ธปท.ลั่นพร้อมงัดทุกเครื่องมือดูแลเงินบาท รับปากไม่ทำให้เป็นอุปสรรคสำคัญส่งออกไทย แต่เครื่องมือมีข้อจำกัด
ด้านสภาหอการค้าฯ ชมดูแลค่าเงินบาทได้ดี เสนอช่วยเพิ่มสาขาแบงก์แนวชายแดนหนุนการค้า ขณะ“ทนง”เตือนเศรษฐกิจไทยเข้าใกล้ภาวะเงินฝืด เหตุอัตราเงินเฟ้อต่ำ แนะธปท.ปรับนโยบาย อัดฉีดเงินเข้าระบบ-ลดดอกเบี้ยหนุนบาทอ่อนช่วยภาคส่งออก
วานนี้ (11 ก.พ.) สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ได้เข้าพบผู้บริหารของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพื่อปรึกษา พร้อมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นที่มีต่ออัตราแลกเปลี่ยนของไทย หลังจากช่วงที่ผ่านมา เงินบาทไทยแข็งค่าต่อเนื่องเมื่อเทียบกับประเทศคู่ค้าและคู่แข่งกัน ทำให้ผู้ประกอบการมองว่าสูญเสียความสามารถการแข่งขันในด้านราคาและกระทบต่อภาคส่งออก
การหารือในครั้งนี้ มีการพูดคุยใน 3 ประเด็นหลัก คือ 1.เรื่องอัตราแลกเปลี่ยน 2.การสนับสนุนให้ใช้สกุลเงินท้องถิ่นในการซื้อขายระหว่างกัน แทนการใช้สกุลเงินของประเทศที่สาม และ 3.การส่งออกไปยังบางประเทศที่ถูกแซงชั่นโดยประเทศอุตสาหกรรมหลัก เพื่อเปิดตลาดการส่งออกใหม่ๆ เพิ่มเติม
นางผ่องเพ็ญ เรืองวีรยุทธ รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพการเงิน ธปท. กล่าวว่า การหารือในครั้งนี้ถือเป็นการแลกเปลี่ยนความเห็นตามปกติ ซึ่ง ธปท. ยืนยันว่าจะดำเนินการทุกวิถีทางภายใต้เครื่องมือที่มี เพื่อดูแลไม่ให้อัตราแลกเปลี่ยนเป็นอุปสรรคสำคัญของภาคส่งออก
อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่เกิดขึ้นกับอัตราแลกเปลี่ยนในปัจจุบัน เป็นผลจากเศรษฐกิจของแต่ละประเทศที่มีความแตกต่างกัน ทำให้มีการดำเนินนโยบายการเงินของแต่ละประเทศแตกต่างกันด้วย ตรงนี้จึงส่งผลกระทบต่ออัตราแลกเปลี่ยน ดังนั้นเครื่องมือที่ ธปท. มีอยู่ จึงมีข้อจำกัดซึ่งเรื่องนี้สภาหอการค้าฯ ก็เข้าใจถึงปัญหาดังกล่าวดี
“เราเองก็เห็นใจเขา แต่ทางเราก็พยายามทำความเข้าใจว่า สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นผลจากอะไร ซึ่งมันเป็นผลจากสภาพเศรษฐกิจการเงินของแต่ละประเทศที่แตกต่างกัน ดังนั้นสภาพเศรษฐกิจที่ต่างกันก็ย่อมสะท้อนผ่านอัตราแลกเปลี่ยน”
นางผ่องเพ็ญ กล่าวว่า ธปท.ได้ทำความเข้าใจในประเด็นเหล่านี้กับทางสภาหอการค้าฯ และทางสภาหอการค้าฯ ก็มีความเข้าใจที่ตรงกัน โดยได้ขอให้ ธปท. ช่วยดูแลอัตราแลกเปลี่ยนไม่ให้เป็นอุปสรรคต่อภาคการส่งออก ซึ่งทางธปท.ก็รับปากว่าจะพยายามดูแลไม่ให้เป็นอุปสรรคที่สำคัญ โดยหากเป็นว่าค่าเงินมีการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วเกินไป ก็พร้อมเข้าไปดูแล
ชี้ไม่จำเป็นต้องออกมาตรการเพิ่ม
ส่วนคำถามที่ว่าธปท.จำเป็นต้องมีมาตรการอะไรพิเศษเพื่อดูแลอัตราแลกเปลี่ยนหรือไม่นั้น นางผ่องเพ็ญ กล่าวว่า ถ้าดูการเคลื่อนไหวของเงินทุนเคลื่อนย้ายในขณะนี้ ยังไม่เห็นทิศทางที่รุนแรง ซึ่งจริงๆ แล้ว ค่าเงินบาทไทยถือว่ามีเสถียรภาพมากเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์ โดยมีค่าความผันผวนเพียง 3% ลดลงจากหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งอยู่ที่ 5-6% ดังนั้นจึงไม่มีความจำเป็นต้องมีมาตรการเพิ่มเติมใดๆ ออกมา
“เงินบาทเรามีเสถียรภาพค่อนข้างมาก แต่เป็นสกุลเงินของประเทศคู่ค้าคู่แข่งมากกว่าที่เปลี่ยนแปลง เช่น เงินเยน วันนี้เราเห็น 119-120 เยนต่อดอลลาร์ ทำให้อัตราแลกเปลี่ยนจากที่เคยอยู่ 32 บาทต่อ 100 เยน มาอยู่ที่ 27-28 บาทต่อ 100 เยน เรื่องแบบนี้ถามว่าเราทำอะไรมากได้หรือไม่ ถึงบอกว่าเครื่องมือที่เรามีอยู่ ก็มีข้อจำกัดอยู่บ้าง”นางผ่องเพ็ญกล่าว
วอนทุกฝ่ายปรับตัวรับเปลี่ยนแปลง
นางผ่องเพ็ญ กล่าวด้วยว่า อยากฝากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องไม่เฉพาะ ธปท. เท่านั้น แต่หมายรวมถึงผู้ประกอบการภาคเอกชน ต้องเตรียมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงทั้งที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ได้เกิดมาแล้วระยะหนึ่ง และยังมีโอกาสที่จะเกิดต่อไปอีกระยะเวลาหนึ่ง เพื่อที่ทุกฝ่ายจะสามารถผ่านพ้นปัญหาเหล่านี้ไปได้
ส่วนข้อเสนอที่ให้ใช้สกุลเงินท้องถิ่นในการซื้อขายแลกเปลี่ยนระหว่างกันนั้น ที่ผ่านมา ธปท. พยายามทำเรื่องนี้มาโดยตลอด เพียงแต่เรื่องนี้ต้องขึ้นกับประเทศคู่ค้าด้วยว่ามีความเห็นอย่างไร
สำหรับแผนการกระจายตลาดส่งออกไปยังประเทศใหม่ๆ โดยเฉพาะประเทศที่ถูกแซงชั่นจากประเทศอุตสาหกรรมหลักในขณะนี้นั้น เรื่องนี้ถือเป็นโอกาสหนึ่ง เพียงแต่ต้องขึ้นกับนโยบายระดับประเทศด้วยว่า ภาครัฐมีความเห็นอย่างไร
อย่างไรก็ตามระหว่างนี้ผู้ประกอบการไทย รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถเตรียมความพร้อมไว้ก่อนได้ เพราะประเทศที่ถูกแซงชั่นในขณะนี้ก็มีโอกาสที่จะถูกลดระดับหรือยกเลิกการแซงชั่นได้ในอนาคต ถ้าเราเตรียมความพร้อมไว้ตั้งแต่ตอนนี้ ถึงตอนนั้นก็สามารถบุกเบิกตลาดเขาได้ทันที
หอการค้าขอเปิดสาขาแบงก์ชายแดนเพิ่ม
นายอิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวภายหลังหารือกับ ธปท. ว่า การผ่อนคลายนโยบายการเงินของหลายประเทศ ส่งผลให้สกุลเงินประเทศนั้นๆ อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเงินบาท เช่น กลุ่มประเทศยุโรป และ ญี่ปุ่น ที่ค่าเงินอ่อนลงราว 10% ประกอบกับบางประเทศซึ่งเผชิญปัญหาราคาน้ำมันที่ต่ำลง ก็มีผลต่อค่าเงินด้วย เช่น กรณีของมาเลเซียที่สกุลเงินริงกิตอ่อนลงราว 8%
นอกจากนี้ราคาน้ำมันที่ปรับลง ยังมีผลต่อราคาสินค้าเกษตรที่ปรับลดลง ทำให้มูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรลดลง กระทบต่อผู้ประกอบการส่งออกสินค้าที่ต้องปรับลดราคาลงตาม ทั้งยังเผชิญกับค่าเงินที่แข็งค่าขึ้นด้วย ตรงนี้ทำให้ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทยต้องนำข้อมูลมาให้ ธปท.วิเคราะห์และดูแลระยะยาว
ชมธปท.ดูแลค่าบาทเหมาะสม
อย่างไรก็ตาม ช่วงที่ผ่านมายอมรับว่า ธปท.สามารถดูแลอัตราแลกเปลี่ยนและเสถียรภาพทางการเงินได้อย่างเหมาะสม เพียงแต่อยากเสนอเพิ่มเติมให้ ธปท. เข้าไปดูแลในส่วนของการค้าขายแนวชายแดน อาเซียนหรือเพื่อนบ้าน เพื่อเพิ่มการส่งออก โดยสนับสนุนให้ใช้เงินสกุลคู่ค้า (Local Currency) ให้มีความสะดวกต่อการค้ามากขึ้น
นอกจากนี้ ยังต้องการให้ ธปท.สนับสนุนให้ธนาคารพาณิชย์จัดตั้งสาขาตามแนวชายแดนติดเขตประเทศเพื่อนบ้าน เพราะการค้าขายหากต้องนำเงินสดข้ามประเทศไปครั้งละมากๆ คงไม่ค่อยสะดวกนัก ซึ่งถ้ามีสาขาธนาคารพาณิชย์ตามแนวชายแดนแต่ละประเทศ ก็จะช่วยได้อย่างมาก
นายอิสระ กล่าวด้วยว่า ในอนาคต หากผู้ส่งออกบุกเบิกตลาดใหม่ไปยังรัสเซียหรืออิหร่าน มากขึ้น ก็อยากให้ธนาคารพาณิชย์เข้ามามีบทบาท มีความร่วมมือระหว่างประเทศมากขึ้น เพราะปัจจุบันยังไม่มีสถาบันการเงินรายใดเข้าไปดำเนินกิจการ เพื่อสนับสนุนการทำธุรกิจของผู้ประกอบการซึ่งเรื่องนี้ก็ได้นำเขาหารือกับทาง ธปท. ด้วย
หวังวางโครงสร้างส่งออกระยะยาว
ด้านนายวิชัย อัศรัสกร รองประธานกรรมการหอการค้าไทยและโฆษกหอการค้าไทย กล่าวว่า การหารือครั้งนี้เป็นการแจ้งให้ ธปท.รับทราบถึงปัญหาที่เกิดขึ้นและนำข้อมูลไปวางโครงสร้างอัตราแลกเปลี่ยนระยะยาว ซึ่งที่ผ่านมาถือว่า ธปท.ดูแลอัตราแลกเปลี่ยนระยะสั้นได้ดีอยู่แล้ว ไม่พบการเก็งกำไรหรือเกิดปัญหาวิกฤติแต่อย่างใด
“เรื่องค่าเงินบาทผมคิดว่าแบงก์ชาติดูแลเหมาะสมอยู่แล้ว เพียงแต่ในสถานการณ์ที่เศรษฐกิจประเทศคู่ค้ามีปัญหา ทำให้ค่าเงินเขาอ่อนลงเมื่อเทียบกับเรา เราจะแก้ปัญหาอย่างไร เรื่องอัตราแลกเปลี่ยนไม่ใช่ปัญหาเดียว แต่เราต้องมาดูร่วมกันว่า เราจะปรับตัวได้อย่างไร รัฐบาลจะสนับสนุนอย่างไร หรือจะหาตลาดใหม่ๆ เพิ่มอย่างไร เป็นการคุยเพื่อวางโครงสร้างระยะยาว”
“ทนง”เตือนใกล้เงินฝืดเสนออัดฉีดเงิน
นายทนง พิทยะ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวในงานเสวนาเรื่อง “ส่องเศรษฐกิจ จัดทัพธุรกิจ พิชิตอาเซียน” จัดโดยคลื่นข่าว FM 100.5 NEWS NETWORK ของ อสมท. ว่า ปัจจุบันเศรษฐกิจโลกยังเผชิญปัญหาในสหภาพยุโรป (อียู) โดยเฉพาะประเทศกรีซยังคงประสบปัญหาทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรง สิ่งที่เกิดขึ้นชัดเจนกับโลกคือ เกิดภาวะใกล้เงินฝืดและเงินฝืดในบางประเทศ ขณะที่สหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่นเศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัวดีนัก
"คำว่าใกล้เงินฝืดคือ อัตราเงินเฟ้อเริ่มใกล้ 0% หรือบางประเทศอัตราเงินเฟ้อติดลบ เหมือนกับประเทศไทย อัตราเงินเฟ้อ 1% ได้บอกกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ไปว่า ควรเปลี่ยนนโยบายการเงินหันไปอัดฉีดปริมาณเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจให้มากขึ้น"
นายทนง ยังกล่าวว่า เมื่อเศรษฐกิจโลกยังชะลอตัว ดังนั้นไทยจึงไม่ควรคาดหวังรายได้จากการส่งออก ว่าจะเติบโตสูงเหมือนในอดีตที่ 5-10%
"อย่าไปหวังการส่งออกจะขึ้นเยอะ ราว 5% ก็ดีแล้ว"
แนะ"ลดดอกเบี้ย"หนุนบาทอ่อน
อดีตรมว.คลัง ยังกล่าวอีกว่าปัญหาเศรษฐกิจไทยที่โตช้า เพราะติดกับดักช่องว่างรายได้ จะเห็นว่าธุรกิจในเมืองเติบโตแต่ในชนบทไม่เติบโต ราคาข้าวและยางตกต่ำ ก็ทำให้อำนาจการบริโภคของชนบทหายไป แต่ธุรกิจในเมืองกลับเติบโตอย่างไม่จำกัด
ดังนั้นจะต้องทำให้คนมีรายได้น้อยมีรายได้มากขึ้นและทำให้คนมีรายได้สูงให้สูงขึ้น ซึ่งทำได้ยาก เพราะด้วยนโยบายเศรษฐกิจการคลังมีข้อจำกัดสูงมาก ขณะที่อัตราดอกเบี้ยของไทยถือว่าต่ำมาก แต่ก็ควรจะปรับลงอีก ไม่เช่นนั้นจะทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่ากว่าที่ควรจะเป็น ยิ่งจะทำให้การค้ายากขึ้น
นอกจากนี้ จะต้องหาทางทำให้เกษตรและชาวนาที่มีสัดส่วน 40% ของคนไทยทั้งหมดให้มีรายได้เพิ่มขึ้นอีก 1 เท่าตัว โดยเปลี่ยนกลยุทธ์ด้วยการลดจำนวนประชากรที่อยู่ในภาคการเกษตรลง ให้อยู่ในระดับ 20% ของคนไทยทั้งหมด และอีก 20% โยกย้ายไปทำงานภาคบริการ ซึ่งจะทำให้ใน 20% นี้มีรายได้เพิ่มขึ้น 2 เท่าตัว ขณะที่การส่งออกสินค้าเกษตรจะต้องลดลง หันไปเพิ่มมูลค่าให้กับตัวสินค้า
ท่องเที่ยวหนุนขับเคลื่อนศก.
นายสนั่น อังอุบลกุล รองประธานกรรมการหอการค้าไทย คาดว่า ปีนี้เศรษฐกิจไทยจะไม่แย่กว่าปีที่ผ่านมา แต่จะให้ดีแบบก้าวกระโดดคงยาก เนื่องจากอัตราการบริโภคในช่วงเดือน ม.ค.ไม่ดีนัก ขณะที่ความเชื่อมั่นผู้บริโภคยังอยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ
ขณะที่เป้าหมายการส่งออกของไทยปีนี้ อย่างที่หอการค้าไทยและหลายฝ่ายคาดว่าจะขยายตัวในระดับ 3.5% ส่วนภาคการท่องเที่ยวไทยถือว่าขยายตัว ซึ่งโรงแรมต่างๆ มียอดจองห้องพักถึง ก.พ. แล้ว ทำให้มองว่าการท่องเที่ยวจะช่วยขับเคลื่อนทุกภาคส่วน
ส่วนของปัญหาหนี้ครัวเรือนและราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำ ทำให้กำลังซื้อลดลง ประกอบกับราคาน้ำมันที่ลดลง จะกระทบต่อผู้ประกอบการ เพราะจะทำให้ผู้ซื้อไม่กล้าซื้อสินค้าจำนวนมาก เพราะเกรงว่าราคาสินค้าจะปรับลดลงไปอีก








