ตลาดหลักทรัพย์ ชี้กฎหมายตลาดทุนล้าหลังต่างชาติ หลังใช้มาตั้งแต่ปี 2475 กังวลสนช.ไม่ให้ความสำคัญ
นายภากร ปีตธวัชชัย รองผู้จัดการ สายงานวางแผนกลยุทธ์องค์กรและการเงิน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า แผนงานที่สำคัญอย่างหนึ่งของตลาดหลักทรัพย์ในปี 2558 คือการผลักดันให้เกิดการแก้กฎหมายเกี่ยวกับตลาดทุน อาทิ เรื่องการภาษีเงินปันผล การควบรวมกิจการ การร่วมลงทุน การโอนสิทธิ์ การปกป้องนักลงทุน หรือการฟ้องร้อง เป็นต้น ซึ่งกฎหมายฉบับปัจจุบันที่ใช้บังคับเกี่ยวกับด้านนี้ใช้มาตั้งแต่ พ.ศ. 2475 ทำให้กฎหมายของไทยยังไม่ทัดเทียมกับต่างประเทศ และเป็นอุปสรรคในด้านการลงทุนของต่างชาติ
ปัจจุบันตลาดหลักทรัพย์เป็นหนึ่งในอนุกรรมการที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ตั้งขึ้นมา ซึ่งตลาดหลักทรัพย์พยายามที่จะผลักดันให้เกิดการแก้กฎหมายโดยเร็วที่สุด เพราะขณะนี้ก็ค่อนข้างล่าช้าไปมากแล้ว แต่อย่างไรก็ตามยังมีความกังวลอยู่ว่าสนช.จะไม่ให้น้ำหนักกับเรื่องนี้เท่ากับเรื่องอื่นๆ จนทำให้การปรับแก้กฎหมายล่าช้าออกไปอีก
“กฎหมายเกี่ยวกับตลาดทุนเปรียบเหมือนโครงสร้างพื้นฐานของตลาดการเงินไทย ส่วนตัวมองว่ากฎหมายที่ใช้อยู่ในขณะนี้ยังไม่ทัดเทียมกับต่างชาติ อย่างเช่น สิงคโปร์ มาเลเซีย ที่มีการปรับแก้อยู่ตลอด แต่ตลาดหลักทรัพย์เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่เสนอให้เร่งแก้ไข ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับภาครัฐว่าจะเห็นความสำคัญของเรื่องนี้แค่ไหน โดยอีกองค์กรหนึ่งที่ช่วยผลักดันในเรื่องนี้คือ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) ทั้งนี้หากแก้กฎหมายได้โดยเร็วจะช่วยให้นักลงทุนมีกฎเกณฑ์ที่ควบคุมที่เป็นธรรม และช่วยเอื้อให้การลงทุนมีความสะดวกยิ่งขึ้น ทำให้นักลงทุนสนใจเข้ามาลงทุนมากขึ้น” นายภากร กล่าว
ขณะที่แผนงานอื่นของตลาดหลักทรัพย์ที่จะเร่งดำเนินการในปีนี้ ได้แก่ การส่งเสริมการออมแห่งชาติ เนื่องจากประเทศไทยกำลังจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ หากไม่เริ่มออมอย่างจริงจังจะทำให้ประสบปัญหาทางการเงินในอนาคตได้ และภาครัฐอาจต้องรับภาระในด้านนี้เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ตลาดหลักทรัพย์จะส่งเสริมการให้ความรู้ทางการเงินแก่ประชาชนมากยิ่งขึ้น เพื่อให้ประชาชนสามารถวางแผนและลดปัญหาด้านการเงินได้อย่างยั่งยืน
ด้านพอร์ตการลงทุนของตลาดหลักทรัพย์ นายภากร กล่าวว่า สำหรับพอร์ตการลงทุนของตลาดในปี 2557 มั่นใจว่ามากกว่าผลตอบแทนของดัชนีแน่นอน โดยพอร์ตลงทุนของตลาดประกอบไปด้วยหุ้น ตราสารหนี้ กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน กองทุนรวมลงทุนต่างประเทศ และทองคำ
“พอร์ตการลงทุนในปีนี้จะมีการปรับกลยุทธ์บางส่วน คือ การลดสัดส่วนการลงทุนในทองคำลง หลังมองว่าผลตอบแทนจากทองคำน่าจะลดลง เพราะทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ใช้ในการป้องกันความเสี่ยง และเหมาะจะเข้าลงทุนในภาวะเงินเฟ้อมากกว่า” นายภากร กล่าว
ขณะที่นายเกียรติพงศ์ อริยปรัชญา ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเพื่อตลาดทุน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยถึงภาวะตลาดหลักทรัพย์ไทยว่า ณ วันที่ 6 ก.พ. ที่ผ่านมา มูลค่าการซื้อขายสะสมของนักลงทุนต่างชาติในตลาดหุ้นไทยกลับมาเป็นซื้อสุทธิ 569 ล้านบาท หลังจาก ณ สิ้นเดือน ม.ค. นักลงทุนต่างประเทศขายสุทธิ 5,305 ล้านบาท ทั้งนี้มองว่าเป็นผลมาจากการประกาศดำเนินนโยบายผ่อนคลายทางการเงิน (คิวอี) ของธนาคารกลางยุโรป และความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจของไทย
สำหรับมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันในเดือน ม.ค. 2558 อยู่ที่ 55,287 ล้านบาท ใกล้เคียงกับเดือน ธ.ค. 2557 โดยนักลงทุนในประเทศมีสัดส่วนซื้อขายสูงสุดที่ 66.09% รองลงมาคือนักลงทุนต่างชาติ 18% ซึ่งทั้งสองกลุ่มมีสัดส่วนที่เพิ่มขึ้น 1.47% และ 0.97% ตามลำดับ ขณะที่นักลงทุนสถาบันมีสัดส่วน 8.06% และพอร์ตการลงทุนโบรกเกอร์มีสัดส่วน 7.86% โดยทั้ง 2 กลุ่มมีสัดส่วนที่ลดลง 1.51% และ 0.93% ตามลำดับ
ในส่วนของกลุ่มอุตสาหกรรมที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นสูงสุด ณ สิ้นเดือน ม.ค. 2558 เทียบกับสิ้นปีก่อน คือ กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค เพิ่มขึ้น 8.6% รองลงมาคือ กลุ่มสินค้าอุตสาหกรรม และกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ เพิ่มขึ้น 7.8% และ 7.5% ตามลำดับ ทั้งนี้ในเดือน ม.ค. 2558 ผู้ลงทุนมีการซื้อขายเพิ่มขึ้นในหลักทรัพย์ที่ไม่ได้อยู่ในกลุ่มเซ็ท100 จาก 40% เป็น 46% โดยกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าซื้อขายเพิ่มขึ้นมาก ได้แก่ กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ รับเหมาก่อสร้าง และธนาคาร







