"ดูเหมือนตลาดน้ำมันโลกกำลังจะเริ่มบทใหม่ในประวัติศาสตร์ ด้วยพลวัตด้านความต้องการที่เปลี่ยนไป"
สถาบันวิจัยตลาดทุน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เผยผลสำรวจความคิดเห็นผู้บริหาร (Montly CEO Srurvey) ในประเด็น "ราคาน้ำมันที่ปรับลดลงและผลกระทบต่อธุรกิจบริษัทจดทะเบียนไทย" มีประเด็นดังนี้
กลุ่มตัวอย่างในการสำรวจ คือ บริษัทจดทะเบียน 39 แห่ง จาก 28 หมวดธุรกิจ มีมาร์เก็ตแคป รวม 19% ของตลาด (ณ สิ้นม.ค.58) แบ่งเป็นบริษัทที่มีรายได้และหรือต้นทุนการผลิตเกี่ยวกับน้ำมัน 14 บริษัท และเป็นบริษัทที่ไม่มีรายได้หรือต้นทุนการผลิตเกี่ยวกับน้ำมันโดยตรง 25 บริษัท
ผลการสำรวจพบว่า ผู้บริหารบริษัทจดทะเบียนส่วนใหญ่ คาดการลดลงของราคาน้ำมันส่งผลบวกต่อกิจการ ทั้งกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับน้ำมัน และกลุ่มที่ไม่เกี่ยวข้อง
ในกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด มีกลุ่มตัวอย่าง 56% ที่มีความคิดเห็นว่าการปรับลงของราคาน้ำมัน จะส่งผลบวกต่อกิจการ 8% คาดว่า จะมีผลบวกอย่างมาก 13% มองประเด็นดังกล่าวว่าไม่น่ากังวล 21% รู้สึกกังวล และ 3% รู้สึกกังวลใจมาก และผลสำรวจเฉพาะกลุ่มที่เกี่ยวข้องน้ำมัน พบว่า 43% คาดว่าน่าจะมีผลบวก 14% คาดว่าจะ มีผลบวกอย่างมาก 36% กังวลใจ และ 7% กังวลใจอย่างมาก
ส่วนผลสำรวจจากกลุ่มที่ไม่เกี่ยวข้องกับน้ำมัน พบว่า 64% คาดว่า จะมีผลบวกอย่างมาก 20% ไม่กังวล และอีก 12% มีความกังวลใจในประเด็นดังกล่าว
ขณะเดียวกัน กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ มองว่า ราคาน้ำมันในปี 2558 จะปรับตัวเพิ่มขึ้น อยู่ที่ 51-60 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ต่อคำถามเกี่ยวกับกลยุทธ์การปรับตัวของกลุ่มบริษัทที่มีรายได้เกี่ยวกับน้ำมัน หรือทรัพยากร พบว่า ผู้บริหารให้ความสำคัญกับการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และแรงงาน มากกว่าการลดการจ้างงาน หรือปรับลดส่วนต่างราคา โดย 63% ของกลุ่มนี้ เลือกใช้เครื่องมือทางการเงินเพื่อป้องกันความเสี่ยง 50% เลือกปรับลดต้นทุนด้านอื่นๆ 25% เลือกปรับลดส่วนต่างราคา
ขณะที่ 38% จากกลุ่มตัวอย่างนี้ เลือกชะลอการลงทุนเพิ่ม และเลือกลงทุนวิจัยและพัฒนาในด้านต่างๆ ส่วนที่เลือกเพิ่ม ประสิทธิภาพกระบวนการผลิตและแรงงาน 25%
สำหรับกลุ่มบริษัทที่มีต้นทุนการผลิตเป็นน้ำมัน ต่อคำถามเรื่องกลยุทธ์การปรับตัวกับปัจจัยราคาน้ำมันลดลง พบว่า 36% เลือกใช้เครื่องมือทางการเงินป้องกันความเสี่ยง 27% เลือกปรับราคาสินค้า 18% เลือกขยายการลงทุน รวมถึงเพิ่มประสิทธิกระบวนการผลิตและแรงงาน และอีก 9% เลือกลงทุนวิจัยและพัฒนาในด้านต่างๆ
ส่วนข้อเสนอแนะต่อการดำเนินนโยบายพลังงานของรัฐบาล กลุ่มตัวอย่างที่มีธุรกิจเกี่ยวข้องกับราคาน้ำมันล้วน ให้ความสำคัญกับแนวทางในการพัฒนาอุตสาหกรรมในภาพรวม และในระยะยาว รวมถึงมุมมองต่อโครงสร้างอุตสาหกรรมในอนาคต โดยได้ให้รายละเอียดใน 2 หัวข้อใหญ่ คือการวางแผนนโยบายพลังงานสำหรับอนาคต และการดูแลและสนับสนุนการเติบโตของอุตสาหกรรมน้ำมันและทรัพยากร
ทั้งนี้ ในหัวข้อการวางแผนนโยบายพลังงานสำหรับอนาคต กลุ่มตัวอย่างที่มีธุรกิจเกี่ยวข้องกับราคาน้ำมัน แนะนำให้รัฐบาลส่งเสริมให้มีการใช้พลังงานทางเลือกหรือพลังงานทดแทนอย่างต่อเนื่องด้วยวิธีที่เหมาะสม, กำหนดโครงสร้างภาษีและ ราคาน้ำมันให้เป็นธรรม เพื่อให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง และส่งเสริมการอนุรักษ์และประหยัดพลังงาน
ส่วนในหัวข้อการดูแลและสนับสนุนการเติบโตของอุตสาหกรรมและทรัพยากร กลุ่มตัวอย่างเดิมได้แนะนำให้รัฐบาลส่งเสริมการกำกับ การสำรวจ การพัฒนาและผลิตปิโตรเลียมในประเทศให้มีความต่อเนื่องและเกิดประโยชน์สูงสุด, พัฒนา ระบบขนส่งมวลชน ระบบราง ระบบท่อ เพื่อลดต้นทุนการขนส่ง, ส่งเสริมให้มีการแข่งขันอย่างเป็นธรรมในการดำเนินธุรกิจปิโตรเลียมในประเทศ อาทิ ลดการผูกขาดของต่างประเทศ ลดผลประโยชน์ของบริษัทในเครือต่างประเทศ เป็นต้น, สนับสนุนบริษัท ในประเทศให้มีความเข้มแข็ง สามารถก้าวสู่เวทีระดับโลก, สนับสนุนให้องค์กรกำกับดูแลสามารถทำหน้าที่ได้อย่างอิสระ และเผยแพร่ข้อมูลอย่างโปร่งใสและถูกต้องให้กับประชาชน
ขณะที่กลุ่มตัวอย่างที่ธุรกิจไม่เกี่ยวข้องน้ำมัน เสนอแนะให้ภาครัฐทบทวนชี้แจงผลที่รัฐจะได้จากการใช้ระบบสัมปทาน หรือระบบแบ่งปันผลประโยชน์, กำหนดราคาน้ำมันให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง สอดคล้องกับราคาในตลาดโลก เป็นไปตามกลไกราคาและมีความโปร่งใส, สนับสนุนและให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบกิจการพลังงานทดแทน (Alternative Energy), รณรงค์ให้ประชาชนและภาคธุรกิจใช้พลังงานอย่างประหยัด ส่งเสริมพลังงานทางเลือก และวางแผนระยะยาวเพื่อความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ
.....
ผู้เชี่ยวชาญชี้ตลาดถึงจุดเปลี่ยน
ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานมีการประเมินแนวโน้มราคาน้ำมันแตกต่างกัน สะท้อนให้เห็นว่าเป็นเรื่องยากที่จะคาดการณ์อนาคตตลาดน้ำมันได้ แต่ที่เห็นตรงกันคือตลาดน้ำมันโลกเริ่มเปลี่ยนไปจากเดิมที่บทบาทสำคัญในตลาดคือกลุ่มโอเปค
สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (ไออีเอ) กล่าวว่าราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกจะฟื้นตัวเพียงระดับหนึ่ง หลังจากดิ่งลง และไม่น่าจะกระตุ้นให้เศรษฐกิจโลกฟื้นตัวมากนัก โดยไออีเอระบุในรายงานคาดหมายระยะ 5 ปีว่าราคาน้ำมันดิบจะฟื้นตัวจากระดับปัจจุบันที่ประมาณบาร์เรลละ 50-55 ดอลลาร์ ไปอยู่ที่ 73 ดอลลาร์ในปี 2563 อันถือเป็นระดับต่ำกว่า 100 ดอลลาร์ที่พุ่งขึ้นไปกลางปีที่แล้วก่อนดิ่งลง
"ดูเหมือนตลาดน้ำมันโลกกำลังจะเริ่มบทใหม่ในประวัติศาสตร์ ด้วยพลวัตด้านความต้องการที่เปลี่ยนไป การเปลี่ยนแปลงอย่างมากด้านการค้าและการจัดหาน้ำมันดิบ ประกอบกับบทบาทของกลุ่มโอเปคกับประเทศที่ไม่ได้เป็นสมาชิกโอเปคในการกำกับดูแลการจัดหา ซึ่งเปลี่ยนแปลงไปมาก" ไออีเอ ระบุ
การจัดหาที่ล้นเกินและความต้องการที่ซบเซาทำให้ราคาน้ำมันดิบดิ่งลงถึง 60% แต่ไออีเอระบุว่าตลาดปรับสมดุลได้ค่อนข้างรวดเร็ว พร้อมกันนี้ไออีเอคาดการณ์ว่าราคาน้ำมันจะมีเสถียรภาพในระดับที่สูงกว่าปัจจุบัน แต่ต่ำกว่าระดับสูงที่สุดในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา
ด้านวาณิชธนกิจซิตี้แบงก์ปรับลดตัวเลขคาดการณ์ราคาน้ำมันดิบ คาดว่าน้ำมันดิบเวสท์เท็กซัส อินเทอร์มีเดียท (WTI) ของสหรัฐอาจจะดิ่งลงสู่ระดับ 20-29 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลก่อนจะฟื้นตัวขึ้นสู่ระดับสมดุลใหม่
ซิตี้แบงค์คาดว่า ราคาน้ำมันน่าจะลงไปแตะจุดต่ำสุดระหว่างช่วงสิ้นไตรมาสแรกกับต้นไตรมาสสองของปีนี้
ซิตี้แบงก์ระบุว่า "เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ที่จะคาดการณ์จุดต่ำสุด ในขณะที่ภาวะอุปทานล้นตลาดและปัจจัยทางเศรษฐกิจด้านคลังเก็บน้ำมันอาจส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบ WTI ดิ่งลงสู่ระดับต่ำกว่า 40
ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และอาจจะลงไปอยู่ในช่วง 20-29 ดอลลาร์เป็นเวลาระยะหนึ่ง"
ซิตี้แบงก์คาดว่า การฟื้นตัวของราคาน้ำมันมีแนวโน้มที่จะอยู่ในรูปแบบที่เหมือนตัวอักษร W โดยการปรับลดการผลิตหินน้ำมันจะส่งผลบวกต่อราคาน้ำมัน ซึ่งจะส่งผลให้สหรัฐปรับเพิ่มการผลิตน้ำมันอีกครั้ง และจะส่งผลให้ราคาน้ำมันดิ่งลงอีกครั้ง ก่อนที่ราคาจะฟื้นตัวขึ้นสู่ระดับสมดุลใหม่ในที่สุด
ซิตี้แบงก์คาดว่า ผู้ผลิตหินน้ำมันอาจจะปรับลดจำนวนแท่นขุดเจาะลงราว 50% โดยการปรับลดดังกล่าวจะส่งผลให้ปริมาณการผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลว (NGL) ในสหรัฐเติบโตช้าลง โดยอาจเพิ่มขึ้นเพียง 800,000 บาร์เรลต่อวันในปี 2015 และ 450,000 บาร์เรลต่อวันในปี 2016
ด้านสำนักงานสารสนเทศด้านการพลังงานของสหรัฐ (EIA) คาดการณ์ต่างออกไปว่าการผลิตน้ำมันจากแหล่งหินน้ำมัน (shale) ที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วของสหรัฐมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นราว 60,000 บาร์เรลต่อวันในเดือนมี.ค.จากเดือนก.พ. โดยการผลิตจากแหล่งน้ำมัน Bakken ในนอร์ธดาโกต้าจะเพิ่มขึ้น 13,000 บาร์เรล สู่ระดับ 1.32 ล้านบาร์เรลต่อวัน ส่วนการผลิตน้ำมันใน Eagle Ford จะเพิ่มขึ้น 17,000 บาร์เรล สู่ระดับ 1.73 ล้านบาร์เรลต่อวัน
การผลิตน้ำมันจาก Permian Basin ในเท็กซัสตะวันตก และนิวเม็กซิโกจะเพิ่มขึ้น 30,000 บาร์เรล สู่ระดับ 1.96 ล้านบาร์เรลต่อวัน
ทางด้านกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) คาดการณ์เมื่อวานนี้ว่า อุปสงค์ในน้ำมันโอเปกในปีนี้อาจจะอยู่ในระดับที่สูงกว่าที่เคยคาดการณ์กันไว้เป็นอย่างมาก เนื่องจากแผนยุทธศาสตร์ในการปล่อยให้ราคาน้ำมันดิ่งลงจนสร้างความเสียหายต่อผู้ผลิตนอกกลุ่มโอเปก เริ่มส่งผลกระทบออกมาให้เห็นแล้ว
กลุ่มโอเปกระบุในรายงานรายเดือนว่า อุปสงค์น้ำมันโอเปกอาจจะอยู่ในระดับเฉลี่ย 29.21 ล้านบาร์เรลต่อวันในปี 2558 โดยปรับขึ้น 430,000 บาร์เรลต่อวันจากตัวเลขคาดการณ์ครั้งก่อน ระดับ 29.21 ล้านบาร์เรลต่อวันนี้จะอยู่สูงกว่าอุปสงค์ในปี 2557
นอกจากนี้ โอเปกยังคาดการณ์อีกด้วยว่า อุปทานน้ำมันนอกกลุ่มโอเปกอาจจะเพิ่มขึ้นเพียง 850,000 บาร์เรลต่อวันในปีนี้ โดยปรับลดลง 420,000 บาร์เรลต่อวันจากตัวเลขคาดการณ์ในเดือนที่แล้ว หรือปรับลดลงราว 1 ใน 3 จากตัวเลขคาดการณ์เดิม
การปรับลดตัวเลขคาดการณ์นี้เป็นผลจากการชะลอตัวลงของอุตสาหกรรมหินน้ำมันในสหรัฐ และเป็นผลจากปริมาณการลงทุนในน้ำมันที่ลดลงทั่วโลก









