"ณรงค์ชัย"เซ็นประกาศเลิกเปิดสัมปทานรอบที่ 21 รอ สนช.แก้กฎหมายปิโตรเลียมใน 90 วัน ย้ำเปิดสำรวจมีความจำเป็นด้านความมั่นคงพลังงาน
ด้าน สนช.ตั้งทีมศึกษาแก้กฎหมาย เชิญทุกฝ่ายเข้าร่วม ขณะกรรมการร่วมภาครัฐ-ฝ่ายคัดค้านเลื่อนประชุมไปสัปดาห์หน้า
คณะกรรมการร่วมแก้ปัญหาการเปิดสัมปทานปิโตรเลียม รอบที่ 21 เลื่อนประชุมไปวันอังคารที่ 3 มี.ค. ขณะกรรมาธิการ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ตั้งคณะทำงานศึกษาแก้กฎหมายปิโตรเลียม คาดเสร็จตามกำหนด 90 วัน
นายณรงค์ชัย อัครเศรณี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่าได้ลงนามยกเลิกประกาศเชิญชวนให้เอกชนยื่นขอรับสิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียมทั้งบนบกและในทะเล หรือการเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบที่ 21 เนื่องจากนโยบายของนายกรัฐมนตรี ต้องการที่จะให้มีการแก้ไขพระราชบัญญัติปิโตรเลียม 2514 ให้แล้วเสร็จเสียก่อน
"อาจจะทำให้มีการเพิ่มเติมเงื่อนไข และรายละเอียดที่แตกต่างไปจาก ประกาศฉบับเดิม"
นายณรงค์ชัย กล่าวว่าจึงต้องรอให้ทางสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ในการตราหรือแก้ไขกฎหมาย ดำเนินการให้เสร็จเรียบร้อยก่อนภายใน 3 เดือน จากนั้นกระทรวงพลังงานจะพิจารณาเพื่อที่จะออกประกาศเชิญชวนฉบับใหม่ เนื่องจากประเทศไทยยังมีความจำเป็นที่จะต้องมีการสำรวจหาปิโตรเลียม เพื่อที่จะให้รู้อย่างแน่ชัดว่า ยังมีปริมาณปิโตรเลียมเหลืออยู่มากน้อยเพียงใด และสามารถวางนโยบายในการจัดหาแหล่งเชื้อเพลิงเพื่อรองรับความต้องการใช้ภายในประเทศได้อย่างเพียงพอ
ลงนามประกาศเลื่อนต่อหน้าสื่อ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่านายณรงค์ชัย ได้มีการลงนามยกเลิกประกาศเชิญชวนให้เอกชนยืนขอสัมปทานสำรวจและผลิตปิโตรเลียม ต่อหน้าสื่อมวลชนที่มารอทำข่าวระหว่างการตรวจเยี่ยมการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งไทย (กฟผ.) โดยที่ไม่ได้มีสีหน้าที่เคร่งเครียดหรือวิตกกังวล
นายณรงค์ชัยกล่าวด้วยว่า รัฐบาลยังคงยืนยันถึงนโยบายในการสร้างความมั่นคงทางด้านพลังงานของประเทศ โดยการกระจายเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าโดยลดการใช้ก๊าซธรรมชาติลง เพื่อเพิ่มสัดส่วนของโรงไฟฟ้าถ่านหิน และการรับซื้อไฟฟ้าจากประเทศเพื่อนบ้านให้เพิ่มขึ้น รวมทั้งการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว หรือแอลเอ็นจี
หากประชาชนเห็นว่าไม่ต้องการที่จะให้มีการเปิดสัมปทานเพื่อหาปิโตรเลียมเพิ่มเติม เราก็อาจจะต้องนำเข้าแอลเอ็นจีมากขึ้นกว่าเดิม จากที่มีสัญญาระยะยาว 20 ปี กับทางการ์ต้าแก๊สไปแล้ว 2 ล้านตันต่อปี ซึ่งคิดเทียบได้เท่ากับก๊าซธรรมชาติ 280 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวันเท่านั้น ในขณะที่ทั้งประเทศมีความต้องการใช้ก๊าซสูงถึงประมาณ 5,000 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน
"คุรุจิต"บอกกรรมการร่วมไม่จำเป็น
ด้านนายคุรุจิต นาครทรรพ รองปลัดกระทรวงพลังงาน ซึ่งมีรายชื่อเป็นหนึ่งในคณะกรรมการร่วมภาครัฐและภาคประชาชน กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่ได้รับการประสานมาจากทางรัฐบาลที่จะให้ร่วมเป็นกรรมการชุดดังกล่าว ซึ่งแนวคิดตั้งคณะกรรมการร่วมเพราะมีความต้องการที่จะให้มีการแก้ไขประกาศเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบที่ 21 แต่เมื่อประกาศยกเลิกการเชิญชวนให้เอกชน ยื่นขอสิทธิสำรวจปิโตรเลียมไปแล้วจึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องมีคณะกรรมการภาครัฐและภาคประชาชนขึ้นมาอีก
นายคุริจิต กล่าวว่า การยกเลิกประกาศฉบับดังกล่าวออกไป ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน เพราะเอกชนต้องการที่จะเห็นกติกาที่ชัดเจน ใช้แล้วไม่มีการเปลี่ยนแปลง ซึ่งในกรณีของการเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบที่ 21 นี้ มีการเตรียมการมาตั้งแต่ปี 2554 และจะเปิดให้เอกชนยื่นขอสิทธิสัมปทานสำรวจและผลิตในปี 2555 แต่จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่สามารถที่จะเปิดสัมปทานได้
ในขณะที่ ความต้องการใช้ก๊าซธรรมชาติในประเทศก็เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติจากพม่า ก็เหลือสัญญาเพียง 15 ปี และในแหล่งพื้นที่พัฒนาร่วมไทย มาเลเซีย B17 ก็จะต้องส่งคืนก๊าซไปให้มาเลเซียใช้อีก 300 ล้านลูกบาศ์กฟุตต่อวัน ในเดือนเม.ย.นี้
สนช.เริ่มถก พ.ร.บ.ปิโตรเลียม
นายสมชาย แสวงการ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในฐานะโฆษกคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญศึกษาการบังคับใช้พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ปิโตรเลียม พ.ศ.2514 ระบุว่า กรอบการทำงานในการศึกษาประเด็นเรื่องดังกล่าวของกมธ. ขณะนี้ได้มีการตั้งประธาน รองประธานรวมถึงตำแหน่งต่างๆ ภายในกมธ.เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
โดยเฉพาะในส่วนของรองเลขานุการกมธ. ที่ได้เชิญตัวแทนจากกระทรวงพลังงาน หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งกลุ่มนักวิชาการที่เห็นต่าง เข้าร่วมเป็น กมธ.แบ่งเป็นตัวแทนจากภาครัฐจำนวน 4 คน และตัวแทนจากภาคเอกชนจำนวน 4 คน นอกจากนี้ได้ตั้งคณะอนุกมธ.ขึ้นมาอีก 3 คณะเพื่อมาช่วยกมธ.
"หลักการเบื้องต้นเราได้มีการพูดคุยกันในเฉพาะประเด็นการทำงาน ซึ่งเราจะทำงานร่วมกันในการดูแลผลประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติเป็นสำคัญ ส่วนข้อมูลของฝ่ายต่างๆ ซึ่งยังมีความเห็นไม่ตรงกันนั้น เราก็จะมาพูดคุยหารือเพื่อหาข้อสรุปร่วมกัน หากมีโอกาสเราก็จะเดินทางลงพื้นที่เพื่อสำรวจแหล่งพลังงานต่างๆ เช่น แหล่งขุดเจาะน้ำมันเชื้อเพลิงต่อไป" นายสมชาย ระบุ
กมธ.ชุดนี้ได้รับการแต่งตั้งโดยที่ประชุม สนช.เมื่อวันที่ 12 ก.พ.ที่ผ่านมา และกำหนดกรอบปฏิบัติภารกิจให้แล้วเสร็จภายใน 90 วัน
เลื่อนประชุมกรรมการร่วมพลังงาน3มี.ค.
แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาล กล่าวว่านายณรงค์ชัย เข้าพบ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ทำเนียบรัฐบาล โดยนายณรงค์ชัยรายงานให้นายกรัฐมนตรีว่าได้มีการหารือกับคณะทำงานทั้งฝ่ายกระทรวงพลังงานและผู้เห็นต่างเรื่องเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบที่ 21 โดยทั้งสองฝ่ายเห็นร่วมในการแก้ไขกฎหมายทั้งในภาพใหญ่คือ พ.ร.บ.ปิโตรเลียม และกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการจัดเก็บรายได้ซึ่งเป็นกฎหมายย่อย
ทั้งนี้ จะมีการเลื่อนการหารือกันระหว่างคณะทำงานทั้งสองฝ่ายออกไปเป็นในสัปดาห์หน้าโดยเบื้องต้นได้กำหนดใหม่เป็นวันที่ 3 มี.ค. จากเดิมที่จะมีการประชุมนัดแรก วานนี้ (26 ก.พ.)
"ข้อเสนอของกลุ่มเห็นต่างในเรื่องการเปิดสัมปทานรอบ 21 ที่จะให้มีการตั้งคณะอนุกรรมการเพิ่มเติมอีก 2-3 คณะ นั้นให้เป็นการหารือกันในที่ประชุมฯในสัปดาห์หน้า ซึ่งคณะทำงานชุดนี้จะทำหน้าที่คู่ขนานไปกับกรรมาธิการของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เพื่อนำเสนอแนวทางแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลและถือว่าเป็นการรับฟังข้อมูลทุกด้านตามที่ภาคประชาชนเสนอ"แหล่งข่าวกล่าว
ชี้เอกชนบางรายได้รับผลกระทบ
แหล่งข่าวกล่าวด้วยว่านายณรงค์ชัยได้รายงานต่อนายกรัฐมนตรีว่ากระทรวงพลังงานจะดำเนินการประกาศยกเลิกการเปิดสัมปทานรอบ 21 ออกไปก่อน จากเดิมที่กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติได้เลื่อนการยื่นซองเสนอราคาและเงื่อนไขของภาคเอกชนที่จะเข้ามาสำรวจปิโตรเลียมไปเป็นวันที่ 16 มี.ค.เนื่องจากระยะเวลาที่มีอยู่ไม่ถึงหนึ่งเดือนไม่สามารถดำเนินการแก้กฎหมายได้ทัน และการที่จะมีการเลื่อนประกาศออกไปอีกก็ไม่ส่งผลดี เนื่องจากจะส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน รวมทั้งมีผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจเนื่องจากเอกชนบางรายได้มีการยื่นซองและวางเงินประกันกับทางธนาคารตามข้อกำหนดของกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติแล้ว
อีกทั้งเอกสารใบบริคณห์สนธิที่เอกชนยื่นมามีข้อกำหนดว่าจะต้องตรวจสอบเอกสารให้แล้วเสร็จภายใน 3 เดือน ซึ่งความล่าช้าและความไม่ชัดเจนของการเลื่อนกำหนดปิดยื่นซองประมูลของภาครัฐก็อาจทำให้ภาคเอกชนฟ้องร้องกระทรวงพลังงานได้ หากมองว่าทำให้เกิดความเสียหายในการทำธุรกิจ โดยนายกรัฐมนตรีได้รับทราบเหตุผลและให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป







