(รายงาน) "เงินเฟ้อ" ติดลบ กดดันนโยบายการเงิน
ยังเป็นประเด็นถกเถียงกันว่า เศรษฐกิจไทยมี “ความเสี่ยง” เผชิญภาวะ “เงินฝืด” เหมือนที่หลายประเทศทั่วโลกเผชิญกันอยู่หรือไม่ เพราะแม้เวลานี้หลายเสียงจะออกมายืนยันว่า เศรษฐกิจไทยยัง “ห่างไกล” ภาวะดังกล่าว แต่ก็มีไม่น้อยที่มองว่าความเสี่ยงที่ว่านี้ยังมีอยู่มาก
ช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา กระทรวงพาณิชย์ ได้แถลงตัวเลขเงินเฟ้อเดือนม.ค.2558 โดย “เงินเฟ้อทั่วไป” ติดลบ 0.41% ซึ่งเป็นการติดลบครั้งแรกในรอบ 64 เดือน ขณะที่ “เงินเฟ้อพื้นฐาน” ขยายตัวเล็กน้อยที่ 1.6%
นักเศรษฐศาสตร์ฝั่งที่มองว่า เศรษฐกิจไทยห่างไกลภาวะ “เงินฝืด” อธิบายเหตุผลการติดลบของ “เงินเฟ้อทั่วไป” ว่า เป็นผลจากราคา “น้ำมัน” ที่ลดลง ซึ่งเกิดจาก “อุปทาน” น้ำมันตลาดโลกที่เพิ่มขึ้น ไม่ได้เกิดจากฝั่ง “อุปสงค์” ที่ลดลง เพราะถ้าไปดู “เงินเฟ้อพื้นฐาน” ที่ไม่รวมราคาน้ำมันกับอาหารสดแล้ว ยังขยายตัว 1.6% สะท้อนว่าอุปสงค์ยังมี ภาวะนี้จึงไม่เรียกว่า “เงินฝืด”
ขณะที่ นักเศรษฐศาสตร์ อีกกลุ่มตั้งข้อสังเกตว่า แม้เวลานี้เศรษฐกิจไทยยังไม่ใช่ภาวะ “เงินฝืด” แต่อนาคตไม่แน่ ..เพราะถ้า “เงินเฟ้อทั่วไป” ยัง “ติดลบ” ต่อเนื่อง อาจส่งผลทางจิตวิทยา ทำให้คนเริ่มคาดการณ์เงินเฟ้อที่ลดลง ส่งผลต่อการจับจ่ายใช้สอยที่อาจชะลอลงตามด้วย ซึ่งจะมีผลต่อเนื่องไปยังภาคการลงทุน ถึงตอนนั้นภาวะ “เงินฝืด” จะเริ่มปรากฏให้เห็นชัดเจนขึ้น
ก่อนหน้านี้ไม่นาน “เครดิตสวิส กรุ๊ป เอจี” ออกมาระบุว่า เศรษฐกิจไทยได้เผชิญกับ “ภาวะเงินฝืดทางเทคนิค” แล้ว พร้อมกับคาดการณ์ว่า เงินเฟ้อทั่วไปจะลดลงต่อเนื่องไปอีกระยะ และแม้เศรษฐกิจไทยยังไม่เผชิญกับภาวะ “ราคาสินค้า” และ “ค่าจ้างแรงงาน” ที่ต่ำลง แต่ความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะเงินฝืดเริ่มปรากฏให้เห็นชัดเจนขึ้น
ขณะที่ “ทนง พิทยะ” อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้ความเห็นว่า เศรษฐกิจไทยมีลักษณะคล้ายกับเศรษฐกิจโลก คือ เป็นสถานการณ์ที่ใกล้เคียงภาวะเงินฝืด พร้อมอธิบายถึงความหมายของคำว่า “ใกล้ภาวะเงินฝืด” คือ ภาวะที่เงินเฟ้อเริ่มใกล้ 0% หรือบางประเทศ เช่น ไทยที่เงินเฟ้อเริ่มติดลบแล้ว ดังนั้นนโยบายการเงินควรเข้าดูแล โดยการ “ลดดอกเบี้ย” นโยบายลง
เรื่องนี้ “สมประวิณ มันประเสริฐ” อาจารย์ประจำ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มองว่า เศรษฐกิจไทยมีความเสี่ยงเผชิญภาวะเงินฝืดได้ จึงไม่ควรชะล่าใจ ซึ่งความเสี่ยงที่ว่านี้ มาจากการคาดการณ์ของประชาชน
“แม้ตอนนี้ความเสี่ยงที่ว่าจะยังไม่เกิด แต่หากคนคาดว่า ค่าของเงินจะลดลงเรื่อยๆ การปรับตัวก็จะเกิดขึ้น แบบนี้อุปสงค์ก็อาจลดลงได้เช่นกัน”
นอกจากนี้ถ้าดูรายงานของทาง ธปท. จะพบว่า การคาดการณ์เงินเฟ้อเริ่มปรับลดลงต่อเนื่อง เราจึงต้องติดตามดูตัวเลขเหล่านี้อย่างใกล้ชิด หากเกิดลักษณะแบบนี้ไปเรื่อยๆ ก็มีความเสี่ยงที่อุปสงค์ของผู้บริโภคจะลดลง คนอาจชะลอการใช้จ่ายเพื่อรอซื้อสินค้าที่จะถูกลงในอนาคต ถ้าเป็นเช่นนั้นภาวะเงินฝืดก็จะเกิดขึ้นทันที
สมประวิณ มองว่า นโยบายการเงินควรตอบสนองก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์แบบนั้น เขามองว่าในภาวะที่สภาพการณ์เศรษฐกิจเริ่มเปลี่ยนไป นโยบายการเงินก็ควรต้องมีการทบทวนเช่นกัน
“แน่นอนว่าโอกาสเกิดภาวะเงินฝืดมีความเป็นไปได้จากอุปสงค์ที่ลดลง และดอกเบี้ยแท้จริงเวลานี้ก็ยิ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ นัยต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจจึงน้อยตาม เรื่องนี้มีความสำคัญอยู่เช่นกัน”
ส่วนประเด็นที่มองกันว่า เงินเฟ้อทั่วไปที่ต่ำลง เป็นผลจากราคาน้ำมัน ซึ่งเกิดจากอุปทานของน้ำมันที่เพิ่มขึ้น แต่ในความเห็นของ “สมประวิณ” มองว่า อุปสงค์ในส่วนของน้ำมันก็ลดลงด้วยเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม “ประสาร ไตรรัตน์วรกุล” ผู้ว่าการธปท. ยืนยันว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันยังเป็นเพียงแค่ภาวะ “เงินเฟ้อต่ำ” หรือ Low Inflation ซึ่งมีคนนำมาประดิษฐ์คำใหม่เรียกว่า Lowflation และการที่คนนำคำเหล่านี้มาประดิษฐขึ้น ก็คงเพราะประสบปัญหาว่า มีคนเข้าใจผิดคิดว่าเป็นสถานการณ์ Deflation หรือ ภาวะเงินฝืด
ประสาร บอกว่า ภาวะเงินฝืดจะเกิดขึ้นเมื่อคนคาดการณ์ว่าราคาสินค้าจะปรับลง คือ ถ้าไม่ซื้อวันนี้แล้วรอไปซื้อวันข้างหน้าจะได้ของที่ถูกกว่า ทำให้การบริโภคชะลอลง ขณะที่การลงทุนก็ชะลอตาม เพราะผู้ผลิตมองว่าผลิตสินค้าไปก็ต้องขายลดราคาจึงไม่อยากลงทุน ค่าจ้างแรงงานก็ถูกตาม แต่สถานการณ์ที่เกิดกับประเทศไทย ณ เวลานี้ ไม่ได้เป็นเช่นนั้น และเศรษฐกิจไทยก็ไม่ได้หดตัว
“เราพูดถึงตัวเลขเศรษฐกิจปีนี้โต 4% และไอเอ็มเอฟ(กองทุนการเงินระหว่างประเทศ) มองโต 3.5% ไม่ว่าจะ 3.5% หรือ 4% ก็เป็นตัวเลขที่ไม่ได้หดตัว ถ้าดูราคาสินค้าก็ไม่ได้ปรับลดลง แถมมีบางหน่วยงานออกมาขอร้องผู้ประกอบการไม่ให้ปรับราคาสินค้าขึ้น ราคาค่าจ้างก็ไม่ได้ลด ยังมีข่าวว่าจะปรับขึ้นเงินเดือนข้าราชการด้วย จึงไม่น่าจะใช่ภาวะเงินฝืด”
ส่วนเงินเฟ้อทั่วไปที่ติดลบ ประสาร ยืนยันว่า เป็นผลจากราคาน้ำมัน เพราะถ้าไปดูเงินเฟ้อพื้นฐาน จะเห็นว่ายังขยายตัวในระดับ 1.6% สะท้อนถึงอุปสงค์ที่ยังมีอยู่ ดังนั้นในภาวะที่เศรษฐกิจขยายตัวแบบค่อยเป็นค่อยไป นโยบายการเงินจึงเพียงพอต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน
ทั้งหมดนี้ยังเป็นเพียง “ข้อถกเถียง” และ “หลักคิด” ของนักเศรษฐศาสตร์แต่ละคน ยังคงต้องรอการพิสูจน์จากตัวเลขจริงอีกครั้ง เพียงแต่เวลานี้ หลายคนแอบหวั่นใจว่า ถึงตอนนั้น “นโยบายการเงิน” จะตอบสนองช้าเกินไปหรือไม่









