ราคา ‘ทอง-เงิน-ทองแดง’ ทำนิวไฮ อานิสงส์ AI และสงครามการค้า

ราคา ‘ทอง-เงิน-ทองแดง’ ทำนิวไฮ อานิสงส์ AI และสงครามการค้า

ราคาโลหะโลกพุ่งทุบสถิติ ‘ทอง-เงิน-ทองแดง’ ทำนิวไฮใหม่ รับอานิสงส์ AI และสงครามการค้า คาดทองมีสิทธิ์แตะ 5,000 ดอลลาร์ แร่เงินอาจแตะ 100 ดอลลาร์

บลูมเบิร์กรายงานว่า ราคาสินค้าโภคภัณฑ์กลุ่มโลหะพุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรงในช่วงต้นปี 2026 โดยเฉพาะ "เงิน"   ที่ทำสถิติแตะ 90 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และ "ทองคำ" ที่ยังคงเดินหน้าทำนิวไฮอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางปัจจัยบวกทั้งด้านเศรษฐกิจ การเมืองโลก และความต้องการในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี

ราคา ‘ทอง-เงิน-ทองแดง’ ทำนิวไฮ อานิสงส์ AI และสงครามการค้า

ราคาแร่เงินเพิ่มขึ้น 5.3% ในวันเดียวแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 90 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ขณะเดียวกันราคาดีบุกพุ่งสูงถึง 6% ภายในวันเดียว

ซิตี้กรุ๊ป ได้ปรับเป้าหมายระยะ 3 เดือน คาดการณ์ว่าราคาทองคำอาจแตะ 5,000 ดอลลาร์ และ แร่เงินอาจแตะ 100 ดอลลาร์

เหา หง นักวิเคราะห์ของบริษัท Lotus Asset Management Ltd. มองว่า” เมื่อราคาทองคำพุ่งนำไปก่อน มักเป็นสัญญาณว่าความเชื่อมั่นในเงินกระดาษเริ่มลดลง ทุกอย่างจึงดูราคาถูกลงเมื่อเทียบกับทองคำ ส่งผลให้โลหะชนิดอื่นถูกกว้านซื้อตามไปด้วย"

3 ปัจจัย ดันราคาพุ่ง

นักลงทุนคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด) จะ “ลดดอกเบี้ย” เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าลง โลหะที่มีราคาอ้างอิงเป็นดอลลาร์จึงถูกลงสำหรับผู้ซื้อสกุลเงินอื่น กระตุ้นให้เกิดแรงซื้อมหาศาล

ถัดมาคือ ความต้องการจากภาคอุตสาหกรรมและ AI โดยโลหะพื้นฐานอย่างดีบุกและทองแดง ได้รับอานิสงส์โดยตรงจากการเติบโตของ AI  ซึ่งต้องใช้โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์จำนวนมาก 

นอกจากนี้เศรษฐกิจจีนที่เริ่มฟื้นตัวยังช่วยเพิ่มความต้องการในภาคการผลิต

สุดท้ายคือ ความขัดแย้งในหลายพื้นที่ เช่น การจับกุมผู้นำเวเนซุเอลา, ความวุ่นวายในอิหร่าน และนโยบายภาษีนำเข้าของรัฐบาลทรัมป์ ทำให้นักลงทุนแห่เข้าถือครองโลหะมีค่าในฐานะ "สินทรัพย์ปลอดภัย" เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อและความไม่มั่นคง

เดวิด เชา จาก Invesco มองว่า แม้ปีนี้ราคาอาจจะไม่ก้าวกระโดดเท่าปีที่ผ่านมา แต่ความต้องการทองคำในฐานะ "เกราะป้องกันเงินเฟ้อ" จะยังคงแข็งแกร่งตลอดทั้งปี โดยเฉพาะทองคำที่มีแนวโน้มจะทำผลงานได้ดีกว่าแร่เงินเนื่องจากปัญหาความขัดแย้งระหว่างประเทศที่รุนแรงขึ้น

อ้างอิง Bloomberg