.ค.2558 ที่ผ่านมา ลดลง 13% มูลค่า 2,562 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
มูลค่าสินค้าลด-เสียตลาด
นายภูมิศักดิ์ ราศี ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการเศรษฐกิจการเกษตร สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร(สศก.) เปิดเผยว่า การส่งออกภาคการเกษตรในมีสัดส่วนเพียง 10%ของการส่งออกทั้งหมด ดังนั้นกรณีที่การส่งออกลดลงในขณะนี้จึงไม่คิดว่าจะเป็นผลมาจากสินค้าเกษตรเป็นหลัก แต่ต้องยอมรับว่าการส่งออกในช่วงเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา สินค้าเกษตรไทยมีมูลค่าลดลงและถูกแย่งส่วนแบ่งการตลาดมากขึ้น เมื่อย้อนกลับไปในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา การส่งออกสินค้าสำคัญคือข้าว ยางพาราและกุ้ง ปรับลดลงมาก
ทั้งนี้จากการวิเคราะห์ของ สศก. พบว่า ความต้องการสินค้าไทยยังมีอยู่และส่งออกได้ต่อเนื่องและราคาไม่ได้ลดลงมากนักตามแนวโน้มของตลาดโลก สาเหตุที่สำคัญที่ส่งผลให้ตัวเลขการส่งออกด้านมูลค่าหายไปคือสินค้าไทยถูกแย่งส่วนแบ่งการตลาด
ในกรณีที่หลายฝ่ายรวมถึงกระทรวงพาณิชย์ระบุว่าเป็นผลมาจากต้นทุนการผลิตไทยสูงกว่าคู่แข่ง คุณภาพไม่ได้มาตรฐาน ทำให้ปริมาณการส่งออกลดลงนั้น ต้องพิจารณารวมไปถึงสภาพความจริงในขณะนี้ว่าสินค้าไทยยังส่งออกได้และยังเป็นที่ต้องการของทั่วโลกในราคาแพงกว่าคู่แข่งเพราะมีคุณภาพที่ดีกว่า โดยในด้านคุณภาพนี้กระทรวงเกษตรฯถือเป็นนโยบายหลักในการปรับปรุงพัฒนาอย่างต่อเนื่อง
ส่งออกยางไม่ลดแต่ราคาร่วงหนัก
นายวรเทพวงศาสุทธิกุล ประธานและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทไทยรับเบอร์ลาเท็คซ์คอร์ปอร์เรชั่น (ประเทศไทย) กล่าวว่า การส่งออกยางในปีที่ผ่านในเชิงปริมาณไม่ได้ลดลงอยู่ที่ 3.9 ล้านตัน แต่ราคายางลดลงมาก เทียบกับราคาก่อนหน้าที่กก.ละ 150- 180 บาท หรือประมาณ 6 ดอลลาร์สหรัฐ ปัจจุบันเหลือ ไม่ถึง 2 ดอลลาร์สหรัฐเท่านั้นลดลง 3 เท่า
ดังนั้นหากวัดจากตัวเงินว่าภาคการเกษตรส่งออกลดลงนั้นถือว่าเป็นเรื่องจริง
อย่างไรก็ตามราคายางในขณะนี้ถือว่าต่ำถึงขีดสุดและควรจะปรับขึ้นไปได้แล้ว ตัวชี้วัดที่จะส่งผลให้ราคายางปรับขึ้นคือราคาน้ำมันดิบ ที่มียางสังเคราะห์เป็นผลพลอยได้ หากราคาน้ำมันตกต่ำยางสังเคราะห์จะออกสู่ตลาดมาก
ดังนั้นหากสถานการณ์ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นเป็น 70-80 ดอลลาร์/บาเรลก็มีโอกาสที่ราคายางจะปรับตาม ดังนั้นในขณะนี้รัฐบาลเลิกแทรกแซงได้แล้วเพราะไม่มีประโยชน์ ขาดทุนอย่างเดียว
ผลผลิตกุ้งเริ่มฟื้นตัว
นายสมศักดิ์ ปณีตัธยาศัย นายกสมาคมกุ้งไทย กล่าวว่าในขณะนี้ภาคประมงรวมถึงห้องเย็นมีปัญหาหลายด้านทั้งเรื่องถูกตัดสิทธิพิเศษทางด้านภาษี(จีเอสพี)ของอียู การประกาศห้ามทำประมงที่ผิดกฎหมายหรือIUUและ แรงงาน รวมไปถึงอินโดนีเซียที่อยู่ระหว่างการปรับกฎหมายฉบับใหม่ห้ามใช้เครื่องมืออวนลากอวนรุน ทั้งหมดนี้เป็นความเสี่ยงที่จะส่งผลให้การส่งออกสินค้าประมงชะลอตัวในระยะต่อไป
สินค้าประมงมีมูลค่าโดยรวมอยู่ที่ 3 แสนล้านบาท ในส่วนของกุ้งคาดว่าผลผลิตในปีนี้จะเริ่มดีขึ้นโดยในเดือน ม.ค.ที่ผ่านมาผลผลิตออกสู่ตลาดเพิ่มขึ้น 13%เมื่อเทียบช่วงเดียวกันกับปีที่ผ่านมา โดยกุ้งมีอัตรารอดสูงขึ้น ในขณะที่เกษตรกรยังลงลูกกุ้งไม่มากนัก คาดว่าทั้งปีผลผลิตจะออกสู่ตลาดรวม 2.5 - 3 แสนตัน ปริมาณดังกล่าวคาดว่าจะสามารถบริหารจัดการได้ทั้งหมด ไม่มากพอที่ผู้นำเข้าจะใช้อ้างเพื่อกดราคา เพราะคู่ค้าเหล่านี้มีปัญหาเรื่องเงินอ่อนค่าทำให้สินค้าภายในมีราคาแพง การส่งซื้อสินค้านำเข้าจึงต่อรองอย่างเข้มข้น
อย่างไรก็ตามรัฐบาลต้องปรับค่าเงินบาทให้อ่อนกว่านี้เพราะคู่แข่งอ่อนค่ากันหมด อาจเป็นการปรับ ลดดอกเบี้ย ก็ได้







