วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

Market Focus

SET แกว่งตัวจากปัจจัยผสมผสาน

SET View

- แนวโน้มวันนี้เป็นกลาง มองกรอบเคลื่อนไหว 1,600 – 1615 จุด

SET จะแกว่งตัวไร้ทิศทางและมีโอกาสกลับลงมาสร้างฐานแถว 1600 จุดอีกครั้งจากปัจจัยผสมผสาน การประชุมระหว่างรัฐมนตรีคลังของกรีซและยูโรโซนยังไม่ได้ข้อสรุป กอปรกับอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรสหรัฐอายุ 10 ปียังมีทิศทางปรับสูงขึ้น ไม่ดึงดูดเม็ดเงินไหลเข้าในภูมิภาค และนักลงทุนต่างชาติที่ยังคงขายสุทธิกว่า 1.5 พันล้านบาทกดดันจิตวิทยาการลงทุน อย่างไรก็ตามเชื่อว่ากลุ่มพลังงานมีโอกาสกลับมารีบาวน์หลังราคาน้ำมันดิบ Brent ปรับขึ้นต่อเนื่องมาที่ US$61 ต่อบาร์เรล ขณะเดียวกันการประกาศตัวเลข GDP ไทย 4Q57 เมื่อวานที่ +2.3%YoY ยืนยันการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศ และข่าวนายกรัฐมนตรีสั่งให้ธปท.จับตาเรื่องเงินไหลเข้า เงินเฟ้อติดลบ รวมถึงสศช.ขอให้ดูแลเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนเพื่อสนับสนุนภาคส่งออกซึ่งจะสร้างแรงกดดันต่อธปท. และจะสร้างความคาดหวังเชิงบวกต่อโอกาสปรับลดดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมกนง.เดือนมี.ค. ขณะที่หุ้นรายตัวยังคงผันผวนตามการคาดหวังทั้งบวกและลบต่อการทยอยประกาศผลประกอบการปี 57 ที่จะเสร็จสิ้นภายในเดือนนี้ การเคลื่อนไหวของ SET จะขึ้นกับความคาดหวังเชิงบวกต่อปัจจัยในประเทศโดยเฉพาะด้านผลประกอบการ ซึ่งเราคาดว่ารอจนบริษัทจดทะเบียนทยอยประกาศผลประกอบการปี 57 ใกล้เสร็จสิ้น SET ถึงจะเริ่มมีแนวโน้มที่ชัดเจน การเคลื่อนไหวของ SET ยังคงผันผวนและมีโอกาสพลิกผันได้ทุกเมื่อ

- กลยุทธ์การลงทุน ระยะ 1-2 วัน ชะลอการลงทุน หรือเสี่ยงซื้อหาก SET ปรับลงมาแถว 1600 จุดหรือต่ำกว่า เพื่อไปรอขายช่วงรีบาวน์ หาก SET ปิดเหนือ 1610 จุดไม่ได้แนะนำกลับมาถือครองเงินสด

  Top Daily Pick : CK (หนึ่งในผู้รับเหมารายใหญ่ที่มีโอกาสมากสุดที่จะได้งานโครงการขนาดใหญ่ในปีนี้) /KTB (ปันผลโดดเด่นสุดในกลุ่มธนาคารราว 4.3% มีโอกาสโตจากเศรษฐกิจภายในประเทศเริ่มฟื้นตัว)  

  Technical Pick : IFEC BWG DTAC TH TVD

  Theme Play กลุ่มพลังงาน (BANPU PTT PTTEP PTTGC) ได้จิตวิทยาเชิงบวกจากราคาน้ำมันดิบคงปรับสูงขึ้น /กลุ่มธนาคาร (BBL KBANK KTB SCB) คาดการณ์เศรษฐกิจฟื้นตัวและโอกาสปรับลดดอกเบี้ย /กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง (CK ITD STEC) โครงการขนาดใหญ่จะมีความคืบหน้าในเดือนนี้ /กลุ่มสื่อสาร (ADVANC INTUCH THCOM) ผลประกอบการปี 58 จะกลับมาโตชัดเจน /กลุ่มที่มีโมเมนตัมดี outperform ตลาดได้สองสัปดาห์ต่อเนื่อง (AGE CSS EA IFS IRPC KKC KTC ROJNA SEAFCO TSR UAC TRC)


- รายงานวันนี้

Result : PTTGC (เก็งกำไร / มูลค่าเหมาะสม 62 บาท) ประกาศผลประกอบการตามคาด


- GDP ไทย 4Q57 เติบโต 2.3%YoY ผลักดันจากภาคส่งออก

• สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ประกาศตัวเลขเศรษฐกิจไทย (GDP) งวด 4Q57 เติบโต 2.3%YoY ส่งผลให้ตัวเลขการเติบโตปี 57 อยู่ที่ 0.7% ใกล้เคียงกับตัวเลขคาดการณ์ ที่ 0.8% จึงไม่มีนัยต่อจิตวิทยาการลงทุนในระยะสั้น

• ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนพัฒนาการเชิงบวกหลายด้าน (1) เป็นการเติบโต YoY มากที่สุดในรอบ 5 ไตรมาส (2) ตัวเลข GDP ณ ราคาคงที่แตะ 1.32 ล้านล้านบาทได้เป็นไตรมาสแรก บ่งบอกว่า GDP ไทยน่าจะผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว (3) ด้านการผลิตมีการเติบโตในแทบทุกภาค อาทิภาคอุตสาหกรรมเติบโตครั้งแรกในรอบ 7 ไตรมาส (+7%YoY), ภาคก่อสร้างเติบโตครั้งแรกในรอบ 6 ไตรมาส (+3.7%YoY), โรงแรมและภัตตาคารเติบโตครั้งแรกรอบ 4 ไตรมาส (+3.6%YoY), ค้าส่งและค้าปลีกเร่งตัวขึ้น (+2.3%YoY)

• อย่างไรก็ตามพิจารณาจากภาคการใช้จ่าย เรามองว่าสาเหตุการเติบโตของ GDP ใน 4Q57 เกิดจากการฟื้นตัวของภาคส่งออกเป็นหลัก (+2.8%YoY) สัดส่วน 55% ของ GDP และส่วนใหญ่เป็นสินค้าอุตสาหกรรมอาทิ กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และยานพาหนะ ซึ่งฟื้นตัวจากปัจจัยฤดูกาล ขณะที่สินค้าเกษตรภาพรวมยังมีมูลค่าลดลง (ด้านเม็ดเงิน GDP 4Q57 ที่ 1.32 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 4Q56 ราว 2.9 หมื่นล้านบาท เป็นผลจากการเพิ่มขึ้นของเม็ดเงินจากภาคส่งออกและบริการถึง 4.9 หมื่นล้านบาท ขณะที่เพิ่มจากรายการอื่นมีเพียงเล็กน้อย ส่วนการเพิ่มขึ้นของ GDP ที่น้อยกว่ายอดส่งออกและบริการราว 2 หมื่นล้านบาทผลจากส่วนเปลี่ยนสินค้าคงเหลือที่ลดลง )

• แม้สศช.คาดการณ์ GDP ปี 58 เติบโต 3.5%-4.5% เรามองว่าเป็นตัวเลขที่ท้าทายหากประเมินจาก (1) หาก GDP 1Q58 ยังทำได้เท่ากับ 4Q57 จะเติบโตเพียง 3.7% แต่เรามองว่าการเติบโตส่งออกช่วง 4Q57 เกิดจากการเพิ่มระดับสินค้าคงคลังของสินค้าอุตสาหกรรมเป็นหลักซึ่งจะไม่ยั่งยืน (2) ราคาสินค้าภาคการเกษตรยังไม่มีสัญญาณการฟื้นตัวจะยังคงกดดันภาคการส่งออกสินค้าเกษตร (3) ธนาคารกลางทั่วโลกที่คงเน้นใช้มาตรการการเงินผ่อนคลายเพื่อทำให้ค่าเงินสกุลตนเองลดค่าลงอาจ กดดันให้เงินบาทแข็งค่าเทียบประเทศคู่ค้าในระยะต่อไป และจะกระทบภาคส่งออก

• ในเชิงกลยุทธ์เรามีมุมมองเป็นกลางต่อตัวเลข GDP ที่ประกาศออกมา แต่มีมุมมองเชิงบวกมากขึ้นต่อโอกาสปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมกนง.เดือนหน้า (11 มี.ค.) เพื่อไม่ให้เงินบาทแข็งค่ามากเกินไป ซึ่งหากมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเกิดขึ้น จะเป็นบวกต่อการลงทุนในตลาดหุ้นอีกครั้ง โดยเรามองว่ากลุ่มที่ได้ประโยชน์จากการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายโดยตรงได้แก่กลุ่มธนาคาร โดยเฉพาะธนาคารขนาดกลาง-เล็กที่ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยจะปรับตัวได้ดีกว่าธนาคารขนาดใหญ่ (TCAP TISCO TMB) และผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่กลุ่มลูกค้าเป้าหมายระดับล่างที่ค่อนข้างอ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ย (LPN PS) โดยเราเชื่อว่าเมื่อใกล้การประชุมกนง.นักลงทุนจะกลับเข้ามาเก็งกำไรจากประเด็นนี้ และคาดจะกลับมาให้ความสนใจหุ้นกลุ่มนี้อีกครั้งหนึ่ง