วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

พลังงานเมินม็อบต้านลั่นเดินหน้าขึ้นเอ็นจีวี

กระทรวงพลังงาน เมินม็อบค้านขึ้นราคาเอ็นจีวี ยันเดินหน้าปรับราคาต่ออีก 1-2 บาทต่อกิโลกรัม

สะท้อนต้นทุน 15-16 บาทต่อกิโลกรัม ชี้รถบรรทุกกระทบไม่มากส่วนใหญ่ 70 % ใช้ดีเซล

นายพรายพล คุ้มทรัพย์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า กระทรวงพลังงานยืนยันจะเดินหน้าขึ้นราคาก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์(เอ็นจีวี)จนสะท้อนต้นทุนให้มากที่สุด แม้ผู้ประกอบการรถร่วมองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ(รถร่วมขสมก.) จะยื่นขอปรับค่าโดยสารต่อกระทรวงคมนาคมขึ้นอีก 3 บาทต่อเที่ยว และรถแท็กซี่จะขอปรับขึ้นราคาค่าโดยสารอีก 13% ของมิเตอร์โดยอ้างผลกระทบจากราคาก๊าซที่สูงขึ้น

ทั้งนี้การพิจารณาค่าโดยสารขึ้นอยู่กับนโยบายกระทรวงคมนาคม แต่หากปรับขึ้นจนส่งผลกระทบต่อประชาชน ภาครัฐก็มีนโยบายช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย เช่น โครงการรถเมล์ฟรี รถไฟฟรี ที่ทำอยู่ในปัจจุบัน ส่วนกลุ่มรถบรรทุกคงได้รับผลกระทบไม่มากนัก เพราะผู้ประกอบการประมาณ 70% ใช้น้ำมันดีเซลเป็นเชื้อเพลิง ซึ่งช่วงที่ผ่านมาดีเซลปรับลดลงถึง 3-4 บาทต่อลิตร แต่ก๊าซเอ็นจีวีเพิ่มขึ้นเพียง 2.50 บาทต่อกิโลกรัม

อย่างไรก็ตามก๊าซเอ็นจีวี นับเป็นเชื้อเพลิงที่ราคาถูกที่สุด เมื่อเทียบค่าความร้อนกับเชื้อเพลิงประเภทอื่นอย่างน้ำมันดีเซลและก๊าซหุงต้ม(แอลพีจี) แต่กลับขายปลีกในราคาขาดทุน ดังนั้นจึงต้องทยอยปรับขึ้นราคาอีก 1-2 บาทต่อกิโลกรัม จนสะท้อนต้นทุนที่ 15-16 บาทต่อกิโลกรัม พร้อมยืนยันว่ายังจะไม่จัดเก็บภาษีสรรพสามิตก๊าซเอ็นจีวีในเร็วๆ นี้ เพราะเกรงกระแสต่อต้านจากประชาชน

สำหรับราคาเอ็นจีวีปัจจุบัน ทางรัฐบาลทยอยปรับราคาจาก 10.50 บาทต่อกิโลกรัม ตั้งแต่เดือนก.ย. 2557 ล่าสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาได้ปรับขึ้นอีก 50 สตางค์ต่อกิโลกรัม ส่งผลให้ปัจจุบันราคาขายปลีกอยู่ที่ 13 บาทต่อกิโลกรัม ส่วนรถโดยสารสาธารณะได้ซื้อในราคาช่วยเหลือที่ 10 บาทต่อกิโลกรัม

ส่วนกรณีที่กลุ่มเครือข่ายประชาชนปกป้องประเทศ ซึ่งนำโดย แพทย์หญิงกมลพรรณ ชีวพันธุศรี ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองคัดค้านการเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบที่ 21ในที่ 4 ก.พ. 2558 นั้น ทางกระทรวงพลังงานยินดีจะชี้แจงรายละเอียดต่อศาล เพื่อยืนยันว่านโยบายที่ดำเนินการอยู่ถูกต้องและโปร่งใส

นายปิยสวัสดิ์ อัมระนันท์ ประธานคณะกรรมการ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กล่าวในงานสัมมนา "การเสริมสร้างความตระหนักรู้ด้านพลังงานอาเซียน ครั้งที่ 1 ว่า ความเข้าใจผิดด้านพลังงานของไทย นำไปสู่นโยบายภาครัฐที่ผิดพลาด จนส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจและสังคม โดยเฉพาะ4 ปีที่ผ่านมาประเทศไทยมีนโยบายอุดหนุนราคาพลังงานข้ามประเภทอย่างมาก และลดภาษีสรรพสามิตดีเซลจาก 5 บาทต่อลิตร เหลือ 0.005 สตางค์ต่อลิตร ทำให้ประเทศสูญเสียรายได้มากที่สุดในประวัติศาสตร์ ถึง 180,000 ล้านบาทต่อปี

ทั้งนี้การอุดหนุนราคาก๊าซเอ็นจีวีให้มีราคาถูก ก็ทำให้ประชาชนใช้ไฟฟ้าแพงขึ้น 10 สตางค์ต่อหน่วย โดยไม่รู้ตัว เนื่องจากไทยต้องนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว(แอลเอ็นจี)ราคาสูงจากต่างประเทศ มารองรับความต้องการใช้ก๊าซเอ็นจีวีและใช้เป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้า หรือการต่อต้านโรงไฟฟ้าถ่านหิน บ่อนอก -หินกรูด จนล้มโครงการ ซึ่งถ้าโครงการนี้เกิดขึ้นได้ตามแผนจะประหยัดค่าเชื้อเพลิงได้ 35,000 ล้านบาทต่อปี คิดเป็นส่วนลดค่าไฟฟ้า 5% หรือ 20 สตางค์ต่อหน่วย ดังนั้นจึงเป็นเรื่องสำคัญมากที่จะให้ความรู้ภาคประชาชนเพื่อให้ร่วมตัดสินใจด้านพลังงานที่ถูกต้อง