วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

'ไพรินทร์'หนุนเปิดสัมปทานปิโตรฯรอบ21

(รายงาน) “ไพรินทร์”หนุนเปิดสัมปทานปิโตรฯรอบ21 เตือนอย่าเอา'พลังงาน'เป็นประเด็นการเมือง

วานนี้ นายไพรินทร์ ชูโชติถาวร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดแถลงข่าวชี้แจงเกี่ยวกับการเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบ 21 ในขณะที่รัฐบาลเตรียมเปิดเวทีชี้แจงในวันที่ 20 ก.พ. ที่ทำเนียบรัฐบาล มีประเด็นดังนี้


นายไพรินทร์ กล่าวว่าความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเกี่ยวกับนโยบายพลังงานของรัฐบาลปัจจุบัน มีความพยายามดิสเครดิตความน่าเชื่อถือข้อมูลด้านพลังงานของภาครัฐ และสร้างความสับสนให้เกิดขึ้น รวมทั้งทำเรื่องของการเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบที่ 21 ให้กลายเป็นประเด็นทางการเมือง ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อภาพรวมของประเทศ และจะทำให้การปฏิรูปพลังงานที่มุ่งสร้างความมั่นคงและยั่งยืนทางด้านพลังงานเดินผิดทาง
ปตท. ในฐานะหน่วยงานด้านปฏิบัติตามนโยบายรัฐบาล สนับสนุนการเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบที่ 21 ถึงแม้ว่าจะมีโอกาสน้อยที่จะพบปิโตรเลียมในปริมาณมากเหมือนในอดีต แต่ก็เป็นเรื่องที่ต้องทำให้เกิดความต่อเนื่องในการผลิต เพราะปริมาณสำรองก๊าซธรรมชาติของไทยที่พิสูจน์แล้ว (P1) เมื่อเทียบกับปริมาณใช้ในปัจจุบัน หากไม่มีการขุดเจาะเพิ่มจะมีใช้ได้อีกไม่เกิน 7 ปี อีกทั้งก๊าซธรรมชาติในประเทศมีราคาที่ถูกกว่าราคาก๊าซที่นำเข้าจากต่างประเทศ


ดังนั้นการเปิดให้มีการสำรวจเพื่อหาแหล่งก๊าซใหม่ จะเป็นโอกาสให้ไทยสามารถเพิ่มการผลิตก๊าซธรรมชาติได้เองในประเทศ


“เราไม่ควรที่จะทำให้เรื่องของการเปิดสัมปทานปิโตรเลียม ซึ่งเป็นเรื่องทางเทคนิคที่ต้องอาศัยความรู้ความเชี่ยวชาญ กลายเป็นเรื่องทางการเมือง ที่ต้องเอาชนะกันด้วยวาทกรรม หรือเอาเรื่องของความรักชาติ หรือไม่รักชาติมาเบี่ยงเบนประเด็น จนดูแล้วค่อนข้างที่จะไปไกลจากข้อเท็จจริง และมีการดิสเครดิตข้อมูลจากภาครัฐและสร้างความสับสนในหมู่ประชาชน ทั้งๆที่การกำหนดนโยบายพลังงานของประเทศ รัฐบาล กระทรวงพลังงาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ร่วมกันพิจารณาบนฐานข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นมาตรฐานสากล โดยมุ่งเน้นเพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานและเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้พลังงานของประเทศ เพื่อให้ประชาชนทุกคนได้ใช้พลังงานอย่างทั่วถึง เป็นธรรมและยั่งยืน" นายไพรินทร์ กล่าว


นายไพรินทร์ กล่าวว่า หากรัฐไม่สามารถที่จะเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบที่ 21 ได้ สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือ ปตท.จะต้องนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่มีราคาสูงกว่าก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย เข้ามาในปริมาณที่มากขึ้น จากที่ปัจจุบันเรามีการเตรียมการที่จะนำเข้าให้ได้ถึง 15 ล้านตันอยู่แล้ว


ปัจจุบัน ปตท. ได้ทำสัญญาซื้อก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) จากประเทศกาตาร์ ในรูปแบบสัญญาระยะยาว 20 ปี ปริมาณ 2 ล้านตันต่อปี ซึ่งคิดเป็นเพียง 6% ของความต้องการใช้ทั้งหมดเท่านั้น การพยายามหาแหล่งปิโตรเลียมในประเทศให้ได้เพิ่มมากขึ้น จึงเป็นเรื่องที่มีความสำคัญ


"ประเด็นเรื่องใช้ระบบสัมปทานหรือระบบแบ่งปันผลผลิต นั้น มองว่าเป็นเรื่องวาทกรรมที่จะเอาชนะกันเท่านั้น เพราะในข้อเท็จจริง หากต้องการที่จะให้รัฐได้ผลประโยชน์มากขึ้น ระบบไหนก็สามารถที่จะเจรจากันในรายละเอียดได้ โดยที่รัฐเลือกใช้ระบบสัมปทานนั้น เพราะไม่ต้องรับภาระความเสี่ยงในขั้นตอนของการสำรวจ ในขณะที่ระบบแบ่งปันผลผลิตรัฐต้องตั้งงบประมาณมารับความเสี่ยงกับเอกชนในช่วงของการสำรวจด้วย"


นอกจากนี้ การที่แหล่งปิโตรเลียมของไทยที่เปิดให้สำรวจมาแล้ว 20 รอบนั้น นอกเหนือจากแหล่งเอราวัณและบงกชแล้ว ไม่ได้มีการพบแหล่งขนาดใหญ่ จึงไม่เหมาะที่จะใช้ระบบแบ่งปันผลผลิต
สำหรับประเด็นที่มีการทำให้เกิดความสับสนว่าราคาก๊าซธรรมชาติไม่ปรับขึ้นหรือลงตามราคาน้ำมันในตลาดโลก นั้น ขอชี้แจงว่าก๊าซธรรมชาติ ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้าของไทย อ้างอิงราคาน้ำมันเตาในตลาดโลกย้อนหลัง 6-12 เดือน จึงทำให้ราคาก๊าซธรรมชาติไม่สามารถปรับได้ทันทีตามราคาน้ำมันในตลาดโลก


ส่วนที่รัฐต้องสนับสนุนการใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์ นั้น ต้นทุนของเอทานอลที่ใช้ผสมเป็นแก๊สโซฮอล์ ไม่ได้ขึ้นกับราคาน้ำมันในตลาดโลก เนื่องจากเป็นผลิตผลทางการเกษตร ดังนั้น รัฐจึงจำเป็นต้องสนับสนุนการใช้แก๊สโซฮอล์ผ่านกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อช่วยให้ประเทศประหยัดงบประมาณการนำเข้าน้ำมันดิบ ที่นำมากลั่นประมาณ 1,400 ล้านลิตรต่อปี คิดเป็นมูลค่าอย่างน้อยประมาณ 20,000 ล้านบาทต่อปี


นอกจากนี้ในกรณีที่มีการกล่าวหาว่า กระทรวงพลังงานอนุมัติให้เอาเงินกองทุนน้ำมันไปเป็นค่าใช้จ่ายในการนำเข้าก๊าซแอลพีจี ให้กับปตท. นั้นจะเห็นว่าตั้งแต่ปี 2554 เป็นต้นมา กระทรวงพลังงานเปิดโอกาสให้เอกชนทุกราย สามารถนำเข้าก๊าซแอลพีจีได้อย่างเสรี แต่เนื่องจากเห็นว่าการนำเข้าไม่คุ้มค่า จึงไม่มีเอกชนรายใดนำเข้าก๊าซแอลพีจี นอกจาก ปตท. รายเดียวในฐานะรัฐวิสาหกิจที่มีหน้าที่จัดหาพลังงานให้กับประเทศ


ทั้งนี้ ก๊าซแอลพีจีเป็นทรัพยากรของประเทศที่มีอยู่อย่างจำกัด การนำก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยขึ้นมาใช้ประโยชน์ในการผลิตก๊าซแอลพีจีเป็นวัตถุดิบเป็นไปตามแผนพัฒนาประเทศในโครงการอีสเทิร์นซีบอร์ด ตั้งแต่ปี 2525 ที่กำหนดให้สร้างอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ควบคู่ไปกับโรงแยกก๊าซฯ เพื่อนำก๊าซธรรมชาติบางส่วนมาเพิ่มมูลค่าให้เกิดประโยชน์สูงสุด และใช้เป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้กับประเทศ แทนที่จะเอาไปใช้เป็นเชื้อเพลิงแต่เพียงอย่างเดียว


จากการปรับโครงสร้างราคาก๊าซแอลพีจีครั้งล่าสุด ผู้ใช้ก๊าซแอลพีจีทุกภาคส่วน รวมถึงกลุ่มปิโตรเคมีก็ใช้ต้นทุนราคาเดียวกัน ที่ปรับขึ้นลงตามราคาก๊าซแอลพีจีในตลาดโลกเช่นกัน