วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม 2569

Login
Login

วิเคราะห์สถานการณ์ราคาน้ำมัน

ราคาน้ำมันดิบลด หลังตลาดกังวลสต็อกน้ำมันดิบสหรัฐ พุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์




- ราคาน้ำมันดิบปรับลดลงต่อ หลังสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานของสหรัฐ (EIA) รายงานว่าปริมาณน้ำมันดิบคงคลังของสหรัฐ ประจำสัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 6 ก.พ. 58 แตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในรอบ 80 ปี โดยปรับเพิ่มขึ้น 4.9 ล้านบาร์เรล มาอยู่ที่ระดับ 417.9 ล้านบาร์เรล ซึ่งมากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเพียง 3.7 ล้านบาร์เรล สำหรับปริมาณน้ำมันดิบคงคลัง ณ จุดส่งมอบคุชชิ่ง โอกลาโฮมา เพิ่มขึ้น 1.2 ล้านบาร์เรล ด้านปริมาณน้ำมันเบนซินคงคลังสหรัฐ เพิ่มขึ้น 2.0 ล้านบาร์เรล สู่ระดับ 242.6 ล้านบาร์เรล โดยมากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเพียง 200,000 บาร์เรล

- นักวิเคราะห์ออกมาแสดงความคิดเห็นว่าราคาน้ำมันดิบที่ปรับเพิ่มขึ้นก่อนหน้านี้เป็นเพียงการเข้ามาซื้อน้ำมันดิบเพื่อทำกำไรระยะสั้นเท่านั้น และคาดว่าราคาน้ำมันดิบในสัปดาห์ถัดไปจะลดลงมากกว่าที่ได้ปรับเพิ่มขึ้นเมื่อก่อนหน้านี้ เนื่องจากปริมาณน้ำมันดิบคงคลังสหรัฐ ที่ปรับเพิ่มขึ้นสูงมาก ส่งผลให้ตลาดกังวลเกี่ยวกับอุปทานที่ล้นตลาดมากถึง 2 ล้านบาร์เรล จะยังไม่สามารถหาทางระบายออกไปได้

- ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์ก ปิดลบเมื่อคืนนี้ (11 ก.พ.) เนื่องจากนักลงทุนชะลอการซื้อขาย และจับตาดูการประชุมฉุกเฉินระหว่างกรีซ และกลุ่มเจ้าหนี้ยุโรป เพื่อเจรจาคลี่คลายวิกฤติหนี้ของกรีซ โดยคาดว่ารัฐมนตรีคลังกรีซจะยื่นข้อเสนอให้มีการทำข้อตกลงชั่วคราวเพื่อซื้อเวลาการใช้หนี้ อย่างไรก็ดีมีแนวโน้มว่าการประชุมครั้งนี้จะยังไม่มีความคืบหน้า โดยผู้นำของสหภาพยุโรป (อียู) จะจัดการประชุมในเรื่องดังกล่าวในวันนี้ (12 ก.พ.) และรมว.คลัง กลุ่มยุโรปจะประชุมอีกครั้งในวันจันทร์หน้า ซึ่งคาดว่าอาจมีการบรรลุข้อตกลงแก้ไขปัญหาหนี้ระยะสั้นสำหรับกรีซ ก่อนที่มาตรการช่วยเหลือทางการเงินต่อกรีซฉบับปัจจุบันของสหภาพยุโรปจะหมดอายุในวันที่ 28 ก.พ. นี้

+ รัฐมนตรีของสหภาพยุโรป (อียู) ประกาศชะลอการใช้มาตรการคว่ำบาตรครั้งใหม่ต่อบุคคล และบริษัทหลายแห่งในรัสเซีย และยูเครนตะวันออก หลังจากที่ฝรั่งเศส และเยอรมนี เสนอแผนจัดการเจรจาเพื่อสันติภาพในวันนี้ (12 ก.พ.) โดยมีผู้นำของรัสเซีย ยูเครน ฝรั่งเศส และเยอรมนี เข้าร่วมประชุม ซึ่งหากการเจรจาเป็นไปด้วยดี อียูอาจยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรดังกล่าว และอาจส่งผลให้เศรษฐกิจรัสเซีย และยูเครนกลับมาฟื้นตัวได้บ้าง หลังล่าสุดค่าเงินของยูเครนร่วงลงถึง 30% เมื่อเทียบสกุลดอลลาร์สหรัฐ หลังจากธนาคารกลางประกาศใช้ระบบลอยตัวค่าเงิน

ราคาน้ำมันดีเซล ปรับลดลงน้อยกว่าราคาน้ำมันดิบดูไบ หลังมีอุปสงค์จากเวียดนาม แอฟริกาใต้ และศรีลังกา นอกจากนี้ตลาดยังได้รับแรงสนับสนุนจากการที่ตะวันออกกลาง และอินเดีย มีโอกาสในการส่งออกน้ำมันดีเซลไปยังยุโรป ช่วยลดปริมาณอุปทานที่ล้นตลาดอยู่ในขณะนี้

ราคาน้ำมันเบนซิน ปรับลดลงมากกว่าราคาน้ำมันดิบดูไบ เนื่องจากอุปสงค์จากประเทศผู้นำเข้าน้ำมันเบนซินรายใหญ่ในภูมิภาคอย่างอินโดนีเซียยังคงซบเซา ประกอบกับโรงกลั่นในจีนเพิ่มกำลังการผลิตเพื่อเตรียมตัวก่อนเข้าเทศกาลตรุษจีน ส่งผลให้อุปทานเพิ่มขึ้น

ทิศทางราคาน้ำมันดิบ

ไทยออยล์คาดราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสในสัปดาห์นี้ จะเคลื่อนไหวที่กรอบ 48-53 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ส่วนน้ำมันดิบเบรนท์เคลื่อนไหวในกรอบ 54-59 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล

ปัจจัยที่น่าจับตามอง

- บริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ ได้แก่ บีพี และเชฟรอน รวมถึงบริษัทน้ำมันอื่นๆ เริ่มปรับลดงบประมาณการลงทุนในปีนี้ เพื่อรับมือกับภาวะราคาน้ำมันตกต่ำ อย่างไรก็ตาม ต้องติดตามว่าจะมีการชะลอการลงทุนเพิ่มเติมหรือไม่ ซึ่งอาจเป็นปัจจัยที่ส่งผลให้อุปทานส่วนเกินของน้ำมันดิบลดลง และหนุนให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้นได้

- จับตาเศรษฐกิจของยูโรโซน ซึ่งกรีซกำลังเผชิญกับแรงกดดันอีกครั้ง หลังจากธนาคารกลางยุโรป (ECB) ยืนยันว่าจะไม่ยอมรับการใช้พันธบัตรรัฐบาลกรีซ มาเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันเงินกู้เพื่อระดมทุนครั้งใหม่ เนื่องจากพันธบัตรของรัฐบาลกรีซอยู่ในระดับ “ขยะ” (junk) ซึ่งอยู่ต่ำกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำของ ECB ซึ่งท่าทีล่าสุดของ ECB ได้สร้างความวิตกกังวลแก่นักลงทุนเกี่ยวกับความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจยูโรโซน ส่งผลให้ค่าเงินยูโรอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ

- ติดตามการประท้วงโดยสหภาพแรงงานของโรงกลั่นน้ำมัน 9 แห่งในสหรัฐ หลังจากการเจรจาด้านแรงงานระหว่างแกนนำสหภาพ และโรงกลั่นน้ำมันยังไม่สามารถหาข้อสรุปได้ ส่งผลให้ไม่สามารถต่อสัญญาจ้างงานฉบับใหม่กับบริษัทน้ำมันได้ โดยสาเหตุมาจากความไม่พอใจ เหตุโรงกลั่นไม่ใส่ใจคุณภาพชีวิตของแรงงาน โดยการประท้วงครั้งนี้ ถือเป็นการหยุดงานประท้วงของแรงงานโรงกลั่นน้ำมันทั่วประเทศครั้งแรก และใหญ่ที่สุดในรอบ 35 ปี ซึ่งกระทบต่อกำลังการกลั่นน้ำมันของสหรัฐถึงร้อยละ 10 และส่งผลให้ปริมาณน้ำมันดิบคงคลังสูงขึ้น




ที่มา : บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน)

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร.02-797-2999