"ประวิตร"สั่งเร่งโครงการพัฒนาริมน้ำเจ้าพระยา สร้าง"แลนด์มาร์ค"จุดใหม่ประเทศ ผุดทางจักรยาน-พื้นที่พักผ่อน บนแม่น้ำ 20 เมตร
ที่ห้องรัตนโกสินทร์ ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร(กทม.) พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการชุดใหญ่ติดตามความคืบหน้าทางเลียบเจ้าพระยา ครั้งที่1/2558 ร่วมกับพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯกทม. และคณะกรรมการอำนวยการ “โครงการพัฒนาริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา” ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เพื่อหารือถึงการดำเนินงาน รูปแบบโครงการ รวมถึงปัญหาอุปสรรค ผลกระทบและแนวทางแก้ไขเบื้องต้นในการดำเนินโครงการพัฒนาริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา โดยมีคณะกรรมการจากหน่วยงานต่างๆ เข้าร่วมการประชุม อาทิ สำนักพระราชวัง สำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงการมหาดไทย กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงวัฒนธรรม สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และหน่วยงานในสังกัดกทม.
พล.อ.ประวิตร กล่าวในที่ประชุมว่า ตามที่นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้ตนรับผิดชอบโครงการพัฒนาริมฝั่งเจ้าพระยา เพื่อเป็นของขวัญให้คนไทยและสร้างผลงานให้กับรัฐบาล ก็เพื่อดึงดูดจุดเด่นของแม่น้ำเจ้าพระยาทางด้านการคมนาคม การเศรษฐกิจ และการท่องเที่ยว ซึ่งปัจจุบันมีการขยายตัวโดยประชากร ทำให้แม่น้ำสายนี้ถูกบดบังทัศนียภาพ ดังนั้นโครงการนี้จะมีการพัฒนาให้แม่น้ำเจ้าพระยาเป็นแลนด์มาร์คของประเทศ เพื่อให้ประชาชนมีพื้นที่ได้ออกกำลังกาย สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและสังคม รวมทั้งการสร้างพื้นที่ทางมรดกให้มีคุณค่า
จากนั้น ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ ได้แถลงข่าวหลังจากได้รับมอบหมายจาก พล.อ.ประวิตร ว่า ในที่ประชุมได้นำเสนอแนวคิดของโครงการต่อ พล.อ.ประวิตรให้รับทราบ พร้อมแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ 4 คณะเพื่อรับผิดชอบ ประกอบด้วย 1.คณะอนุกรรมการรับผิดชอบเรื่องโครงสร้าง 2.คณะอนุกรรมการรับผิดชอบเรื่องภูมิทัศน์ 3.คณะอนุกรรมการรับผิดชอบเรื่องการประชาสัมพันธ์ และ 4.คณะอนุกรรมการรับผิดชอบด้านกฎหมาย ทั้งนี้ พล.อ.ประวิตรได้ย้ำให้ดูแลประชาชน หากจะต้องมีการย้ายที่พักต้องมีการเยียวยา ซึ่งพบว่ามีประชาชนประมาณ 200 ครัวเรือน ระหว่างสะพานพระราม 7 ถึงสะพานพระปิ่นเกล้า แต่เจ้าของที่พักอาศัยอยู่ในพื้นที่มีความผิดกฎหมายอยู่แล้ว ที่ผ่านมากทม.ได้ขอความร่วมมือเพื่อสร้างเขื่อนป้องกันน้ำท่วม ดังนั้นหากจะมีการสร้างพื้นที่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาซึ่งเป็นสิ่งที่ถูกกฎหมาย ส่วนพื้นที่อื่น อาทิ ศูนย์ปฏิการทางน้ำหน่วยแพทย์กู้ชีวิตวชิรพยายาล และอาคารดับเพลิงสำนักป้องกันเเละบรรเทาสาธารณะภัย กทม.นั้นให้มีการเลื่อนเข้ามาเช่นกัน
“โครงสร้างก่อสร้างจะเข้ามาในพื้นที่แม่น้ำเจ้าพระยาประมาณ 20 เมตรตลอดเเนว การคืนพื้นที่ให้ประชาชนครั้งนี้ เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงแม่น้ำเจ้าพระยาได้ เพราะในเมืองใหญ่ทั่วโลก เช่น เมืองโบโกต้า ประเทศโคลัมเบีย ก็มีการคืนพื้นที่ให้ประชาชนใช้สามารถสัญจรทางเท้า หรือการขี่จักรยานได้มากขึ้น และดำริจากนายกฯ ในการคืนพื้นที่ริมฝั่งเจ้าพระยา ก็เป็นดำริที่สอดคล้องกับนโยบายทั่วโลกด้วย ส่วนเรื่องระยะเวลาของโครงการนั้นจะดำเนินการโดยเร็วที่สุด เพื่อให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยได้ตัดสิน และนำเสนอต่อนายกรัฐมนตรี” ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ กล่าว
รายงานข่าวเเจ้งว่า เบื้องต้นคณะกรรมการได้กำหนดพื้นที่โครงการตั้งแต่สะพานพระราม 7 ถึงสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า ความยาวฝั่งละ 7 กิโลเมตร รวมระยะทางประมาณ 14 กิโลเมตร ส่วนโครงสร้างที่จะเข้ามาบนแม่น้ำเจ้าพระยาอาจจะมีผลกระทบต่อการระบายน้ำบ้าง แต่ต้องศึกษาในรายละเอียดเพิ่มเติม เพราะในเรื่องโครงสร้างยังไม่ได้ข้อสรุปทั้งหมด เนื่องจากต้องศึกษาในเรื่องระบบป้องกันน้ำท่วมไปด้วย แต่ที่ผ่านมาสิ่งปลูกสร้างของประชาชนที่รุกล้ำแม่น้ำเจ้าพระยานั้นก็มีการขวางทางน้ำอยู่แล้ว ซึ่งในที่ประชุมจะนำเสนอข้อมูลต่อพล.อ.ประวิตรว่า กระบวนการศึกษาโครงการถึงการได้ผู้รับเหมาจะแล้วเสร็จภายใน 14 เดือน แต่พล.อ.ประวิตรได้เร่งรัดขอให้เร็วกว่ากำหนดเดิม แต่คาดว่าหลังจากที่มีการลงเสาเข็มพื้นที่การก่อสร้างจะแล้วเสร็จภายใน 18 เดือน








