สรุปสภาวะตลาดสหรัฐและยุโรป (29 ม.ค. - 4 ก.พ. 2558) : สัปดาห์ที่ผ่านมาตลาดหุ้นสหรัฐฯและยุโรปปรับตัวขึ้น โดย DJIA +2.8%, DAX +1.9%, CAC ฝรั่งเศส +1.9% และFTSE +0.5% ได้รับแรงหนุนจากการฟื้นตัวขึ้นของราคาน้ำมันดิบในช่วงกลางสัปดาห์ กลุ่มพลังงานนำตลาดปรับตัวขึ้น นอกจากนี้ประเด็นบวกการปรับลดอัตรากันสำรอง (RRR) ของธนาคารพาณิชย์จีนลง 0.5% ช่วยสร้างบรรยากาศการลงทุนเชิงบวกตลาดหุ้นปรับตัวขึ้นในสัปดาห์ที่ผ่านมา
สรุปสภาวะตลาดหุ้นจีน (29 ม.ค. - 4 ก.พ. 2558) : สัปดาห์ที่ผ่านมาตลาดหุ้นจีนปรับตัวลง 4.0% ตัวเลขเศรษฐกิจที่ออกมาเชิงลบอย่างดัชนี PMI ภาคการผลิต, ดัชนี HSBC PMI ภาคการผลิตที่ส่งสัญญาณชะลอตัว และดัชนี PMI ภาคบริการที่ทำระดับต่ำสุดในรอบ 6 เดือน แต่ประเด็นดังกล่าวสร้างแรงเก็งกำไรต่อการผ่อนคลายนโยบายการเงินจากธนาคารกลาง ทำให้การปรับตัวลงของตลาดเป็นไปอย่างจำกัด
สรุปความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นไทยสัปดาห์ที่ผ่านมา (29 ม.ค. - 4 ก.พ. 2558) : SET INDEX ไต่ระดับขึ้นทะลุ 1,600 จุดระหว่างสัปดาห์ ผลักดันด้วยหุ้นหลักในกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมีอย่าง PTTEP +9.0%, PTT +8.3%, PTTGC +8.0% ในสัปดาห์ที่ผ่านมา จากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกฟื้นตัว อย่างไรก็ตามเกิดแรงขายทำกำไร อีกทั้งราคาน้ำมันดิบเริ่มปรับฐานลง ส่งผลให้ SET INDEX ยังไม่สามารถผ่าน 1,600 จุดไปได้ ปิดที่ระดับ 1,599.81 จุด เพิ่มขึ้น 7.00 จุด หรือ +0.44% ณ วันที่ 4 ก.พ.
สำหรับทิศทางตลาดหุ้นไทยสัปดาห์หน้า (6 - 12 ก.พ. 2558) : MBKET คงน้ำหนักกับการลงทุนเป็น “กลาง” เป็นสัปดาห์ที่ 4 พร้อมคาด SET INDEX ไต่ระดับขึ้นทดสอบด่านสำคัญ 1,620 จุดระหว่างสัปดาห์ ผลักดันด้วยปัจจัยสำคัญดังต่อไปนี้
• การเยือนญี่ปุ่นของนายกฯ วันที่ 8-10 ก.พ. อาจทำให้หุ้นกลุ่มรับเหมาก่อสร้างขยับขึ้นเด่นชัด จากแรงเก็งกำไรต่อโครงการรถไฟรางคู่ที่ นายกฯ ไทยจะหารือกับ นายกฯ ญี่ปุ่นในการเยือนครั้งนี้
• ผลการดำเนินงานใน 4Q57 ของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทย เช่น DTAC / TOP / LPN เป็นต้น
• กระแสเงินทุนต่างชาติต่อการลงทุนในตลาดหุ้นเอเชียเกิดใหม่ มีแนวโน้มซื้อสุทธิต่อเนื่อง จากสภาพคล่องทางการเงินที่ล้นในระบบการเงินโลก และการเก็งกำไรต่อการเริ่มโครงการ QE ของ ECB ในเดือนมี.ค.
• ตัวเลขการส่งออก - นำเข้า รวมถึงอัตราเงินเฟ้อของจีนที่จะประกาศในสัปดาห์หน้า
• รวมถึงการเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก หลังฟื้นตัวลักษณะ Technical Rebound สัปดาห์ที่ผ่านมา
ดังนั้น กลยุทธ์การลงทุน MBKET คงแนะนำ “Contrarian Trading คือ ขึ้นแรงขาย / ลงแรงซื้อ” โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ณ ระดับ 1,615 จุดขึ้นไป นักลงทุนควรพิจารณาขายทำกำไรและกลับมาถือเงินสดให้มากขึ้นอีกครั้ง เพราะ ณ ระดับดังกล่าว Upside เริ่มจำกัด พร้อมกลับเข้าเก็งกำไรแบบจำกัดวงเงิน หากราคาหุ้นเป้าหมายเกิดการย่อตัวระหว่างชั่วโมงการซื้อขาย
ปัจจัยสำคัญในสัปดาห์หน้า ได้แก่
1. ติดตามการเยือนญี่ปุ่นของนายกฯ วันที่ 8-10 ก.พ.
2. ติดตามตัวเลขเศรษฐกิจต่างประเทศที่สำคัญ ได้แก่ การส่งออก - นำเข้า และอัตราเงินเฟ้อของจีน, ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค - คำสั่งซื้อเครื่องจักร ของญี่ปุ่น, ผลผลิตภาคอุตฯ ของอียู และอังกฤษ, ภาวะการจ้างงาน และยอดค้าปลีกของสหรัฐ
3. ติดตามความคืบหน้าในการเจรจาระหว่าง รัฐบาลกรีซ และ Troika เพื่อหาข้อสรุปของแผนการช่วยเหลือทางการเงิน และเงื่อนไขการชำระหนี้ให้แก่ Troika ซึ่งโครงการช่วยเหลือปัจจุบัน จะหมดอายุในสิ้นเดือนก.พ.นี้
---------------------------------------------------------------
ที่มา...บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็งฯ









