"แบงก์รัฐ" เตรียมส่งแผนช่วยแก้จน 13 ก.พ.นี้ ก่อนนำเข้าที่ประชุมบอร์ด 16 ก.พ. เน้นปล่อยกู้รากหญ้าในชนบท
การประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนการแก้ปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำ เมื่อวันที่ 2 ก.พ.2557 ซึ่งมี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ เร่งหาแนวทางช่วยเหลือโดยด่วนนั้น
นายชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ธนาคารได้เตรียมโครงการช่วยแก้ปัญหาความยากจนไว้ 4 โครงการเน้นการปล่อยสินเชื่อให้กับผู้ประกอบการรากหญ้า ทั้งลูกค้ารายเก่า และรายใหม่ เช่นกลุ่มข้าราชการ พนักงานโรงงาน เป็นต้น รวมเป็นเม็ดเงินรวมหลายหมื่นล้านบาท โดยเป็นการปรับโครงเดิมที่มีอยู่มาใช้ แล้วคิดดอกเบี้ยในอัตราถูก จากปัจจุบันธนาคารเก็บดอกเบี้ยอยู่ในระดับ 0.5-0.75% ต่อเดือน
ประกอบด้วย 1.สินเชื่อภาคประชาชน ซึ่งลูกค้าธนาคารประชาชนที่เป็นลูกค้าชั้นดีใน12 รอบบัญชี จะให้วงเงินเพิ่ม เพื่อให้มีเม็ดเงินกระจายสู่รากหญ้า 2. สินเชื่อประชาชนสุขใจ โดยจะร่วมมือกับบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ค้ำประกันลูกค้าที่ไม่มีหลักประกัน 3. ส่งเสริมให้ลูกค้าสินเชื่อออมเงินกับธนาคาร โดยหากลูกค้ารายใดมีการออมกับธนาคารจะได้รับการพิจารณาอนุมัติสินเชื่อง่ายขึ้น และ4. ทำสินเชื่อสวัสดิการให้กับกลุ่มพนักงานโรงงานและหน่วยงานของรัฐ
นางสาลินี วังตาล ประธานคณะกรรมการธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (เอสเอ็มอีแบงก์) กล่าวว่า ธนาคารจะส่งแผนการทำโครงการช่วยแก้ปัญหาความยากจนให้กับคณะกรรมการขับเคลื่อนแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำและความยากจนที่มี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเป็นประธานในวันที่ 13 ก.พ.นี้ ก่อนที่คณะกรรมการชุดนี้จะมีการประชุมในวันที่ 16 ก.พ.นี้
โดยเป้าหมายของการทำโครงการคือการให้มีเม็ดเงินเข้าสู่ระดับรากหญ้าในต่างจังหวัด เพราะเป็นภูมิภาคที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาเศรษฐกิจหนักกว่าในเมือง ซึ่งในส่วนของเอสเอ็มอีแบงก์จะนำเม็ดเงินที่หน่วยงานรัฐมาฝากที่ดอกเบี้ยต่ำ มาปล่อยกู้ให้กับโอท็อป และเอสเอ็มอีรายย่อย เม็ดเงินเบื้องต้นประมาณ 1 หมื่นล้านบาท ปล่อยกู้ไม่เกินรายละ 5 ล้านบาท คาดว่าจะช่วยเอสเอ็มอีได้กว่า 2 พันราย
เธอกล่าวต่อว่า ธนาคารอยากให้ทางคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) หรือซูเปอร์บอร์ด พิจารณาคำขอผ่อนผันเพื่อปล่อยสินเชื่อในวงเงินที่สูงกว่า 15 ล้านบาทได้ สำหรับลูกค้ารายเดิม และรายใหม่ที่ขออนุมัติสินเชื่อไว้ก่อนที่จะมีคำสั่งของซูเปอร์บอร์ด เนื่องจากปัจจุบันมีลูกค้าเก่ากำลังเดือดร้อน ไม่สามารถเบิกเงินได้ตามวงเงินที่ได้รับอนุมัติไป เพราะติดเงื่อนไขนี้ ขณะเดียวกันก็ไม่สามารถไปขอสินเชื่อจากแบงก์อื่นได้ เพราะหลักประกันอยู่กับธนาคาร
“กลุ่มนี้เป็นลูกค้าเก่า และเป็นลูกค้าชั้นดี ที่ผ่านมาได้ชำระคืนเงินกู้จนมียอดต่ำกว่าวงเงินที่ได้รับ และต้องการเบิกเงินเพิ่มเติมเพื่อให้เต็มวงเงิน แต่ยังไม่สามารถเบิกได้ ปัจจุบันลูกค้าที่เข้าข่ายแบบนี้มีวงเงินที่รอการเบิกรวมกันหลายพันล้านบาท ล่าสุดได้ทำหนังสือร้องทุกข์มายังธนาคารเพื่อให้เร่งรัดการพิจารณาให้แล้ว สิ่งที่ธนาคารกังวลคือ หากกลุ่มนี้ไม่สามารถเบิกเงินได้ แล้วกระทบต่อธุรกิจ ก็จะกระทบกับหนี้ดีของธนาคารด้วย”
สำหรับการแก้ปัญหาหนี้เสีย หรือเอ็นพีแอลของธนาคารล่าสุดในเดือน ม.ค.สามารถปรับลดเอ็นพีแอลได้อีก 288 ล้านบาท เหลือ 3.16 หมื่นล้านบาท และลดลงจากช่วงเดือนมิ.ย.ปี2557 กว่า 3.49 พันล้านบาท ผลจากการเร่งรัดประนอมหนี้ การดูแลหนี้ดีไม่ให้ตกชั้น นอกจากนี้ธนาคารยังได้ปล่อยกู้ตามพันธกิจทำให้มีรายได้ดอกเบี้ยรับเข้ามา ส่งผลให้เดือนม.ค.มีกำไรแล้ว 98 ล้านบาท
“ในช่วงเดือนก.พ.และมี.ค.นี้เป็นช่วงที่การปรับโครงสร้างหนี้ต่างๆจะเห็นผลชัดเจน ยิ่งทำให้รายได้และกำไรของธนาคารเพิ่มขึ้นมากกว่าเดือนม.ค. โดยหากช่วงที่เหลือของปีธนาคารทำกำไรได้เฉลี่ยเดือนละ100 ล้านบาท ทั้งปีจะมีกำไร 1.2 พันล้านบาท”
ด้านนายสุพจน์ อาวาส กรรมการผู้จัดการเอสเอ็มอีแบงก์ กล่าวถึงกรณีที่มีกระแสข่าวจะควบรวมเอสเอ็มอีแบงก์กับธนาคารอื่นว่า ธนาคารยังไม่ได้รับการส่งสัญญาณใดจากฝ่ายบริหารถึงเรื่องนี้ ซึ่งเรื่องดังกล่าวอาจเป็นแค่แนวคิดของบางคน อย่างไรก็ตามอยากขอเวลา 1 ปีให้ตนเอง และพนักงานทุกคนทำงานเพื่อแก้ไขปัญหาให้ธนาคารกลับมาดี ไม่ให้ปัญหาเดิมกลับมาอีก หากถึงเวลาแล้วยังทำไม่ได้ จะให้ธนาคารเป็นอย่างไร ก็ทำได้เลย จะไม่อิดออด หรือร้องขอใดๆ








