วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

หวังส่งออกอาหาร1.08ล้านล้าน

(รายงาน) หวังส่งออกอาหาร1.08ล้านล้าน เอกชนห่วงตลาดหลักยังทรุด

สถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่อยู่ในภาวะผันผวนสูง โดยตลาดหลักอย่างสหรัฐ ยุโรป ญี่ปุ่นยังมีความเสี่ยงอยู่มาก ประกอบกับการตัดสิทธิพิเศษ(จีเอสพี)จากตลาดหลักอย่างยุโรป ส่งผลให้การส่งออกของไทยมีปัญหา แต่กลุ่มสินค้าอาหารเป็นสินค้าที่จัดได้ว่าไทยมีศักยภาพสูง จะมีทิศทางอย่างไรสะท้อนผ่านบุคคลที่เกี่ยวข้อง


นายเพ็ชร ชินบุตร ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร กล่าวว่า ภาวะการส่งออกอาหารในปีนี้ โดยยอดรวมการส่งออกในสินค้าอาหารไตรมาส 1 และ 2 ของปีนี้ น่าจะสูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากจะมียอดการส่งออกข้าวที่เพิ่มขึ้น ส่วนภาพรวมของการส่งออกในสินค้าอาหารในปี 2558 คาดว่าจะมีมูลค่าประมาณ 1.08 ล้านล้านบาท ขยายตัว 6.9%


สำหรับตลาดส่งออกที่สำคัญ อันดับ 1 ได้แก่ อาเซียน คาดว่าจะขยายตัวเพิ่มขึ้นถึง 20%มีมูลค่ารวมประมาณ 2.2 แสนล้านบาท อันดับ 2 ญี่ปุ่น คาดว่าจะมียอดส่งออกผัก ผลไม่ ไก่สด และไก่แปรรูปเพิ่มขึ้น คาดว่าจะขยายตัวได้ประมาณ 5-6% มีมูลค่าประมาณ 1.6 แสนล้านบาท อันดับ 3 จีน คาดว่าจะขยายตัวไม่ต่ำกว่า 10% มีมูลค่ากว่า 1.1 แสนล้านบาท


อันดับ 4 ตลาดยุโรป ซึ่งแม้ว่าในปีนี้จะถูกตัดสิทธิพิเศษทางภาษี (จีเอสพี) แต่ก็คาดว่าจะขยายตัวได้ 1-2% มีมูลค่าประมาณ 1 แสนล้านบาท เนื่องจากตลาดรัสเซียจะเข้ามาซื้อสินค้าไทยมากขึ้น เพื่อทดแทนการนำเข้าอาหารจากยุโรปที่ได้บอยคอตส่งสินค้าไปยังรัสเซีย ซึ่งคำสั่งซื้อจากรัสเซียจะเข้ามาพยุงไม่ให้ตัวเลขการส่งออกไปยุงยุโรปลดลงมาก และอันดับ 5 สหรัฐคาดว่าจะขยายตัวประมาณ 1-2% มีมูลค่าประมาณ 1 แสนล้านบาท


ทั้งนี้แม้ว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯจะขยายตัวอย่างโดดเด่น แต่การนำเข้าอาหารไทยก็จะเพิ่มขึ้นไม่มาก เพราะส่วนใหญ่จะทำเข้าอาหารจากภูมิภาคอเมริกาใต้ที่อยู่ใกล้ชิดกว่า และจากประเทศอื่นๆ เช่น เวียดนาม และสิงคโปร์ ที่มีข้อตกลงทางการค้าร่วมกัน


"ตลาดอาเซียนยังมีโอกาสที่จะขยายมูลค่าส่งออกได้อีกมาก เห็นได้จากในช่วงหลายปีที่ผ่านมามีอัตราการเติบโตสูงขึ้นเรื่อยๆ โดยความต้องการในสินค้าของอาเซียนมีมูลค่าสูงถึง 2 ล้านล้านบาท/ปี "


โดยสินค้าที่มีโอกาสขยายตลาดส่งออกได้สูง จะมีอยู่ 6 กลุ่มสินค้า ได้แก่ 1.ข้าว คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 2.4% มีมูลค่า 1.7 แสนล้านบาท 2.มันสำปะหลัง เพิ่มขึ้น 9.4% มูลค่า 1.01 แสนล้านบาท 3.ไก่ เพิ่มขึ้น 7.1% มูลค่า 8.7 หมื่นล้านบาท 4.กุ้ง เพิ่มขึ้น 20.4% มูลค่า 7.8 หมื่นล้านบาท 5.ปลาทูน่ากระป๋อง เพิ่มขึ้น 0.7% มูลค่า 7.7 หมื่นล้านบาท 6.เครื่องปรุงรส เพิ่มขึ้น7.4% มูลค่า 2 หมื่นล้านบาท และอาหารอื่นๆ เพิ่มขึ้น เพิ่มขึ้น 10% มูลค่า 4.53 แสนล้านบาท ส่วนกลุ่มที่คาดว่าจะลดลง 2 กลุ่ม ได้แก่ น้ำตาลทราย ลดลง 5.4% มีมูลค่า 7.5 หมื่นล้านบาท และสับปะรดกระป๋อง ลดลง3% มีมูลค่า 1.7 หมื่นล้านบาท เนื่องจากประเทศคู่แข่งเพิ่มปริมาณส่งออก


นายผณิศวร ชำนาญเวช นายกกิตติคุณ สมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทย กล่าวว่า การส่งออกในอุตสาหกรรมอาหาร โดยเฉพาะในกลุ่มอาหารทะเลแช่เยือกแข็ง ยังไม่สามารถประเมินยอดส่งออกในไตรมาส 1 ได้ เพราะขณะนี้อยู่ระหว่างการพักโรงงาน โดยคำสั่งซื้อในไตรมาสแรกจะมาอีกครั้งหลังช่วงตรุษจีน
แต่โดยภาวะปกติยอดการส่งออกในไตรมาส 1 จะลดต่ำลงที่สุด ซึ่งจะค่อยๆสูงขึ้นในไตรมาส 2 และจะเพิ่มสูงที่สุดในไตรมาส 3 และไตรมาส 4 จะค่อยๆลดลง


อย่างไรก็ตาม โดยปกติแล้ว อุตสาหกรรมอาหารจะขยายตัวตามอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจโลกที่ในปีนี้ คาดว่าจะขยายตัวที่ 3% โดยในสินค้าหลักของไทย ได้แก่ กุ้ง และและทูน่ากระป๋องนั่น ในส่วนของกุ้งนั้น แม้ว่าในปีนี้ไทยจะฟื้นตัวจากปัญหาโรคระบาด และมีผลผลิตเพิ่มขึ้น แต่ก็จะประสบปัญหาปริมาณกุ้งในตลาดโลกมีมากเกินไป ทำให้ราคาลดลง เนื่องจากประเทศคู่แข่งต่างเร่งผลิตกุ้งเพื่อแย่งชิงตลาดจากไทยในช่วงที่ไทยประสบปัญหาโรคระบาด ซึ่งในปีนี้ผลผลิตกุ้งของไทยเข้าสู่ภาวะปกติทำให้มีปริมาณกุ้งเข้าสู่ตลาดมากเกินไป ส่วนทูน่ากระป๋องคาดว่าจะขยายตัวดีขึ้น เนื่องจากค่าเงินบาทแข็ง ทำให้ต้นทุนการนำเข้าวัตถุดิบทูน่าลดลง


สำหรับเป้าหมายการส่งออกในอุตสาหกรรมอาหารที่กระทรวงพาณิชย์ได้ตั้งเป้าหมายไว้ที่ 5% นั้น มองว่าพอจะไปไหว แต่ไม่ใช่เรื่องง่าย และมีโอกาสพลาดเป้าสูง เพราะอุตสาหกรรมอาหารเป็นสินค้าพื้นฐานที่ทุกชาติรู้จักดี และจะขยายไปยังตลาดใหม่ๆได้ยาก เช่น ในสินค้าข้าว ก็จะมีเพียงประเทศที่บริโภคข้าวเป็นอาหารหลักในเอเชีย และแอฟริกาเพียงเท่านั้น จะขยายไปตลาดใหม่ๆได้ยาก เพราะวัฒนธรรมของเขากินธัญพืชชนิดอื่นที่ไม่ใช่ข้าว ดังนั้นจึงไม่สามารถเพิ่มตัวเลขให้หวือหวาได้


"อุตสาหกรรมอาหารมีจุดเด่นตรงที่ไม่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจโลกมากนัก เพราะว่าสินค้าของไทยอยู่ในระดับกลาง หากเศรษฐกิจโลกย่ำแย่ ผู้ที่เคยบริโภคสินคค้าชั้นสูงก็จะลดลงมาบริโภคสินค้าระดับกลาง ส่วนผู้ที่บริโภคเดิมก็จะลดลงไปซื้อสินค้าคุณภาพที่ต่ำลง แต่ถ้าเศรษฐกิจดี ผู้ที่เคยบริโภคสินค้าระดับล่าง ก็หันมาซื้อสินค้าระดับกลางเพิ่มขึ้น และผู้ที่บริโภคสินค้าชั้นกลางก็จะยกระดับไปซื้อสินค้าระดับสูง ทำให้ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกน้อย แต่ก็ทำให้เพิ่มยอดขายเป็นก้าวกระโดดได้ยากเช่นกัน"


ส่วนปัญหาการตัดสิทธิ จีเอสพี ของสหภาพยุโรป (อียู) จะกระทบต่อยอดรวมการส่งออกในอุตสาหกรรมอาหารพอสมควร เพราะสินค้าบางชนิดมีภาษีเพิ่มขึ้นถึง 10% จึงคาดว่าอัตราการขยายตัวน่าจะอยู่ที่ 0% ดังนั้นผู้ประกอบการที่เน้นตลาดอียู ก็ควรจะไปตั้งโรงงานแปรรูปในประเทศเพื่อนบ้าน เช่น พม่าโดยนำวัตถุดิบกุ้งจากไทย ส่งเข้าไปต้มแปรรูปในโรงงานที่พม่าแล้วส่งออกไปยังอียู ก็จะได้รับสิทธิพิเศาทางภาษีในอัตราที่ต่ำกว่าผลิตในไทยประมาณ 15% ซึ่งเป็นอัตราที่แข่งขันกับชาติอื่นได้


ส่วนปัญหาค่าเงินบาทแข็งนั้น มองว่ามีทั้งผู้ที่ได้ประโยชน์และเสียประโยชน์ โดยอุตสาหกรรมอาหารที่ใช้วัตถุดิบภายในประเทศ อาจจะมีราคาสูงกว่าคู่แข่ง ทำให้ขายได้ยากขึ้น ขณะที่อุตสาหกรรมอาหารหลายชนิดที่พึ่งพาวัตถุดิบจากต่างประเทศ อาจได้รับผลประโยชน์จากต้นทุนที่ลดลง เช่น ปลาทูน่า เป็นต้น ดังนั้นภาครัฐจะเป็นผู้เห็นภาพรวมดีที่สุด ซึ่งจะต้องนำมาชั่งน้ำหนักว่าค่าเงินบาทควรอยู่ที่เท่าไรประเทศชาติจึงได้ประโยชน์สูงสุด


นายไพบูลย์ พลสุวรรณา ประธานกรรมการ บริษัท ธารสมุทรฟู้ด จำกัด และที่ปรึกษาสภาผู้ส่งออกสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย กล่าวว่า อุตสาหกรรมอาหารในปีนี้ คาดว่าจะมีมูลค่าทรงตัวเท่ากับปีที่ผ่านมา หรือขยายตัวประมาณ 0-1% เพราะผู้ประกอบการส่วนใหญ่อยู่ระหว่างการปรับฐานไปสู่การผลิตสินค้าแปรรูปมากขึ้น คาดว่าภายใน 3 ปีจะมีสัดส่วนอาหารแปรรูป 50% และส่งออกเป็นวัตถุดิบ 50% ซึ่งจะทำให้ตั้งแต่ปี 2559 มูลค่าการส่งออกอาหารจะเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ


นอกจากนี้ผู้ประกอบการไทยจะต้องปรับตัว โดยหันไปนำเข้าวัตถุดิบจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาแปรรูปในประเทศมากขึ้น เนื่องจากแหล่งทรัพยากรสัตว์น้ำของไทยลดลงเรื่อย ส่วนพื้นที่เพาะปลูกก็ขยายได้ยาก ดังนั้น หากจะให้ยอดการส่งออกอาหารเพิ่มขึ้น ก็ต้องอาศัยทรัพยากรของประเทศเพื่อนบ้านให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศไทยมากที่สุด