วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เอกชนเร่งรัฐหนุน'ค้าชายแดน' ดันค้าปลีกไทยแกร่งรับเออีซี

เอกชนมั่นใจค้าปลีกไทยแข็งแกร่ง ชี้ภูมิศาสตร์ที่ตั้งอยู่ศูนย์กลางอาเซียน ขนาดตลาดใหญ่ขึ้น เอื้อค้าปลีกขยายตัว

เชื่อมโยงค้าชายแดนเพิ่มขึ้นตามการขยายตัวของเมือง แนะรายใหญ่เร่งหาโอกาสการค้า-ลงทุนเพื่อนบ้านพ่วงเอสเอ็มอี ขณะดัชนีค้าปลีกไทย ไตรมาสแรกปรับตัวดีขึ้น


นับถอยหลังสู่การเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในวันที่ 1 ม.ค.2559 เอกชนค้าปลีกระบุว่าเป็นโอกาสการค้ามหาศาล หากทำตัวเองให้แข็งแกร่ง และรายใหญ่ต้องช่วยรายกลางรายเล็ก ขับเคลื่อนภาพรวมตลาดค้าปลีกให้อยู่รอด รับทุนข้ามชาติรุกทำตลาดค้าปลีกไทย โดยเฉพาะคอนวี่เนี่ยน สโตร์


นายสุวิทย์ กิ่งแก้ว รองกรรมการผู้จัดการ (อาวุโส) บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ธุรกิจค้าปลีกในเครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซี.พี.) กล่าวในงานสัมมนา “อนาคตค้าปลีกไทย ภายใต้ AEC” ภายใต้โครงการจัดทำดัชนีค้าปลีกไทย โดยสำนักสารสนเทศและดัชนีเศรษฐกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ร่วมกับศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ว่า หลังจากเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในวันที่ 1 ม.ค.2559 จะทำให้ฐานลูกค้ากว้างขึ้นไม่เฉพาะประชากรไทย 65 ล้านคน แต่จะหมายถึงประชากรอาเซียน 10 ประเทศ รวม 650 ล้านคน


โดยอาเซียนแบ่งเป็น 2 กลุ่มประเทศ คือ กลุ่มประเทศบก ได้แก่ กลุ่มซีแอลเอ็มวี ประกอบด้วย กัมพูชา ลาว เวียดนาม พม่า และกลุ่มประเทศน้ำ ได้แก่ สิงคโปร์ อินโดนีเซีย บรูไน และฟิลิปปินส์ จากจำนวนฐานลูกค้าที่กว้างและสูงนั้น ไทยถือว่าได้เปรียบเพราะตั้งอยู่ศูนย์กลางภูมิภาค ทำให้นักลงทุนต่างชาติสนใจเข้ามาลงทุนมากขึ้น จะเห็นได้จากการขยายตัวของคอนวีเนียนสโตร์ในไทยในช่วงที่ผ่านมา ทั้งบิ๊กซี เทสโก้ โลตัส แฟมิลี่มาร์ท ลอว์สัน 108 และอื่นๆ


ค้าปลีกซีพี.ดันแม็คโครลุยซีแอลเอ็มวี
ขณะที่ธุรกิจค้าปลีกไทย จะต้องแสวงหาโอกาสทางธุรกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน "อย่างเร่งด่วน" โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายใหญ่ๆ อย่าง บมจ. เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ ธุรกิจผลิตและจัดจำหน่ายสินค้าอุปโภค-บริโภค ของทีซีซี กรุ๊ป รวมถึงแม็คโคร ในธุรกิจค้าปลีกประเภทชำระเงินสด (แคช แอนด์ แครี่) ที่ซีพี ออลล์ ซื้อกิจการมา ที่กำลังมองหาตลาดในกลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน


"ภายใต้นโยบายของประธาน ธนินท์ เจียรวนนท์ (ประธานซี.พี.) ที่ต้องการผลักดันสินค้าไทยเติบโตในประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน เราจะอาศัยแม็คโครเป็นหัวหอกทำตลาดโดยเฉพาะซีแอลเอ็มวี โดยนำสินค้าที่ผลิตจากผู้ประกอบการไทยไปทำตลาด เช่น สินค้าแปรรูปทางการเกษตร คาดว่าจะเริ่มได้ในปีนี้"
ขณะที่ธุรกิจค้าปลีกดั้งเดิม หรือโชห่วย ส่วนตัวนั้นมองว่า "ไม่น่าห่วง" เพราะไม่มีนักลงทุนต่างชาติรายไหนเข้ามาลงทุนในธุรกิจนี้เพราะมีขนาดเล็กเกินไป ขณะที่ร้านโชห่วยไทยมีมากขึ้น จะเห็นได้จากการขยายสาขาของแม็คโคร


หนุนค้าชายแดนผลักดันรายได้
ตลาดที่น่าสนใจคือเรื่อง "การค้าชายแดน" โดยเฉพาะในประเทศเพื่อนบ้านอย่างลาว พม่า และกัมพูชา โดยในปี 2557 พบว่าการส่งออกตามแนวชายแดนขยายตัว 14-18% เนื่องจากเศรษฐกิจประเทศเพื่อนบ้านเติบโต ทำให้มีประชาชนใน 3 ประเทศมีกำลังซื้อที่ดีขึ้น


เร่งรัฐอัดฉีดเงินกระตุ้นกำลังซื้อ
นายสมชาย พรรัตนเจริญ นายกสมาคมการค้าส่ง-ปลีกไทย กล่าวว่า สถานการณ์การค้าของไทยขณะนี้พบว่า ภาพรวมกำลังซื้อชะลอตัว ยอดค้าขายไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลวาเลนไทน์ที่มีสินค้าเหลือเป็นจำนวนมาก แต่ต้องตรวจสอบกำลังซื้ออีกครั้งในช่วงเทศกาลตรุษจีน ขณะที่ราคาสินค้าไม่น่าจะปรับขึ้น เพราะจะเป็นการซ้ำเติมสถานการณ์กำลังซื้อที่ยังไม่กลับมา


"บรรยากาศในช่วงนี้ไม่ค่อยดี เนื่องจากกำลังซื้อส่วนใหญ่ของประเทศไทยกว่า 40-50 ล้านคนเป็นระดับรากหญ้า ทั้งนี้ หลายๆ ฝ่ายจะต้องพยายามนำกลยุทธ์การตลาดต่างๆ ออกมากระตุ้นกำลังซื้อ"
ส่วนของร้านค้าปลีกดั้งเดิมจะต้องอยู่รอดได้ต้องปรับตัวตามภาวะผันผวนของผู้ซื้อ และการเปลี่ยนแปลงของโลก ขณะที่การเข้ามาของทุนต่างชาตินั้นไม่ถึงขั้นวิตก แต่ต้องปรับตัวให้ทัน โดยดูว่าใครที่กำลังจะเข้ามา


"รายใหญ่"หัวรถจักรพ่วงเอสเอ็มอี
นายฉัตรชัย ตวงรัตนพันธ์ ผู้อำนวยการสมาคมผู้ค้าปลีกไทย กล่าวว่า ผู้ประกอบการค้าปลีกรายใหญ่จะต้องเป็นตัวช่วยขับเคลื่อนกลุ่มเอสเอ็มอี เปรียบเสมือนหัวรถจักรนำพาสินค้าของเอสเอ็มอีไทย ไปทำตลาดในอาเซียน โดยนำสินค้าเอสเอ็มอีไทยออกไปทำตลาด 

เขายังเชื่อว่า ค้าปลีกของไทยยังคงเข้มแข็ง สามารถขยายตัวได้อีก ไม่ถึงจุดอิ่มตัว โดยเฉพาะในกลุ่มอาหารที่ต้องใช้ซัพพลายเออร์ (ผู้ผลิต) ท้องถิ่นถึง 90% ทำให้โอกาสการเข้ามาของนักลงทุนต่างชาติไม่ง่าย ขณะที่ในกลุ่มนอนฟู้ดหรือสินค้าที่ไม่ใช่อาหาร ยังคงเห็นการเข้ามาของทุนข้ามชาติและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะสินค้าที่เป็นอินเตอร์แบรนด์


นายวิโรจน์ นรารักษ์ ผู้อำนวยการสำนัก สำนักบัญชีประชาชาติ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวว่า ทิศทางการค้าของไทยเติบโตไปในทิศทางเดียวกับผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) โดยสัดส่วนค้าปลีกในปี 2557 พบว่าเป็นพื้นที่กรุงเทพฯ 35% และต่างจังหวัด 65% และมีแนวโน้มขยายตัวขึ้นในพื้นที่ต่างจังหวัด โดยคาดว่าในปี 2560 ต่างจังหวัดจะมีสัดส่วนเพิ่มเป็น 72% ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการขยายตัวของการค้าชายแดน โดยเฉพาะการขยายตัวของห้างค้าปลีกสมัยใหม่ ที่เน้นขยายสาขาบริเวณชายแดน สะท้อนให้เห็นการเชื่อมโยงระหว่างเศรษฐกิจไทยกับอาเซียน


เขายังกล่าวว่า หลังเปิดเออีซีจะทำให้ตลาดมีขนาดใหญ่ขึ้น ประชากรเยอะขึ้น ต้นทุนการผลิตจะลดลง ทำให้สามารถแข่งขันดีขึ้น การลงทุนของต่างชาติ จะไหลเข้าไทยมากขึ้น รวมทั้งไทยจะมีอำนาจในการต่อรองมากขึ้น


ชี้ดัชนีค้าปลีกไทยปรับตัวดีขึ้น
นายอัทธ์ พิศาลวานิช คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ และผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า ทิศทางดัชนีค้าปลีกของไทยปี 2558 เริ่มปรับตัวในทิศทางที่ดีขึ้นกว่าปี 2557 โดยในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ ดัชนีค้าปลีกอยู่ที่ 110 .7 และคาดว่าจะปรับตัวลดลงในไตรมาส 2 และ 3 หรืออยู่ในระดับ 109.5 ติดลบ 1.1% และ 108.9 ติดลบ 0.5% ตามลำดับ และจะกลับมาดีขึ้นในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี หรือที่ 110.2 เติบโต 1.2%


ขณะที่ทิศทางการค้าในอาเซียนหลังปี 2558 พบว่า อินโดนีเซียจะมีมูลค่าขายปลีกสูงสุด รองมาคือไทย ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย และเวียดนาม ตามลำดับ ขณะที่อินโดนีเซียและเวียดนามจะเป็น 2 ประเทศที่มีแนวโน้มการเติบโตสูงในอีก 5 ปีข้างหน้า (2559-2563) เนื่องจากมีจำนวนประชากรสูง โดยเฉพาะคนชั้นกลางจะเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ ประกอบเป็นประเทศที่มีทรัพยากรมาก ทำให้เป็นที่สนใจของนักลงทุนชาวต่างชาติ ขณะที่ไทยมีมูลค่าขายปลีกเพิ่มจากปี 2588 ที่คาดการณ์ 163,356 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มเป็น 239,142 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2563


ทั้งนี้ ยังมองว่า ช่องทางที่ได้รับความนิยมจากผู้บริโภค คือช่องทางอีคอมเมิร์ซและร้านสะดวกซื้อ เพราะสามารถตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค ซึ่งจะเติบโตเฉลี่ย 25% ในแต่ละประเทศ ขณะเดียวกันธุรกิจร้านสะดวกซื้อจะเข้ามาลงทุนในไทยมากขึ้น ทางกลับกันผู้ประกอบการค้าปลีกไทย จะออกไปลงทุนและซื้อกิจการในต่างประเทศมากขึ้นโดยเฉพาะในภูมิภาคอาเซียน