"บ้านปู" เดินหน้าขยายธุรกิจโรงไฟฟ้า ตั้งเป้าเพิ่มกำลังการผลิตแตะ 4,000 เมกะวัตต์ ในปี 2560 คาดเพิ่มสัดส่วนกำไรเป็น 40% ของกำไรทั้งหมด
นายชนินทร์ ว่องกุศลกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) หรือ BANPU เปิดเผยว่า ในขณะนี้บริษัทอยู่ระหว่างการทำแผนการดำเนินงานของบริษัทของปี 2559-2563 โดยบริษัทมีความต้องการที่จะขยายขีดความสามารถและกำลังคนในด้านธุรกิจพลังงานไฟฟ้า เพื่อรับกับแนวโน้มการเติบโตที่จะเพิ่มสูงขึ้นอย่างมากของธุรกิจไฟฟ้า โดยบริษัทตั้งเป้าที่จะขยายกำลังการผลิตรวมของทุกแห่งที่เข้าไปลงทุนเป็น 4,000 เมกะวัตต์ ภายในปี 2560
“ใน 5 ปีข้างหน้านี้ บริษัทจะเดินหน้าขยายธุรกิจไฟฟ้าในภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิกให้มากยิ่งขึ้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็ไม่ได้เป็นเรื่องใหม่สำหรับบริษัท เพราะก่อนหน้านี้บริษัทก็มีการลงทุนในหลากหลายประเทศอยู่แล้ว อาทิ จีน อินโดนีเซีย ออสเตรเลีย เป็นต้น คาดว่าหากโรงไฟฟ้าที่อยู่ระหว่างการดำเนินงานในขณะที่จ่ายไฟฟ้าได้ทั้งหมดแล้ว จะทำให้สัดส่วนกำไรจากธุรกิจไฟฟ้าเพิ่มเป็น 40% ของกำไรทั้งหมด”นายชนินทร์ กล่าว
สำหรับโรงไฟฟ้าที่เตรียมเริ่มดำเนินการในปีนี้ คือ โรงไฟฟ้าหงสา เฟส 1 และเฟส 2 ที่จะเริ่มดำเนินการช่วงกลางปีและปลายปีนี้ตามลำดับ ขณะที่เฟส 3 จะเริ่มดำเนินการช่วงต้นปี 2559 โดยจะมีกำลังการผลิตรวม 1,800 เมกะวัตต์ ขณะที่โรงไฟฟ้าซึ่งดำเนินการอยู่แล้ว ได้แก่ โรงไฟฟ้าบีแอลซีพี จำนวน 1,400 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้าซานซี ลู่กวง รวม 1,200 เมกะวัตต์ และโรงไฟฟ้าล่วนหนาน โจวผิง และเจิ้งติ้ง รวม 340 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้า นอกจากนี้หากรัฐบาลมีแผนอนุมัติให้โรงไฟฟ้าบีแอลซีพีสามารถขยายกำลังการผลิตได้เพิ่มเติม บริษัทจะสามารถขยายกำลังการผลิตได้อีก 1,000 เมกะวัตต์
นายชนินทร์ กล่าวต่อว่า ในปีนี้จะมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการบริหารที่สำคัญคือ คณะกรรมการของบริษัทได้ลงมติเมื่อวันที่ 18 ก.พ. ที่ผ่านมาเพื่อให้นางสมฤดี ชัยมงคล ผู้ช่วยประธานเจ้าหน้าที่บริหาร-การเงินของบริษัท ขึ้นมาดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารแทน ทั้งนี้คาดว่านางสมฤดีจะเข้ารับตำแหน่งในวันแรกได้วันที่ 10 เม.ย. หากได้รับการอนุมัติจากการประชุมผู้ถือหุ้นในวันที่ 3 เม.ย. ที่จะถึงนี้
นางสมฤดี ชัยมงคล ผู้ช่วยประธานเจ้าหน้าที่บริหาร-การเงิน บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ธุรกิจโรงไฟฟ้าของบ้านปูเกือบทั้งหมดจะอยู่ภายใต้บริษัท บ้านปู พาวเวอร์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของบริษัท โดยบริษัทมีแผนที่จะนำบ้านปู พาวเวอร์ เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เบื้องต้นคาดว่าจะสามารถยื่นแบบแสดงรายการข้อมูล (ไฟลิ่ง) ต่อ ก.ล.ต.ช่วงสิ้นปีนี้ หรืออย่างช้าในช่วงต้นปี 2559
"ขณะนี้บริษัทอยู่ระหว่างการศึกษา และยังไม่ได้ประเมินมูลค่าของบริษัทแต่อย่างใด แต่ทั้งนี้บริษัทคาดว่าจะรักษาสัดส่วนการถือหุ้นกว่า 50% สำหรับจุดประสงค์ของการระดมทุนครั้งนี้คือต้องการนำเงินไปขยายธุรกิจโรงไฟฟ้าอย่างต่อเนื่องในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ซึ่งจะเป็นการขยายไปในโรงไฟฟ้าพลังงานทางเลือกชนิดอื่นๆ ด้วย อาทิ แสงอาทิตย์ ลม ชีวมวล เป็นต้น เพราะบริษัทคาดว่าความต้องการไฟฟ้าในเขตเอเชีย แปซิฟิก ยังมีประมาณ 500 กิกะวัตต์ ภายในปี 2563" นางสมฤดี กล่าว
นางสมฤดี กล่าวต่อว่า ในปีนี้บริษัทคาดว่ายอดขายถ่านนี้จะอยู่ในระดับเดียวกับปีก่อนที่ 48.5 ล้านตัน ขณะที่แนวโน้มราคาถ่านหินนั้นอาจจะยังไม่สามารถคาดการณ์ได้ในขณะนี้ เนื่องจากราคาถ่านหินมีแนวโน้มที่จะแกว่งตัวรุนแรงในช่วงเวลาที่เหลืออีก 9 เดือนนี้ แต่อย่างไรก็ตามบริษัทมองว่าราคาถ่านหินน่าจะเริ่มปรับตัวขึ้นได้ในปี 2559 หลังจากช่วงที่มาเริ่มมีการปรับสมดุลระหว่างความต้องการซื้อและความต้องการขายมาโดยตลอด และการผลิตจากโรงงานผลิตรายเล็กที่เริ่มประสบปัญหาต้นทุนแพงกว่าราคาขายจะทยอยลดลงเรื่อยๆ และที่สำคัญในอนาคตจะมีความต้องการถ่านหินเพื่อนำไปผลิตไฟฟ้ามากยิ่งขึ้น เพราะมีราคาถูกกว่าชนิดอื่นๆ
"อย่างไรก็ตามในปีนี้บริษัทมีถ่านหินที่ทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้าแล้ว 30 ล้านตัน ในระดับราคาเกินกว่า 70 ดอลลาร์ต่อตัน ขณะที่ถ่านหินอีก 4-5 ล้านตัน ซึ่งผลิตในจีนจะขายภายในประเทศเท่านั้น ซึ่งราคาถ่านหินจะดีกว่าราคาตลาด นอกจากนี้ถ่านหินอีก 14 ล้านตันในออสเตรเลีย ก็มีสัญญาซื้อขายระยะยาวซึ่งราคาดีกว่าราคาปัจจุบัน แต่อย่างไรก็ตามราคาถ่านหินในขณะนี้ก็ยังเป็นราคาที่ต่ำอยู่ ส่วนกำไรสุทธิของบริษัทในปีนี้เชื่อว่าจะดีขึ้น เพราะในปีนี้จะเริ่มรับรู้กำไรจากโรงไฟฟ้าหงสาเข้ามาบางส่วน" นางสมฤดี กล่าว







