วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

LHBANK - ถือ

คาดกำไรสุทธิปี58 เติบโต 14% จากปี 57

ประเด็นสำคัญในการลงทุน :

- คาดกำไรสุทธิปี58 เติบโต 14% จากปี 57 : กำไรสุทธิปี 57 อยู่ที่ 1.2 พันล้านบาทเติบโต 35% จากปี 56 การเติบโตของสินเชื่อจะชะลอตัวเหลือ 11.6% จากอัตรา 20% ในปีก่อนหน้า ผู้บริหารตั้งเป้าการเติบโตของสินเชื่อในอีก 3 ปีข้างหน้าที่ระดับ 10-15% จากฐานสินเชื่อที่เพิ่มมากขึ้น ฝ่ายวิจัยใช้สมมติฐานอัตราการเติบโตของสินเชื่อที่ระดับ 15% และคาดอัตราการเติบโตของรายได้จากการดำเนินงานราว 21% จากการทำธุรกรรมธนาคารพาณิชย์ที่เต็มรูปแบบมากขึ้นตามแผนการปรับเปลี่ยนระบบสู่การเป็นธนาคารดิจิตอล อัตราการเติบโตของค่าเผื่อสำรองหนี้สูญที่ 35% เท่ากับปีที่ผ่านมา ดังนั้น ประมาณการกำไรสุทธิปี 58 คาดว่าจะเติบโตราว 14% จากปี 57 เป็น 1.37 พันล้านบาท

- คุณภาพสินทรัพย์อยู่ในระดับดี : สินเชื่อส่วนใหญ่จะเป็นสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยในกลุ่ม (ลูกค้าของ LH และ QH) คิดเป็น 85% ของพอร์ทสินเชื่อรายย่อย ซึ่งมีคุณภาพดีและมีความเสี่ยงต่ำกว่าสินเชื่อรายย่อยประเภทอื่น แต่มีการแข่งขันกันสูง ทำให้มีแผนในการเพิ่มสัดส่วนสินเชื่อ SME และสินเชื่อธุรกิจให้มากขึ้นโดยจะปล่อยสินเชื่อในกลุ่มที่มีคุณภาพสูงในธุรกิจโลจิสติกส์และการขนส่งเพื่อรองรับการเข้าสู่ AEC ธุรกิจการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร และธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อที่อยู่อาศัยและการพาณิชย์ ส่วนสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่จะปล่อยกู้ในลักษณะร่วมปล่อยกู้กับธนาคารอื่น ปลายปี 57 มีสัดส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพต่อสินเชื่อรวม (% Gross NPL Ratio) อยู่ที่ 1.98% เพิ่มขึ้นจาก 1.89% ณ ปลายปี 56 แต่ยังต่ำกว่ากลุ่มที่อยู่ที่ 2.34% โดยมีอัตราส่วนสำรองหนี้สูญต่อ NPL (Coverage Ratio) อยู่ที่ 90.6% เพิ่มขึ้นต่อเนื่องจาก 76% และ 60.5% ณ ปลายปี 56 และ ปี 55 ตามลำดับ ทั้งนี้ ผู้บริหารมีแผนทยอยตั้งสำรองหนี้สูญเพิ่มหากมีกำไรส่วนเกินซึ่งคาดจะเห็น Coverage Ratioไต่ระดับสู่ 100%ในอนาคต 

- ดีลการเจรจากับพันธมิตรยังไม่ได้ข้อสรุป : ผู้บริหารยอมรับว่ามีการคุยกับพันธมิตร 2-3 รายแต่ยังไม่ได้ข้อสรุป โดยไม่ใช่พันธมิตรด้านการเงินแต่เป็นพันธมิตรที่มีธุรกิจเอื้อต่อกัน ทั้งนี้ผู้ถือหุ้นใหญ่ไม่มีนโยบายลดสัดส่วนการถือหุ้นและพันธมิตรใหม่น่าจะมีสัดส่วนถือหุ้นไม่เกิน 10% จึงคาดว่าจะเป็นการออกหุ้นใหม่จัดสรรแบบเฉพาะเจาะจง (PP) ซึ่งจะมีผลกระทบในเรื่อง dilution effect จากจำนวนหุ้นที่เพิ่มขึ้น

- ปรับคำแนะนำจาก “ซื้อเก็งกำไร”เป็น “ถือ” ราคาเหมาะสม 2.05 บาท : การเติบโตของสินเชื่อในอัตราสูงในระยะ 2-3 ปีที่ผ่านมา (CAGR 28%) ทำให้ฐานเงินทุนลดลงเร็ว อย่างไรก็ดี ธนาคารมีแผนจะออกหุ้นกู้ด้อยสิทธิ์ 3,000-5,000 ล้านบาทราว 2Q58เพื่อรักษาฐานทุน ปลายปี 57 มีสัดส่วนเงินกองทุนทั้งสิ้น 12.41% และมีสัดส่วนเงินกองทุนชั้นที่ 1 (Tier I) เท่ากับ 11.32% ราคาเหมาะสมซึ่งอิง P/BV ที่ระดับ 1.5 เท่าและ Ke ที่ 6.5% อยู่ที่ 2.05 บาทใกล้เคียงกับราคาปิดล่าสุด ฝ่ายวิจัยจึงปรับคำแนะนำจาก “ซื้อเก็งกำไร” เป็น “ถือ”