วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

จีนเพิ่มลงทุนตปท. 5ปี5แสนล้านดอลล์

จีนย้ำความสำคัญไทย-จีน เผยปี57มูลค่าการค้ารวมกว่า2ล้านล้านบ. ระบุ5ปีแผนลงทุนต่างประเทศ 15 ล้านล้านบาท

ด้านภาคเอกชนหวังความร่วมมือ 2 ประเทศ ดันจีดีพีพุ่ง 6% แนะดึงความพร้อมด้านเงินทุน เทคโนโลยี ชี้อนาคตจีนเน้นอุตสาหกรรมหนัก เปิดทางเอสเอ็มอีเจาะตลาด

สภาธุรกิจไทยจีน จัดสัมมนา "อนาคตธุรกิจไทยในยุคจีนและ AEC ของธุรกิจไทยระดับโลก" เนื่องในโอกาสครบรอบ 40 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน โดยมีนายหนิง ฟู้ซุย เอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย และนักธุรกิจไทยเข้าร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น วานนี้ (4 ก.พ.2558)

นายหนิง ฟู้ซุย กล่าวว่าจีนถือเป็นคู่ค้าอันดับ 1 ของไทย แม้ปีที่ผ่านมาเศรษฐกิจไทยจะชะลอตัว แต่เห็นได้ว่ามูลค่าการค้าระหว่างกันยังอยู่ในระดับสูงคือ 72,670 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 2.18 ล้านล้านบาท และมีอัตราขยายตัวเฉลี่ย 26% ต่อปีนับตั้งแต่สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกัน และที่ผ่านมาจีนลงทุนในไทยเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 40% ต่อปี โดยปี 2557 ที่ผ่านมามี 40 โครงการ มูลค่ากว่า 38,200 ล้านบาท

"คาดว่า 5 ปีข้างหน้า จีนจะมีการลงทุนต่างประเทศ 500,000 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 15 ล้านล้านบาท และเชื่อมั่นว่าการลงทุนในไทยจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน"

ขณะที่ภาคท่องเที่ยว จีนก็เป็นตลาดสำคัญของไทย โดยสถิติของไทยพบปีที่แล้วมีนักท่องเที่ยวจีน 4.26 ล้านคน และปีนี้จะเพิ่มเป็นไม่ต่ำกว่า 5 ล้านคน และยังมีการแลกเปลี่ยนด้านการศึกษาระหว่างกัน โดยปีที่แล้วนักศึกษาจีนเข้ามาศึกษาในไทยกว่า 22,000 คน เท่ากับ 50% ของจำนวนนักศึกษาต่างชาติทั้งหมด ขณะที่นักศึกษาไทยไปศึกษาในจีนกว่า 20,000 คน เป็นอันดับ 2

นายฟู้ซุยกล่าวว่าความสัมพันธ์ที่ยาวนานกว่า 40 ปี ทำให้มีความร่วมมือกันมาก และในอนาคตควรเร่งพัฒนาโครงการใหญ่ที่มุ่งเน้นด้านระบบโครงสร้างพื้นฐานเชื่อมต่ออาเซียน เพราะช่วยพัฒนาการแลกเปลี่ยนทางด้านการค้า การลงทุน สร้างความเจริญสู่ภาคประชาชน สร้างรากฐานมั่นคงสัมพันธ์ไทยจีน หลังจากรัฐบาลไทยและจีนได้ลงนามความเข้าใจร่วมกัน (MOU) ในการพัฒนาลงทุนด้านรถไฟฟ้า และการค้าผลผลิตทางการเกษตร

ประโยชน์ทางการค้าที่จะเกิดขึ้นกับอาเซียนและจีนจะช่วยสร้างโอกาสให้กับไทยในด้านของการพัฒนาเส้นทางการค้า และขยายการท่องเที่ยว ไทยควรเชื่อมต่อกับไทยส่งเสริมโอกาสทางธุรกิจทางด้าน เกษตร อาทิ มันสำปะหลัง ยางพารา เพราะจีนเป็นตลาดนำเข้าขนาดใหญ่ รวมถึงการพัฒนาด้านการบริการ ตลอดจน พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (อี-คอมเมิร์ซ)

นอกจากนี้ทั้ง 2 ประเทศกำลังเร่งดำเนินการแก้ไขอุปสรรคทางการค้าและการลงทุน เนื่องจากการเติบโตของธุรกิจของทั้งสองประเทศจึงทำให้เผชิญกับปัญหา ดังนั้นจึงต้องมีการเข้าไปรับปรุงเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคทางการค้า อาทิ การทุ่มตลาด (Anti dumping)

เอกชนหวังดึงทุนจีนเป็นพันธมิตร

นายไกรสร จันศิริ ประธานกรรมการ บริษัท ไทยยูเนี่ยน โฟรเซ่น โปรดักส์ จำกัด (มหาชน) หรือทียูเอฟ กล่าวว่า จีนมีความพร้อมด้านองค์ความรู้ เงินทุน และมีความตั้งใจช่วยเหลือธุรกิจไทย จึงเป็นโอกาสดีที่ผู้ประกอบการไทยจะร่วมทุนกับจีนมากขึ้น ล่าสุดตนได้ผนึกนักลงทุนชาวจีน สัมปทานพื้นที่ 3,000 ไร่ ที่เพชรบุรีเพาะพันธุ์ไข่มุกน้ำจืด ก่อนต่อยอดเป็นแหล่งท่องเที่ยว

"จีนมีนโยบายผลักดันให้ผู้ประกอบการออกไปลงทุนมากขึ้นมีความรู้ทั้งด้านเทคนิค และเงินทุน หากไทยสามารถหาพันธมิตรและชักชวนมาร่วมทุนได้ จะเป็นเรื่องดี แต่ต้องประเมินความเสี่ยงด้วย ส่วนตัวหากมองว่านักลงทุนที่เข้ามานอกจากมีความรู้ และแผนธุรกิจที่ดี ต้องมีความพร้อมด้านเงินทุนด้วย"

นายไกรสร กล่าวว่านอกจากนี้ยังมีผลดีต่อภาพรวมเศรษฐกิจ เช่นปีนี้หากรัฐบาลอัดฉีดเม็ดเงินลงทุนเข้าสู่ระบบ และมีการร่วมมือกับจีนในการพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ จะส่งผลหนุนการเติบโตของเศรษฐกิจได้

หวังดันจีดีพีโต6%

นายบุณยสิทธิ์ โชควัฒนา ประธานเครือสหพัฒน์ กล่าวว่าแนวโน้มเศรษฐกิจไทย ปีนี้มีโอกาสเติบโตได้มากหากไทยมีการพึ่งพาการค้าและการลงทุนกับจีน และมีความเป็นไปได้ที่จะเติบโต 6% ดังที่ภาคเอกชนตั้งไว้ เพราะจีนถือเป็นตลาดใหญ่เปรียบเสมือนซูเปอร์มาร์เก็ตของไทย นอกจากนี้ยังมีความเข้าใจทางการค้าค่อนข้างมาก วัฒนธรรมใกล้เคียงกัน เจรจารู้เรื่องได้ง่าย ประกอบกับคนไทยเชื้อสายจีนอาศัยในไทยจำนวนมาก และไม่มีปัญหาต้องทะเลาะกันเมื่อเทียบกับตลาดสหรัฐ จึงเป็นปัจจัยบวกที่ดี

ปัจจุบันเส้นทางการค้าขายของจีนขยายตัวเร็วมากเทียบกับ 20 ปีก่อน และยังเป็นตลาดใหญ่ประชากร 1,300 ล้านคน แต่ปัญหาคือไทยอาจมีขีดความสามารถด้านการแข่งขันน้อยกว่าจีน แต่ก็เป็นโอกาสที่ไทยจะเป็นผู้ป้อนวัตถุดิบ แทนการเข้าไปตั้งฐานผลิตหรือค้าขายแข่งในจีน

"ธนาคารแห่งประเทศไทยคาดการณ์ว่าจีดีพีปีนี้จะเติบโต 4% ส่วนตัวมองว่าจะทำได้เพียงครึ่งเท่านั้น หรือ 2% เพราะไตรมาส 1 สถานการณ์ไม่ดีนัก แต่ภาคธุรกิจก็จะตั้งเป้าสูงไว้ก่อน 6% ซึ่งเป็นไปได้หากเราพึ่งพาการค้าและการลงทุนจากจีน"

นายบุณยสิทธิ์กล่าวว่า อนาคตจีนจะมุ่งอุตสาหกรรมหนัก ทำให้อุตสาหกรรมการผลิตชิ้นส่วนขนาดเล็กต้องนำเข้าจากต่างประเทศแทน จึงมองว่าจะเป็นโอกาสของอุตสาหกรรมขนาดย่อมของไทยในการเจาะตลาด รวมทั้งอุตสาหกรรมอาหาร ที่จีนเชื่อมั่นสินค้าจากต่างประเทศมากกว่าที่ผลิตเอง

ดันเอสเอ็มอีไทยดักโอกาสจีนรุกอาเซียน

นายวิกรม กรมดิษฐ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อมตะคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กลุ่มธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) มีบทบาทสำคัญที่ช่วยพัฒนาเศรษฐกิจในอาเซียนและเชื่อมต่อกับจีน เพราะเป็นสัดส่วนของทั้งซัพพลายเชน เมื่อจีนมีเป้าหมายที่จะส่งเสริมการค้าระหว่างจีนและอาเซียน เพิ่มขึ้นเป็น 1 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2563 จึงมีโอกาสสำคัญที่จะช่วยพัฒนาอาเซียน โดยใช้ความเป็นศูนย์กลางของไทยเชื่อมโยงอาเซียน หลังจากที่จีนได้วางเป้าหมายยุทธศาสตร์เส้นทางรถไฟ เพื่อไปสู่ทางออกทะเล ที่มาบตาพุด สะท้อนให้เห็นว่าไทยจะเป็นศูนย์กลางสำคัญในการส่งเสริมการค้าระหว่างภูมิภาคอาเซียนและจีน

นอกจากนี้ อัตราจีดีพีการค้าอาเซียน ที่เชื่อมต่อกับเศรษฐกิจทั่วโลกมีถึง 80% ดังนั้นการพัฒนาการเจริญเติบโตเศรษฐกิจดังกล่าว โดยใช้การทำเขตการค้าเสรี อาเซียนบวก 6 จึงถือเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่ทำให้อาเซียนก้าวขึ้นมาโดดเด่นในการเพิ่มมูลค่าการค้ากับเศรษฐกิจโลก