วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'กฟผ.'เล็งตั้งอินฟราฯฟันด์

"ก.ล.ต." เผย "กฟผ." พร้อมตั้งกองอินฟราฯฟันด์ช่วงต้นปีนี้ มูลค่า 20,000 ล้านบาท ขณะที่ท่าอากาศยานไทยเตรียมตั้งรายถัดไป

นายวรพล โสคติยานุรักษ์ เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยว่า การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เตรียมเป็นรัฐวิสาหกิจรายแรกที่จัดตั้งกองทุนอินฟราสตรัคเจอร์ ฟันด์ คาดเสนอขายหน่วยลงทุนในต้นปีนี้ มูลค่าระดมทุน 20,000 ล้านบาท โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างรอขั้นตอนทางกฎหมาย
“ขณะนี้ กฟผ. มีความพร้อมที่จะจัดตั้งและเสนอขายอินฟราฯฟันด์ 90% เหลือแต่เพียงขั้นตอนทางกฎหมาย ส่วนรัฐวิสาหกิจรายถัดไปที่คาดจัดตั้งอินฟราฯฟันด์ คือ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT เบื้องต้นยังไม่ทราบมูลค่าการระดมทุน แต่คาดจะเกิน 10,000 ล้านบาท” นายวรพล กล่าว
ด้านความคืบหน้าเรื่องการทำธุรกรรมด้วยสกุลเงินต่างประเทศ นายวรพล กล่าวว่า ในปีนี้เชื่อว่าจะสามารถเริ่มต้นซื้อขายหุ้นในรูปเงินสกุลต่างประเทศ เบื้องต้นมีความเป็นไปได้ที่จะซื้อขายด้วยสกุลเงินหยวนและดอลลาร์ก่อนสกุลเงินอื่นๆ เนื่องจากทางตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (เอ็มโอยู) กับ ธนาคารแห่งประเทศจีนเมื่อปลายปี 2557 ส่วนเงินดอลลาร์ก็เป็นสกุลเงินที่ใช้กันอยู่ทั่วไปในประเทศไทยอยู่แล้ว อย่างไรก็ตามเรื่องดังกล่าวขึ้นกับความพร้อมของทางธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในเรื่องการรับชำระเงินด้วย
สำหรับความคืบหน้าการประกาศใช้เกณฑ์อนุญาตบริษัทต่างประเทศเสนอขายหุ้นต่อประชาชน และนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ไทยเป็นตลาดแรก (ไพรมารี ลิสติ้ง) นายวรพล เปิดเผยว่า วานนี้ (10 ก.พ.) หน่วยงาน ก.ล.ต. ของจีนได้เข้ามาหารือ เรื่องที่ต้องการจะนำบริษัทสัญชาติจีนเข้ามาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ไทย หากจะเห็นความชัดเจนเรื่องนี้ต้องรอให้ที่ปรึกษาทางการเงินของไทยเข้าไปเจรจากับบริษัทเหล่านั้นก่อน และต้องรอให้ประกาศใช้กฎเกณฑ์ ไพรมารี ลิสติ้ง อย่างเป็นทางการก่อน
“แม้เบื้องต้นจะเจรจากับหน่วยงานของจีนไว้แล้ว รวมถึงมีความร่วมมือในด้านการใช้สกุลเงินหยวน แต่การนำบริษัทจีนเข้ามาจดทะเบียน ต้องเจรจาอีกมาก ฉะนั้นบริษัทต่างประเทศที่มีโอกาสเข้ามาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ไทยเป็นรายแรก จะมาจากกลุ่มประเทศซีแอลเอ็มวีก่อน เพราะปัจจุบันบริษัทในกลุ่มประเทศนี้ มีความตื่นตัว และต้องการแหล่งเงินทุนอย่างมาก”
นอกจากนี้ ก.ล.ต. มีแผนช่วยผลักดันเศรษฐกิจไปสู่เศรษฐกิจดิจิทัล (ดิจิทัล อีโคโนมี) โดยเตรียมออกเกณฑ์เกี่ยวกับการระดมทุนจากประชาชนรายย่อยหรือมวลชน (คราวด์ฟันดิ้ง) ผ่านช่องทางอินเทอร์เน็ตภายในปีนี้ ซึ่ง ก.ล.ต. จะมีบทบาทในการกำกับดูแลตัวระบบกลางที่เชื่อมโยงระหว่างเจ้าของกิจการและผู้ลงทุน เพื่อจำกัดความเสี่ยงจากการหลอกลวง และทำให้ผู้ลงทุนทราบถึงความเสี่ยงจากการลงทุน
“หลักเกณฑ์ที่สำคัญของคราวด์ฟันดิ้ง คือ การระดมทุนจากคนหมู่มาก ในปริมาณที่น้อยต่อคน โดยผู้ลงทุนแต่ละรายจะสามารถลงทุนได้ไม่เกิน 50,000 บาท เพื่อจำกัดความเสี่ยงจากการลงทุน เชื่อว่าคราวด์ฟันดิ้ง จะเป็นเครื่องมือสำคัญ ช่วยให้ไทยพัฒนาจากเศรษฐกิจฐานการผลิตไปสู่เศรษฐกิจที่มุ่งเน้นคุณค่าของสินค้า” นายวรพล กล่าว
ทั้งนี้ คราวด์ฟันดิ้ง จะช่วยให้เอสเอ็มอี หรือธุรกิจเกิดใหม่ เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้มากขึ้น และหวังว่าจะช่วยสร้างธุรกิจใหม่ๆ ที่มีความคิดสร้างสรรค์เป็นหลัก ทั้งนี้ผลตอบแทนของผู้ที่สนใจลงทุนในรูปแบบคราวด์ฟันดิ้งจะมี 4 รูปแบบ โดยแบบแรก คือ การให้เงินลงทุนโดยไม่หวังผลตอบแทน ถัดมา คือ การได้ผลตอบแทนเป็นสินค้าหากธุรกิจประสบความสำเร็จ การได้ผลตอบแทนในรูปของดอกเบี้ยและการชำระคืน สุดท้าย คือ การเข้ามาถือหุ้นตามสัดส่วนและได้ผลตอบแทนในรูปของเงินปันผลและมูลค่าหุ้นที่เพิ่มขึ้น
ด้านนายประพันธ์ เจริญประวัติ ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ เปิดเผยว่า ตลาดหลักทรัพย์พร้อมสนับสนุนให้มีผู้เสนอไอเดียเพื่อระดมทุนมากขึ้น และในอนาคตหากบริษัทเหล่านั้นเติบโตได้ ตลาดหลักทรัพย์สามารถต่อยอดโดยการให้แนวทาง และความรู้ เพื่อเตรียมตัวระดมทุนต่อในตลาดได้ แต่กว่าจะมีบริษัทที่เข้าจดทะเบียนได้ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 2 ปี
"ผู้ที่สนใจเข้าลงทุนควรต้องยอมรับความเสี่ยงที่ว่าธุรกิจอาจจะไม่สำเร็จ ส่วนผู้ที่ทำหน้าที่ควบคุมก็ต้องป้องกันความเสี่ยงในเรื่องของการหลอกลวงของผู้ที่จะมาระดมทุน อาทิ การตรวจสอบว่ากิจการนั้นๆ มีตัวตนจริงหรือไม่ หรือการประเมินมูลค่าที่เหมาะสมของกิจการเหล่านั้น” นายประพันธ์ กล่าว