วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

หวั่นกฎหมายตลาดทุนล้าหลัง

ตลาดหลักทรัพย์ ชี้กฎหมายตลาดทุนล้าหลังต่างชาติ หลังใช้มาตั้งแต่ปี 2475 กังวลสนช.ไม่ให้ความสำคัญ

นายภากร ปีตธวัชชัย รองผู้จัดการ สายงานวางแผนกลยุทธ์องค์กรและการเงิน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า แผนงานที่สำคัญอย่างหนึ่งของตลาดหลักทรัพย์ในปี 2558 คือการผลักดันให้เกิดการแก้กฎหมายเกี่ยวกับตลาดทุน อาทิ เรื่องการภาษีเงินปันผล การควบรวมกิจการ การร่วมลงทุน การโอนสิทธิ์ การปกป้องนักลงทุน หรือการฟ้องร้อง เป็นต้น ซึ่งกฎหมายฉบับปัจจุบันที่ใช้บังคับเกี่ยวกับด้านนี้ใช้มาตั้งแต่ พ.ศ. 2475 ทำให้กฎหมายของไทยยังไม่ทัดเทียมกับต่างประเทศ และเป็นอุปสรรคในด้านการลงทุนของต่างชาติ
ปัจจุบันตลาดหลักทรัพย์เป็นหนึ่งในอนุกรรมการที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ตั้งขึ้นมา ซึ่งตลาดหลักทรัพย์พยายามที่จะผลักดันให้เกิดการแก้กฎหมายโดยเร็วที่สุด เพราะขณะนี้ก็ค่อนข้างล่าช้าไปมากแล้ว แต่อย่างไรก็ตามยังมีความกังวลอยู่ว่าสนช.จะไม่ให้น้ำหนักกับเรื่องนี้เท่ากับเรื่องอื่นๆ จนทำให้การปรับแก้กฎหมายล่าช้าออกไปอีก
“กฎหมายเกี่ยวกับตลาดทุนเปรียบเหมือนโครงสร้างพื้นฐานของตลาดการเงินไทย ส่วนตัวมองว่ากฎหมายที่ใช้อยู่ในขณะนี้ยังไม่ทัดเทียมกับต่างชาติ อย่างเช่น สิงคโปร์ มาเลเซีย ที่มีการปรับแก้อยู่ตลอด แต่ตลาดหลักทรัพย์เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่เสนอให้เร่งแก้ไข ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับภาครัฐว่าจะเห็นความสำคัญของเรื่องนี้แค่ไหน โดยอีกองค์กรหนึ่งที่ช่วยผลักดันในเรื่องนี้คือ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) ทั้งนี้หากแก้กฎหมายได้โดยเร็วจะช่วยให้นักลงทุนมีกฎเกณฑ์ที่ควบคุมที่เป็นธรรม และช่วยเอื้อให้การลงทุนมีความสะดวกยิ่งขึ้น ทำให้นักลงทุนสนใจเข้ามาลงทุนมากขึ้น” นายภากร กล่าว
ขณะที่แผนงานอื่นของตลาดหลักทรัพย์ที่จะเร่งดำเนินการในปีนี้ ได้แก่ การส่งเสริมการออมแห่งชาติ เนื่องจากประเทศไทยกำลังจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ หากไม่เริ่มออมอย่างจริงจังจะทำให้ประสบปัญหาทางการเงินในอนาคตได้ และภาครัฐอาจต้องรับภาระในด้านนี้เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ตลาดหลักทรัพย์จะส่งเสริมการให้ความรู้ทางการเงินแก่ประชาชนมากยิ่งขึ้น เพื่อให้ประชาชนสามารถวางแผนและลดปัญหาด้านการเงินได้อย่างยั่งยืน
ด้านพอร์ตการลงทุนของตลาดหลักทรัพย์ นายภากร กล่าวว่า สำหรับพอร์ตการลงทุนของตลาดในปี 2557 มั่นใจว่ามากกว่าผลตอบแทนของดัชนีแน่นอน โดยพอร์ตลงทุนของตลาดประกอบไปด้วยหุ้น ตราสารหนี้ กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน กองทุนรวมลงทุนต่างประเทศ และทองคำ
“พอร์ตการลงทุนในปีนี้จะมีการปรับกลยุทธ์บางส่วน คือ การลดสัดส่วนการลงทุนในทองคำลง หลังมองว่าผลตอบแทนจากทองคำน่าจะลดลง เพราะทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ใช้ในการป้องกันความเสี่ยง และเหมาะจะเข้าลงทุนในภาวะเงินเฟ้อมากกว่า” นายภากร กล่าว
ขณะที่นายเกียรติพงศ์ อริยปรัชญา ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเพื่อตลาดทุน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยถึงภาวะตลาดหลักทรัพย์ไทยว่า ณ วันที่ 6 ก.พ. ที่ผ่านมา มูลค่าการซื้อขายสะสมของนักลงทุนต่างชาติในตลาดหุ้นไทยกลับมาเป็นซื้อสุทธิ 569 ล้านบาท หลังจาก ณ สิ้นเดือน ม.ค. นักลงทุนต่างประเทศขายสุทธิ 5,305 ล้านบาท ทั้งนี้มองว่าเป็นผลมาจากการประกาศดำเนินนโยบายผ่อนคลายทางการเงิน (คิวอี) ของธนาคารกลางยุโรป และความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจของไทย
สำหรับมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันในเดือน ม.ค. 2558 อยู่ที่ 55,287 ล้านบาท ใกล้เคียงกับเดือน ธ.ค. 2557 โดยนักลงทุนในประเทศมีสัดส่วนซื้อขายสูงสุดที่ 66.09% รองลงมาคือนักลงทุนต่างชาติ 18% ซึ่งทั้งสองกลุ่มมีสัดส่วนที่เพิ่มขึ้น 1.47% และ 0.97% ตามลำดับ ขณะที่นักลงทุนสถาบันมีสัดส่วน 8.06% และพอร์ตการลงทุนโบรกเกอร์มีสัดส่วน 7.86% โดยทั้ง 2 กลุ่มมีสัดส่วนที่ลดลง 1.51% และ 0.93% ตามลำดับ
ในส่วนของกลุ่มอุตสาหกรรมที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นสูงสุด ณ สิ้นเดือน ม.ค. 2558 เทียบกับสิ้นปีก่อน คือ กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค เพิ่มขึ้น 8.6% รองลงมาคือ กลุ่มสินค้าอุตสาหกรรม และกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ เพิ่มขึ้น 7.8% และ 7.5% ตามลำดับ ทั้งนี้ในเดือน ม.ค. 2558 ผู้ลงทุนมีการซื้อขายเพิ่มขึ้นในหลักทรัพย์ที่ไม่ได้อยู่ในกลุ่มเซ็ท100 จาก 40% เป็น 46% โดยกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าซื้อขายเพิ่มขึ้นมาก ได้แก่ กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ รับเหมาก่อสร้าง และธนาคาร