"ณรงค์ชัย" ชี้เลื่อนเปิดสัมปทาน 3 เดือนไม่กระทบ หวังแก้กฎหมายให้ชัดเจน แย้มพร้อมเพิ่มเรื่องส่วนแบ่งผลผลิต
ด้านกรมเชื้อเพลิงฯห่วงกระทบเชื่อมั่นนักลงทุน ขณะ"อภิสิทธิ์"หวังกรรมการร่วม คลี่คลายความขัดแย้ง แนะภาครัฐทำงานร่วมภาคประชาชน
คณะกรรมการร่วมระหว่างภาครัฐและฝ่ายคัดค้านการเปิดสัมปทานปิโตรเลียม รอบที่ 21 เริ่มนักแรกใน วันนี้ (26 ก.พ.) โดยฝ่ายคัดค้านเตรียมเสนอประเด็นในการแก้พระราชบัญญัติปิโตรเลียม เพื่อเปิดทางเลือกให้ภาครัฐใช้ระบบแบ่งปันผลผลิต ขณะที่ภาพรัฐ โดยกระทรวงพลังงานเตรียมรับข้อเสนอมาพิจารณา
การตั้งคณะกรรมการดังกล่าวเพื่อแก้ปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นจากการเปิดสัมปทาน ซึ่งกำหนดให้เอกชนยื่นสำรวจในวันที่ 16 มี.ค.นี้ แต่ต้องเลื่อนออกไปอีกครั้งเป็นครั้งที่ 2
นายณรงค์ชัย อัครเศรณี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่าการเลื่อนเปิดสัมปทานสำรวจปิโตรเลียมรอบที่ 21 ออกไปอีก 3 เดือน ไม่กระทบต่ออุตสาหกรรม และผู้ประกอบการ เพราะการเลื่อนเวลาไม่ได้นานเกินไป หลังจากนี้จะมีการแก้ไขพระราชบัญญัติปิโตรเลียมให้มีความรัดกุม และมีเงื่อนไขที่ชัดเจนยิ่งขึ้น เช่น ให้มีการแบ่งส่วนแบ่งผลผลิต
"การเลื่อนสัมปทานสำรวจปิโตรเลียมครั้งที่ 21 ออกไป ไม่น่าจะส่งผลกระทบมากนัก เพราะเลื่อนในระยะเวลาที่สั้น และมีกำหนดค่อนข้างชัดเจนว่าจะเปิดประมูลอีกครั้งเมื่อใด เมื่อทราบกำหนดการต่างๆล่วงหน้าจะช่วยให้กระทรวงสามารถวางแผนได้ เพราะหากมีปัญหาความล่าช้าหรือไม่สามารถหาแหล่งพลังงานได้ทัน จะได้เตรียมการในการรับมือ เพราะการรับซื้อแท่นผลิตก๊าซแอลเอ็นจีได้ทันเวลา เพราะการก่อสร้างแท่นต้องใช้เวลามากกว่า 5 ปี ใช้เงินลงทุนเป็นหมื่นล้านบาท ต้องทำให้เกิดความคุ้มค่า"
นายณรงค์ชัย กล่าวว่าการขุดเจาะหาแหล่งพลังงานยังมีความเสี่ยงสูง อย่างกรณีในพื้นที่ ที 3 ใช้เวลาสำรวจ 8 ปีแต่ยังไม่พบ ใช้เงินเกือบ 500 ล้านบาท และอยู่ระหว่างการขอสำรวจต่อ โดยในการเปิดประมูลวันที่ 16 มี.ค. จะไม่มีแล้ว ซึ่งหลังจากนี้ 3-4 เดือนก็จะได้รับทราบกติกาและเปิดประมูลใหม่ ซึ่งกติกาใหม่นั้นไม่ได้เปลี่ยนแปลงกับกติกาเดิมมากนัก เพียงแต่กำหนดให้มีการแบ่งปันผลผลิตให้ชัดเจน
"กฎหมายเดิมก็ดีอยู่แล้ว และผลในทางปฏิบัติเหมือนกัน เพียงแต่คำไม่โดนใจ การแก้ไขกฎหมายครั้งนี้จะเป็นการแก้ไขครั้งที่ 6 แสดงให้เห็นว่ามีการแก้ไขปรับปรุงให้ทันสมัยมากขึ้น ไม่ได้เป็นเหมือนที่มีการกล่าวว่ากฎหมายนี้เป็นกฎหมายโบราณ"
สำหรับบริษัทที่ยื่นข้อเสนอนั้นที่ผ่านมามีการเสนอมา 1 ราย ทางรัฐบาลก็จะนำคืนเอกสารที่ยื่นเสนอคืนกับผู้ขอประมูล ซึ่งบริษัทคงไม่ฟ้องร้องกับรัฐบาล ทั้งนี้การเลื่อนประมูลดังกล่าวอาจมีเสียงบ่นบ้าง เมื่อออกเงื่อนไขใหม่ต้องพิจารณาว่านักลงทุนจะให้ความสนใจมากแค่ไหนต้องดูผลตอบรับอีกครั้ง
กรมเชื้อเพลิงฯห่วงนักลงทุนสับสน
นางพวงทิพย์ ศิลปศาสตร์ อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กล่าวว่าขณะนี้กำลังรอความชัดเจนว่าจะให้ดำเนินการอย่างไร โดยยังไม่ทราบแน่ชัดว่าจะเป็นการแก้ไข พ.ร.บ.ปิโตรเลียม หรือร่าง พ.ร.บ.ใหม่ให้เป็นระบบแบ่งปันผลผลิตหรือพีเอสซี ซึ่งหากเป็นพีเอสซี ก็คาดว่าการประกาศเชิญชวนลงทุนแหล่งปิโตรเลียมจะต้องใช้เวลามากกว่า 3 เดือน
นางพวงทิพย์ กล่าวว่า ได้เข้าพบนายณรงค์ชัย และชี้แจงด้านกฎหมายว่าหากต้องรอสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ร่างกฎหมายหรือแก้ไขกฎหมายใหม่อาจจะต้องประกาศยกเลิกการเปิดสัมปทานรอบ 21 ไปก่อน โดยสามารถดำเนินการได้ เพราะเขียนชัดเจนไว้ในประกาศรอบที่ 21 และเป็นอำนาจของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน
"แต่ที่เป็นห่วง คือ ความรู้สึกและความเชื่อมั่นการลงทุนในประเทศไทยและระยะเวลาของเอกสารหลักประกันคำขอสัมปทาน ซึ่งมีกำหนดระยะเวลาชัดเจนแน่นอน ขณะนี้มีเอกชน 1 รายได้ยื่นขอสัมปทานแล้วและมีอีกหลายรายเตรียมจะยื่นภายในวันที่ 16 มี.ค.นี้ แต่เมื่อนายกรัฐมนตรีสั่งชะลอก็ต้องรอความชัดเจน แต่เอกสารประกอบคำขอมีอายุครบกำหนดเวลา ซึ่งน่าเป็นห่วงแทนผู้ขอก่อนหน้านี้ เช่น หนังสือบริคณห์สนธิขอคัดไว้ไม่เกิน 3 เดือน หนังสือค้ำประกันจากธนาคารมีระยะเวลาค้ำประกันไม่น้อยกว่า 1 ปี” นางพวงทิพย์ กล่าว
พลังงานรอข้อเสนอแก้กฎหมาย
ด้านแหล่งข่าวจากกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า ประเด็นที่จะมีการแก้ไขกฎหมายปิโตรเลียม 2514 ยังไม่ได้มีการหารือกันในฝั่งของกระทรวงพลังงาน โดยต้องรอดูข้อเสนอจากทางฝั่งภาคประชาชนก่อน อย่างไรก็ตามประเด็นที่ภาคประชาชนต้องการที่จะให้มีการแยกการสำรวจออกมาจากการผลิต และให้ภาครัฐเป็นผู้ดำเนินการเอง นั้น หากมีการแก้ไขกฎหมายจริง จะเป็นปัญหาอย่างมาก เนื่องจากการสำรวจในความหมายที่นักลงทุนเข้าใจ คือการที่รัฐลงทุนเจาะหลุมสำรวจเอง ไม่ใช่กระบวนการสำรวจแบบธรณีวิทยาหรือการทำธรณีฟิสิกส์ วัดความสั่นสะเทือนแบบ3มิติ ซึ่งเป็นขั้นตอนที่รัฐมีข้อมูลอยู่แล้ว จากการเปิดสัมปทานในรอบที่ผ่านๆมา
เชื่อเอกชนสนใจหากใช้ระบบสัมปทาน
แหล่งข่าวกล่าวว่าหากรัฐยังยืนยันที่จะสำรวจเอง ก็จะไม่มีบริษัทสำรวจและผลิตรายใด ที่จะมายื่นประมูล เพราะเห็นว่ารัฐเลือกวิธีที่จะลงทุนเองทั้งหมด ซึ่งในวงการสำรวจและผลิตทั่วโลกนั้นไม่มีบริษัทสำรวจและผลิตรายใด ที่ยื่นขอประมูลผลิตโดยไม่สำรวจเอง เพราะเอกชนเชื่อว่ามีศักยภาพที่จะสำรวจด้วยเทคโนโลยีและการวิเคราะห์ข้อมูล ที่ดีกว่าภาครัฐ
แหล่งข่าว กล่าวว่า หากการแก้ไขกฎหมาย ยังอยู่ในกรอบเวลา ที่รัฐบาลกำหนด 3 เดือน และไม่ยืดเยื้อต้องเลื่อนระยะเวลาออกไปอีก และรัฐยังคงใช้ระบบสัมปทาน ก็เชื่อว่าเอกชนจะยังคงสนใจที่จะเข้ามายื่นขอสำรวจและผลิต ในขณะที่หากเปลี่ยนมาเป็นระบบแบ่งปันผลผลิต ภาคเอกชนก็จะต้องรอดูกลไกของรัฐที่จะมารองรับ รวมทั้งปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ และหากเห็นว่าไม่จูงใจ เอกชนก็จะไม่เข้าร่วมประมูล
"อภิสิทธิ์"หวังก้าวพ้นความขัดแย้งได้
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะผู้ร่วมลงชื่อในจดหมายเปิดผนึกถึงพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้ชะลอการเปิดสัมปทาน ปิโตรเลียม รอบที่21 จนกว่าจะมีการแก้ไขกฎหมาย ว่า ขอขอบคุณนายกรัฐมนตรีที่รับฟังเหตุผลของภาคประชาชน และหาทางออกที่ตอบโจทย์ทุกด้านคือ แก้จุดอ่อนของกฎหมาย เพื่อไม่ให้มีการกระทบต่อความมั่นคง ต่อจากนี้เป็นเรื่องที่รัฐจะทำงานร่วมกับภาคประชาชน เพื่อผลักดันให้การแก้กฎหมายออกมาดีและเร็ว
"หวังว่าจะสามารถรักษาบรรยากาศที่ดีต่อกันได้ ซึ่งจะทำให้ก้าวพ้นความขัดแย้งในประเด็นเรื่องนี้ได้ และเป็นก้าวสำคัญไปสู่การปฏิรูปด้วย แต่ต้องมีความต่อเนื่อง ซึ่งจะติดตาม แต่ที่ไม่ร่วมเป็นกรรมการเพราะทราบดีว่าไม่เหมาะสมเนื่องจากเป็นนักการเมือง"
ชี้4ประเด็นสมควรแก้กฎหมาย
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่าประเด็นที่ควรแก้ไขในข้อกฎหมายนั้น หลายประเด็นภาคราชการไม่ปฏิเสธ และบางเรื่องระบุชัดว่า เป็นนโยบายของรัฐบาล สิ่งที่ควรทำคือ 1. ปิดจุดอ่อนของระบบปัจจุบัน ด้วยการเพิ่มอำนาจต่อรองภาครัฐ ทำให้การจัดการพลังงาน รัฐได้ประโยชน์สูงสุด 2. ประโยชน์ที่ได้มาต้องจัดสรรให้เป็นธรรมต่อประชาชน 3. ดูแลคุ้มครองสิทธิประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากกระบวนการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม 4. เพิ่มทางเลือกให้รัฐ สามารถใช้ระบบอื่นนอกจากสัมปทานได้
"อย่างน้อยในปี 2565 ที่จะต้องมีการเปิดสัมปทานอีกก็จะทำให้ประเทศมีทางเลือกเพิ่มขึ้น โดยไม่ใช่ตั้งต้น ให้สัมปทานอย่างเดียว"
ยันแก้ไขเร็วไม่กระทบความมั่นคง
นายอภิสิทธิ์ กล่าวถึงกรณีที่นายกรัฐมนตรี เรียกร้องให้ภาคประชาชนที่เคลื่อนไหวร่วมรับผิดชอบหาก การชะลอสัมปทานปิโตรเลียมรอบที่ 21 กระทบต่อความมั่นคงทางพลังงานว่า ซึ่งยืนยันว่าทุกคนที่ทักท้วงเรื่องนี้ มีเจตนาดี บนสมมุติฐานที่เป็นเหตุเป็นผล จึงมั่นใจว่าถ้านายกฯแก้ไขกฎหมายในเวลาไม่กี่เดือน ไม่กระทบต่อความมั่นคงทางพลังงาน แต่ต้องบริหารจัดการและกำกับดูแลเพื่อให้เกิดความมั่นคงทางพลังงานที่แท้จริง ด้วยการให้ข้อเท็จจริงกับประชาชนด้วยว่าแปลงที่จะเปิดสัมปทานรอบที่ 21 ว่าไม่ได้มีปริมาณมาก และปัจจุบันมีการนำเข้าพลังงานอยู่แล้ว
"การเปิดสัมปทานรอบนี้ แม้แต่ราชการก็คาดการณ์ว่าจะได้ปริมาณไม่มาก เพราะในรอบ 19-20 ได้ค่อนข้างน้อย อีกทั้งแปลงที่จะทำในรอบที่ 21 คือแปลงที่เอกชนเคยสำรวจแล้ว และคืนกลับมาเพราะเห็นว่าไม่คุ้ม หรือ ไม่พบแหล่งปิโตรเลียม แต่วันนี้ อาจมีเทคโนโลยีใหม่และต้นทุนที่เปลี่ยน จึงต้องการสำรวจซึ่งก็เป็นข้อเท็จจริงที่ชัดเจนว่า แปลงนี้จะไม่ได้พลังงานที่มากอยู่แล้วหลังจากนี้อยากให้ราชการร่วมกับขับเคลื่อนร่วมกับประชาชน ผมพร้อมให้ข้อมูลกับสังคม และให้คำปรึกษากับทุกฝ่าย"









