วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

'ทุนนอก'ทะลักดันบาทแข็ง ซื้อบอนด์วันเดียว4พันล้าน

ค่าเงินบาทแข็งค่า หลังเฟดชะลอขึ้นดอกเบี้ย ทุนนอกเริ่มไหลเข้าตลาดพันธบัตร ด้าน "ไทยบีเอ็มเอ" เผยต่างชาติซื้อสุทธิวันเดียว 4 พันล้าน

 ขณะ "ตลาดหุ้นไทย" ผันผวนแกว่ง 20 จุด ก่อนรีบาวด์ปิดในแดนบวก หลัง"เครดิต สวิส" หั่นกำไรบริษัทจดทะเบียน


การเคลื่อนไหวของค่าเงินบาท วานนี้(26 ก.พ.) ปรับตัวแข็งค่าขึ้นมาปิดตลาดที่ 32.30-32.31 บาท/ดอลลาร์ หรือแข็งขึ้นราว 0.22 บาท/ดอลลาร์ โดยเป็นการแข็งค่าในทิศทางเดียวกับภูมิภาค ขณะที่นักค้าเงินประเมินว่า เป็นผลจากถ้อยแถลงของ นางเจเน็ต เยลเลน ประธานธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด) ที่ระบุว่าเฟดจะยังดำเนินนโยบายการเงินผ่อนปรนต่อไป


อีกทั้งในสัปดาห์หน้า ธนาคารกลางยุโรป(อีซีบี)จะเริ่มดำเนินการมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ(คิวอี) ต่อเนื่องยาวนานถึงปลายปีหน้า


นักค้าเงินจากธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า การแข็งค่าของเงินบาทไทยถือว่าเป็นไปในทิศทางเดียวกับค่าเงินภูมิภาค ไม่ว่าจะเป็นเงินริงกิตของมาเลเซียหรือดอลลาร์สิงคโปร์ แล้วแข็งค่าขึ้น โดยสาเหตุเป็นเพราะเงินดอลลาร์อ่อนค่าลง หลังจากที่ตลาดเงินตีความถ้อยแถลงของเฟดว่าจะยังไม่รีบปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในเร็วๆ นี้


“ภาพรวมของตลาดคือดอลลาร์อ่อนตัวลง ทำให้ค่าเงินในภูมิภาคแข็งค่าเหมือนกันหมด ของเราเองก็ลงมาค่อนข้างแรง โดยเมื่อแนวรับสำคัญที่ 32.5 บาทต่อดอลลาร์เอาไม่อยู่ ก็มีแรงขายออกมา ทำให้ลงมาค่อนข้างลึก ซึ่งแนวรับถัดไปอยู่ที่ 32.25 บาทต่อดอลลาร์ ในระยะสั้นทิศทางโดยรวมยังเป็นโซนของการแข็งค่าอยู่”


นักค้าเงินธนาคารกรุงเทพ กล่าวว่า การแข็งค่าของเงินบาท เป็นเพราะนักลงทุนคาดการณ์ว่าเฟด จะยังไม่รีบขึ้นดอกเบี้ยในช่วงครึ่งปีแรก ทำให้เงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น อีกทั้งยังมีเงินทุนเคลื่อนย้ายบางส่วนไหลเข้ามาลงทุนในตลาดบอนด์ไทย เนื่องจากเห็นว่าผลตอบแทนจากการลงทุน(ยีลด์บอนด์) ยังมีความน่าสนใจ


“หลังจากที่นางเจเน็ต เยลเลน แถลงต่อที่ประชุมสภาคลองเกรส โดยบอกว่า เฟดยังจำเป็นต้องคงนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายต่อไปอีกระยะหนึ่ง แม้จะพยายามอธิบายว่าจะพยายามพิจารณาการขึ้นอัตราดอกเบี้ย แต่ตลาดการเงินเริ่มตีความว่า เฟดจะยังไม่รีบปรับขึ้นดอกเบี้ยในการประชุม 1-2 ครั้งข้างหน้า ทำให้เงินดอลลาร์อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับทุกสกุล และพอหลุดแนวรับที่ 32.50 บาทต่อดอลลาร์ การแข็งค่าจึงค่อนข้างแร็ว”
เงินไหลเข้าตลาดพันธบัตร


ด้าน นางสาวอริยา ติรณะประกิจ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย(ไทยบีเอ็มเอ) กล่าวว่า วานนี้ (26 ก.พ.) มีเงินต่างชาติไหลเข้าลงทุนตลาดพันธบัตรระยะสั้นประมาณ 4,000 ล้านบาท หลังจากที่ก่อนหน้านี้ ในช่วงระหว่างวันที่ 1-20 ก.พ. มีเงินต่างชาติไหลออกจากตลาดตราสารหนี้สุทธิ 5,030 ล้านบาท เป็นการไหลออกจากตราสารหนี้ระยะสั้น 4,470 ล้านบาท ซึ่งเป็นการขายสุทธิในตราสารหนี้ระยะสั้น 70 ล้านบาท และมีตราสารหนี้ครบอายุ 4,400 ล้านบาท


ส่วนตราสารหนี้ระยะยาวมีการขายสุทธิ 565 ล้านบาท และหากนับตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบันพบว่ามีเงินต่างชาติไหลออกสุทธิ 17,130 ล้านบาท โดยเป็นการไหลออกจากตราสารหนี้ระยะสั้น 7,300 ล้านบาท แบ่งเป็นยอดซื้อสุทธิในตราสารหนี้ระยะสั้น 6,700 ล้านบาท และมีตราสารหนี้ที่ครบอายุ 14,000 ล้านบาท ขณะที่มีการขายตราสารหนี้ระยะยาว 9,790 ล้านบาท ทำให้ยอดถือครองต่างชาติล่าสุดอยู่ที่ 666,000 ล้านบาท เป็นตราสารหนี้ระยะสั้น 10.6% และตราสารหนี้ระยะยาว 89.4%


ผลตอบแทนพันธบัตรปรับตามสหรัฐฯ
“อัตราผลตอบแทนพันธบัตร 10 ปี ปรับตัวขึ้น 0.18% มาอยู่ที่ 2.79% ตามทิศทางการปรับตัวขึ้นของพันธบัตร 10 ปี สหรัฐที่ปรับตัวขึ้น 0.45% แนวโน้มเงินไหลออกจากตลาดตราสารหนี้เริ่มชะลอตัวซึ่งทางผู้ค้าตราสารหนี้เองบางส่วนก็มองว่าเงินต่างชาติบางส่วนไม่ได้ไหลออกไปข้างนอกเพียงแต่เปลี่ยนสินทรัพย์ลงทุนหมุนเวียนไปเท่านั้น”


ปัจจุบันยังไม่มีปัจจัยอะไรใหม่ๆ ที่เข้ามากระทบกับตลาดตราสารหนี้ ส่วนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการใช้มาตรการผ่อนคลายทางการเงินเชิงปริมาณ(คิวอี) ของยุโรป ต้องจับตาดูช่วงเดือนมี.ค.อีกครั้ง แต่เชื่อว่าเงินส่วนหนึ่ง คงไหลเข้ามาในเอเชียรวมทั้งไทย แต่บางส่วนจะไหลไปที่ตลาดพัฒนาแล้ว เพราะผลตอบแทนในยุโรปและญี่ปุ่นต่ำมาก บางส่วนอาจจะไหลไปสหรัฐเช่นกัน


ผู้ร่วมตลาดตราสารหนี้ส่วนใหญ่มองว่าถ้าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (R/P 1 วัน) ก็คงต้องปรับลงในการประชุมรอบเดือนมี.ค.นี้ และคงลดได้ไม่มาก เพราะในช่วงครึ่งปีหลังแนวโน้มดอกเบี้ยอาจจะต้องขยับปรับขึ้นตามดอกเบี้ยของสหรัฐด้วยเช่นกัน


“การที่รัสเซียถูกปรับลดอันดับเครดิตหรือปัจจัยความไม่สงบในตะวันออกกลางไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการลงทุนแต่ประการใด อาจจะส่งผลดีด้วยซ้ำทำให้เงินลงทุนบางส่วนที่เคยลงในรัสเซียอาจจะต้องมองหาตลาดอื่นเพื่อลงทุนแทนสำหรับเงินที่ไม่สามารถลงทุนในตราสารที่ต่ำกว่าระดับลงทุนได้”


ด้านบรรยากาศการซื้อขายหุ้นไทย วานนี้(27ก.พ.) ดัชนีปิดการซื้อขายที่ 1,593.55 จุด เพิ่มขึ้น 4.22 จุด หรือ 0.27% มูลค่าการซื้อขายที่ 66,427 ล้านบาท ขณะที่ช่วงการซื้อขายรอบเช้า ดัชนีหุ้นปรับตัวลดลงค่อนข้างแรง มาแตะระดับต่ำสุดของวันที่ 1,566.96 จุด หลังจากมีรายงานตัวเลขการซื้อขายเมื่อวันที่ 25ก.พ.ที่ผ่านมา นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ 5,303 ล้านบาท ส่วนวานนี้(26ก.พ.) ขายสุทธิอีก 2,860 ล้านบาท


"เครดิต สวิส"หั่นคาดการณ์กำไร
นักวิเคราะห์ บล.เคเคเทรด กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยวานนี้ เคลื่อนไหวภายใต้แรงกดดันจิตวิทยาการลงทุน ประกอบด้วย การเปิดเผยตัวเลขส่งออกเดือนม.ค.ของกระทรวงพาณิชย์ ติดลบ 3.4% ที่ 1.72 หมื่นล้านดอลลาร์ และเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 9 เดือน การขายสุทธิของต่างชาติกว่า 5.3 พันล้านบาท เป็นการขายต่อเนื่องวันที่ 9 ติดต่อกัน , แรงขายทำกำไร (Sell on fact) หลังการประกาศผลประกอบการสิ้นสุดในสัปดาห์นี้ และกลุ่มผู้ให้บริการมือถือ (ADVANC, DTAC , INTUCH) ที่ปรับลงมีผลต่อดัชนีหุ้น


ขณะที่นักกลยุทธ์ภูมิภาค บล.เครดิต สวิส กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยถูกปรับลดคาดการณ์กำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS) มากสุดในภูมิภาคในรอบ 6 เดือน และมีแนวโน้มถูกปรับลดประมาณการลงอีก ที่ผ่านมาหลายฝ่ายคาดหวังถึงการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจประเทศไทยแบบวี-เชป หลังจากการทำรัฐประหารเมื่อเดือนพ.ค.ปีที่แล้ว แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงกลับเป็นการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่น่าผิดหวัง โดยประเมินกำไรสุทธิต่อหุ้นกลุ่มพลังงานลดลงมาก


"คาดการณ์กำไรสุทธิต่อหุ้นเดือนมิ.ย. 2557 ที่มองว่า บริษัทที่มีฐานรายได้ในประเทศปรับลดลง 3% อาจไม่เพียงพอสำหรับฝ่ายวิจัย หลังจากได้พบกับเศรษฐกิจที่น่าผิดหวัง และรายได้ของบริษัทจดทะเบียนไม่น่าพอใจในไตรมาส 4 ปี 2557 และไตรมาสแรกปีนี้"


"แบงก์-ค้าปลีก"เสี่ยงสูงสุด
กลุ่มธนาคารพาณิชย์และค้าปลีก มีความเสี่ยงสูงที่สุด ทั้งนี้ หุ้นธนาคารขนาดใหญ่ ถูกถือครองมากที่สดุในตลาดหลักทรัพย์ และหุ้นธนาคารกสิกรไทย และธนาคารไทยพาณิชย์ มีพี/อี ที่สูงใกล้เคียงกับเมื่อ 6 ปีที่แล้ว ส่วนประมาณการรวมของกลุ่มค้าปลีก ดูมีความเสี่ยง ขณะที่ค่าพี/อี อยู่ระดับสูง หลังจากประกาศผลประกอบการปี 2557 ที่ค่อนข้างต่ำ


ขณะเดียวกัน มองว่า กลุ่มพลังงานมีโอกาสเติบโตได้อีก จากการขยายตัวทางเศรษฐกิจภายในประเทศ กลุ่มท่องเที่ยว ซึ่งเป็นกลุ่มที่เติบโตสูง และกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ ก็เป็นกลุ่มที่จะเติบโตน่าสนใจเช่นกัน โดยเฉพาะอสังหาริมทรัพย์ ที่มีสินทรัพย์อยู่ในกรุงเทพฯ


จากการติดตามข้อมูลของบล.เครดิต สวิส ตั้งแต่ต้นปี 2558 ถึงปัจจุบัน พบว่า ตลาดหุ้นไทยปรับตัวเพิ่มขึ้น 6.7% ซึ่งเกิดจากการปรับตัวเพิ่มขึ้นของหุ้นธนาคารกรุงศรีอยุธยา ที่ปรับเพิ่มขึ้น 42% ขณะที่ดัชนีเอ็มเอสซีไอประเทศไทยปรับเพิ่มขึ้น 3.7% ซึ่งอยู่ในระดับใกล้เคียงกับประเทศอื่นในภูมิภาค จึงสรุปว่าดัชนีหุ้นยังยืนอยู่ในระดับเดียวกับเมื่อเดือนต.ค.2557 ซึ่งเป็นการปรับเพิ่มขึ้นต่ำกว่าตลาดเพื่อนบ้าน 7% แม้สภาพคล่องในประเทศยังมีอยู่มาก แต่ความเสี่ยงสูงเช่นกัน เครดิต สวิส จึงประเมินว่า ตลาดหุ้นไทยมีโอกาสปรับลดลงครั้งใหญ่ จากปัจจัยพื้นฐานที่อ่อนแอ