วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

Selective Play

ปัจจัยภายนอกที่จับตา คือ การเจรจาต่อรองระหว่างกรีซกับเจ้าหนี้...คาดมีทางออกก่อน 28 ก.พ.2558

ทั้งนี้สัปดาห์ก่อน ทาง ECB ได้เพิ่มวงเงินในกองทุนช่วยเหลือฉุกเฉินกับภาคธนาคารของกรีซ 5 พันล้านยูโรเป็น 6.5 หมื่นล้านยูโร แต่จะมีผลถึงแค่วันที่ 18 ก.พ.2558 ดังนั้นจึงต้องมีมาตรการอื่นเข้ามาเพิ่มเติมเพื่อไม่ให้กรีซผิดนัดชำระหนี้ หลังมาตรการช่วยเหลือฉบับปัจจุบันจะหมดอายุวันที่ 28 ก.พ.นี้ 

เรามองว่ารัฐบาลกรีซเองก็มีแรงกดดันจากการยกเลิกมาตรการรัดเข็มขัดว่าจะเอาเงินจากไหนมาใช้จ่าย เพราะเศรษฐกิจกรีซซบเซามาก รายได้จากการเก็บภาษีก็หดตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ รัฐบาลจะกู้มาใช้จ่ายก็ไม่ได้ถ้าผิดนัดชำระหนี้ไปแล้ว ขณะเดียวกันเจ้าหนี้กรีซก็ไม่อยากให้มีการผิดนัดชำระหนี้ ซึ่งมูลหนี้กรีซมีราว 3 แสนล้านยูโร ดังนั้นบทสรุปน่าจะออกมาในรูปแบบที่ทั้งรัฐบาลกรีซและเจ้าหนี้ยอมรับได้ เช่น การขยายระยะเวลาการใช้มาตรการรัดเข็มขัดออกไป แต่ไม่ยกเลิก, การมีมาตรการเยียวยาผลกระทบจากมาตรการรัดเข็มขัด, การยอมยืดอายุหนี้ หรือลดอัตราดอกเบี้ยบางส่วน แต่ไม่มีการลดหนี้ เป็นต้น

ผันผวนแต่เป็นจังหวะทยอยลงทุน ในช่วงของการเจรจาต่อรอง อาจส่งผลกระทบต่อ Sentiment การลงทุน และทำให้เกิดความผันผวนของเงินทุนเคลื่อนย้ายอยู่บ้าง แต่ก็เป็นจังหวะในการเข้าลงทุนในสินทรัพย์ที่มีปัจจัยพื้นฐานดี (ซึ่งรวมถึงหุ้นด้วย) ทั้งนี้ตลาดยังมีปัจจัยหนุนจากสภาพคล่องการเงินโลกที่จะสูงขึ้นจากการทำ QE ของหลายประเทศ โดยยูโรโซนจะเริ่มดำเนินการตั้งแต่มี.ค.2558 เป็นต้นไป

ปัจจัยในประเทศเป็นการเก็งกำไรผลประกอบการและความคืบหน้าของโครงการลงทุนทั้งภาครัฐและเอกชน โดยผลประกอบการปี 2557 จะทยอยรายงานถึงสิ้นเดือนก.พ.2558 โดยจะมีประกาศการจ่ายเงินปันผลด้วย ซึ่งส่วนนี้เป็นปัจจัยกระตุ้นตลาดอย่างหนึ่ง นอกตจากนั้นยังมีโครงการลงทุนที่เริ่มเห็นความคืบหน้ามากขึ้น เช่น โครงการก่อสร้างรถไฟฟ้า, รถไฟทางคู่ และล่าสุดกระทรวงอุตสาหกรรมได้ให้ประทานบัตรกับบริษัท เหมืองโปแตซอาเซียน จ.ชัยภูมิแล้ว

เรายังคงให้น้ำหนักการลงทุน Overweight กับกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนและโรงกลั่น โดยกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนที่น่าสนใจ ได้แก่ กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง, วัสดุก่อสร้าง, แบงก์ใหญ่, ขนส่ง และสื่อสาร ส่วนกลุ่มโรงกลั่นนั้น เราปรับเพิ่มมุมมองที่เป็นบวกมากขึ้น เนื่องจากคาดว่าธุรกิจจะมี Core Profit ที่ดีขึ้นในปี 2558 ซึ่งมาจากการอ่อนตัวของราคาน้ำมันดิบ
หุ้นแนะนำสัปดาห์นี้เป็น TOP และ TRC

TOP : ราคาน้ำมันลดทำให้ต้นทุนการผลิตต่ำลง โดยมูลค่าส่วนสูญเสียในการกลั่น (Fuel loss) ซึ่งปกติอยู่ที่ 3% จะลดลงตามราคาน้ำมันดิบ เมื่อเทียบราคาน้ำมันดิบเฉลี่ย 99 US$/bbl ในปี 2557 กับสมมติฐานราคาน้ำมันเฉลี่ยในปี 2558 ที่ 70 US$/bbl เราพบว่าจะประหยัดได้ 0.9 US$/bbl นอกจากนั้นอุปสงค์ที่อ่อนแอทำให้ค่า Crude Premium ต่ำลงจาก 3-5 US$/bbl เป็น 1.0 US$/bbl ซึ่งทั้งสองส่วนนี้จะช่วยให้กำไรปี 2558 ฟื้นตัวเป็นกว่า 9 พันล้านบาท ซึ่งเป็นการฟื้นตัวโดดเด่น และบริษัทจ่ายปันผลดี แนะนำซื้อ ให้ราคาพื้นฐาน 60 บาท ซึ่งอิงกับ P/BV ปี 2558 ที่ 1.3 เท่า คาดการณ์อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลปี 2558 เท่ากับ 3.5%

TRC : การให้ประทานบัตรกับบริษัทเหมืองโปแตซอาเซียนเป็นข่าวดีกับบริษัท เนื่องจาก TRC มีโอกาสสูงที่จะได้รับงานก่อสร้างในโครงการนี้ เพราะเป็นผู้ถือหุ้นอยู่ 4.48% และมีความพร้อมในการก่อสร้าง ทั้งนี้มูลค่างานก่อสร้างอยู่ที่ 3 หมื่นล้านบาท หากบริษัทได้จริงจะทำให้มีมูลค่างานในมือเพิ่มขึ้นก้าวกระโดดจากปัจจุบันที่มีอยู่ 7-8 พันล้านบาท และสิ้นปี 2558 ที่ 1 หมื่นล้านบาท ระยะเวลาก่อสร้างเหมืองอยู่ที่ 3 ปี (ปี 2558-2560) หากให้สมมติฐานอัตรากำไรสุทธิของโครงการก่อสร้างเหมืองโปแตชเท่ากับ 5% พบว่าโครงการนี้จะทำกำไรได้ 1.5 พันล้านบาท หรือคิดเป็น 1.8 บาท/หุ้น TRC แต่เนื่องจากเป็นการทยอยรับรู้รายได้ (ประมาณการไว้ที่ 20%, 40% และ 40% ในปี 2558-2560) ทำให้คาดการณ์ EPS ปี 2558-2559 จะเป็น 0.66 บาท และ 1.03 บาท ตามลำดับ หากให้ P/E เป้าหมาย 15 เท่า จะได้ราคาเหมาะสมปี 2559 ที่ 15.40 บาท เมื่อ Discount มาเป็นปัจจุบันจะอยู่ที่ 13.90 บาท ซึ่งมี Upside จากราคาปิดราว 20%