วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

'ตราฉัตร'ชูเป้า1ล้านตัน หวังภัยแล้งอินเดียหนุนข้าวไทย

(สัมภาษณ์) "ตราฉัตร" ชูเป้า1ล้านตัน หวังภัยแล้งอินเดียหนุนข้าวไทย

"ข้าวตราฉัตร"ใช้เวลาไม่นานในการก้าวขึ้นเป็นผู้ค้าข้าวหลักของประเทศ โดยยอดขายทั้งในและต่างประเทศในปี 2558 จะพุ่งไปที่ 1 ล้านตันเป็นครั้งแรก แม้ว่าสถานการณ์ค้าข้าวยังต้องเผชิญการแข่งขันที่รุนแรง โดยเฉพาะจากอินเดีย


นายสุเมธ เหล่าโมราพร ประธานคณะผู้บริหาร กลุ่มธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ (ธุรกิจข้าว และอาหาร) เครือเจริญโภคภัณฑ์ กล่าวว่า ปีนี้ข้าวตราฉัตรตั้งเป้ายอดขายรวมปริมาณ 1 ล้านตัน แยกเป็นการขายในประเทศ 3.5 แสนตัน และส่งออก 7 แสนตัน เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปี ที่ผ่านมาที่มียอดขายรวมที่ 9.5 แสนตัน แยกเป็นยอดขายในประเทศ 3 แสนตัน และส่งออก 6.5 แสนตัน


ยอดขายในประเทศข้าวตราฉัตรจะตั้งเป้าไม่สูงมาก อยู่ในระดับทรงๆ ตัว เนื่องจากตลาดในประเทศนั้นเริ่มอิ่มตัวแล้ว อัตราการบริโภคข้าวต่อคนต่อปี ไม่ขยับเพิ่มขึ้น ตลาดในประเทศจะเน้นกลยุทธ์การขายข้าวคุณภาพ ข้าวทางเลือกเฉพาะกลุ่ม เช่น ข้าวสุขภาพซึ่งมีมูลค่าสูง


ส่วนตลาดต่างประเทศ นั้นข้าวตราฉัตรมีเป้าหมายที่จะเจาะกลุ่มอาฟริกาเพียงแห่งเดียว ซึ่งผลจากนโยบายงดทำนาปรังของรัฐบาล ส่งผลให้ในปีนี้ผู้ประกอบการไม่มีข้าวใหม่เพื่อเสนอขายให้กับอินโดนีเซีย จีน มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และ อิรัก รวมทั้งตลาดข้าวนึ่งซึ่งประเทศเหล่านี้ต้องการข้าวใหม่


ขณะที่ข้าวนึ่งต้องใช้ข้าวเปลือกขาวเท่านั้นเป็นวัตถุดิบ เมื่อผลผลิตข้าวนาปรังไม่มีออกสู่ตลาด ก็ไม่มีสินค้าเพื่อเสนอขาย โดยจากการสำรวจในขณะนี้พบว่าข้าวนาปรังในปี 2558 จะหายไปจากตลาดประมาณ 40%


“การส่งออกข้าวตราฉัตรในปีนี้จะเน้นการส่งออกข้าวเก่า ที่ประมูลได้จากโกดังของรัฐบาล โดยข้าวที่มีคุณภาพแย่ที่สุดไม่สามารถนำมาบริโภคได้ จะถูกจำหน่ายเพื่อใช้เป็นอาหารสัตว์ วิธีการนี้ทำให้บริษัทยังได้กำไรจากการประมูลซื้อ ในขณะที่อาฟริกาต้องการข้าวเก่าคุณภาพดีอยู่แล้วเพราะเมื่อนำไปต้มจะไม่เละจนเกินไป“


การส่งออกข้าวของไทยในปีนี้มีการแข่งขันที่สูงมาก เนื่องจากเศรษฐกิจในประเทศ และของโลกไม่ดีขึ้นตามที่คาด อีกทั้งยังมีปัญหาเรื่องค่าเงินที่ทุกประเทศผู้ผลิตข้าวได้ปรับลดให้อ่อนค่าลงเพื่อให้การส่งออกคล่องตัว ราคาข้าวขาวของเวียดนามลดลงเหลือ 365 ดอลลาร์สหรัฐ/ตัน ขณะที่ไทยยังอยู่ที่ 400 ดอลลาร์สหรัฐ/ตัน อินเดียกำลังปรับลดลงเพื่อสู้กับข้าวของไทย


ขณะที่เงินบาทของไทยยังแข็งค่ามาก เมื่อทอนมาเป็นราคาที่เกษตรกรได้รับจึงอยู่ที่ตันละ 6,000-7,000 บาทเท่านั้น ส่งผลให้เกษตรกรมีรายได้ไม่เพียงพอกับรายจ่ายที่เพิ่มขึ้น แม้รัฐบาลจะใช้วิธีการอุดหนุนให้ชาวนาไร่ละ 1,000 บาท ก็ไม่เพียงพอและไม่ส่งผลให้เงินในระบบสะพัดขึ้นมาได้ หากต้องการให้โครงการนี้ประสบผลสำเร็จ จะต้องใช้เงินมากกว่านี้ ประมาณ 100,000 ล้าบาท


"ในโครงการรับจำนำข้าว เกษตรกรเกษตรกรขายข้าวได้ตันละ 13,000-15,000 บาท เมื่อเทียบกับปัจจุบัน รายได้ดังกล่าวหายไปกว่าตันละ 4,000-5,000 บาท ดังนั้นชาวนาจึงขาดแรงจูงใจที่จะทำนาต่อ หลายรายตัดสินใจหารายได้นอกภาคการเกษตร ในขณะที่โรงสีจำนวนมาก ทยอยปิดตัวลงเพราะไม่มีข้าวให้สี สืบเนื่องมาจากรัฐบาลประกาศงดทำนาปรัง ซึ่งรัฐบาลไม่มีมาตรการรองรับปัญหาเหล่านี้"


นอกจากนี้ในส่วนตลาดข้าวอียู ยังเกิดปัญหา กรณีรัฐบาลของไทยไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ทำให้อียูไม่ให้การยอมรับรัฐบาลไทยไม่สามารถเริ่มเจรจาของเพิ่มโควตาการส่งออกข้าวในตลาดแห่งนี้ที่กำหนดไว้เพียง ปีละ 2,500 ตันเท่านั้น จากที่อียูมีความต้องการนำเข้าข้าวในแต่ละปีมากถึง 1 ล้านตัน การส่งออกนอกโควตาต้องเสียภาษีถึง 175% หรือประมาณ กก.ละ 5 บาท ปัญหานี้ทำให้ผู้นำข้าวของอียู หันไปสั่งซื้อกัมพูชาและพม่าที่คุณภาพข้าวใกล้เคียงกับไทยในราคาที่ถูกกว่า


“โดยปกติไทยจะส่งออกข้าวในตลาดอียูประมาณปีละ 1 แสนตัน ถือเป็นตลาดข้าวคุณภาพดีมีมูลค่าสูง แต่ตอนนี้ไทยกำลังจะเสียตลาดแห่งนี้ไป เช่นเดียวกับตลาดเอเชียที่ในปีที่ผ่านเพิ่งจะตีคืนได้หลังจากเสียให้กับเวียดนามไปก่อนหน้านั้น 3-4 ปี จากนโยบายรัฐกรณีการรับจำนำข้าว ในปีนี้เมื่อไทยมีปัญหาเรื่องค่าเงิน และไม่มีข้าวจากนาปรังออกจำหน่าย ก็มีความเสี่ยงสูงที่จะถูกแย่งส่วนแบ่งการตลาดเช่นกัน”


นอกจากนี้ ปัญหาน้ำมันราคาตกต่ำ ยังผลให้นักเก็งกำไร ไม่อยากลงทุนในกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคหันไปซื้อพันธบัตรรัฐบาลและลงทุนสินค้าอุตสาหกรรมมากกว่า ราคาสินค้าเกษตรทั่วโลกจึงมีแนวโน้มลดลงรวมทั้งข้าวด้วย


ทางเดียวที่ราคาข้าวจะฟื้นตัวขึ้นมาได้ในสถานการณ์ปัจจุบันคือความรุนแรงของภัยแล้ง ที่ทุกประเทศมีความกังวลโดยเฉพาะอินเดียที่มีความต้องการบริโภคมาก และเหลือข้าวในสต็อกขณะนี้10 ล้านตันจาก 20 ล้านตัน โดยหวังว่าจะเก็บสต็อกอีกครั้งในฤดูกาลเพาะปลูกต่อไป หากมีภัยแล้งเกิดขึ้นอินเดียจะเกิดปัญหาทันทีและจะเป็นโอกาสของข้าวไทยอีกครั้ง


ทั้งนี้เพื่อเป็นการแก้ปัญหาภาคการเกษตรทั้งระบบ ถึงเวลาแล้วที่ต้องผ่าตัดเพื่อปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ โดยดำเนินการทันที ในการกำหนดพื้นที่เพาะปลูกพืชทุกชนิดเพื่อให้ได้ผลผลิตเป็นไปตามความต้องการของตลาด ซึ่งจะสามารถควบคุมราคาที่เกษตรกรได้รับในระดับที่เหมาะสม เช่นเดียวกับอ้อยและน้ำตาลทราย


ส่วนของข้าว ต้องเริ่มจากการกว้านซื้อโรงสีที่อยู่ในพื้นที่ไม่เหมาะสมเพื่อยุบทิ้ง พร้อมสนับสนุนให้มีโรงสีเฉพาะในพื้นที่เหมาะสมเท่านั้น เกษตรกรที่ต้องการปลูกข้าวต้องมาขึ้นทะเบียน และได้รับการส่งเสริมอย่างถูกวิธี ในเขตชลประทานที่สมบูรณ์ วิธีการนี้แม้จะใช้งบประมาณมาก แต่เป็นการวางโครงสร้างเพื่อความยั่งยืนในอนาคต ดังนั้นรัฐที่มีอำนาจผูกขาดทางการเมืองในปัจจุบัน จึงเหมาะสมแล้วที่จะเร่งดำเนินการ