หุ้น "กลุ่มปตท." ปรับตัวเพิ่มขึ้น ดันหุ้นไทยวานนี้ยืน 1602.54 จุด หลังน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสปรับตัวขึ้นกว่า 11%
ความเคลื่อนไหวดัชนีของหุ้นกลุ่มพลังงาน วานนี้ (3 ก.พ.) ปรับตัวเพิ่มขึ้น 20,614.20 จุด หรือ 0.44% จากวันก่อนหน้า โดยมีหุ้นในกลุ่มพลังงานที่ติดอันดับหุ้นที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด ได้แก่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT ราคาปิดที่ 370 บาท เพิ่มขึ้น 15 บาท หรือ 4.23% มูลค่าการซื้อขาย 2,497.56 ล้านบาท บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ PTTEP ราคาปิดที่ 120.50 บาท เพิ่มขึ้น 8 บาท หรือ 7.11% มูลค่าการซื้อขาย 1,961.85 ล้านบาท และบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC ราคาปิดที่ 60 บาท เพิ่มขึ้น 2.25 บาท หรือ 3.90% มูลค่าการซื้อขาย 1,452.68 ล้านบาท
ทั้งนี้ สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ที่ตลาดไนเม็กซ์ (NYMEX) ส่งมอบเดือน มี.ค. เพิ่มขึ้น 5.04 ดอลลาร์ ปิดที่ 49.57 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล (ณ วันที่ 2 ก.พ.) จากราคาปิดที่ 44.53 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เมื่อวันที่ 29 ม.ค.2558 เนื่องจากการคาดการณ์ที่ว่า การผลิตน้ำมันในสหรัฐจะปรับตัวลดลง นอกจากนี้สัญญาน้ำมันดิบยังได้รับแรงหนุนจากข่าวการนัดหยุดงานของสหภาพแรงงานน้ำมันสหรัฐ ซึ่งการปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่มพลังงานซึ่งมีน้ำหนักประมาณ 46% ของการปรับตัวขึ้นของดัชนีหุ้นไทย ล่าสุดปิดที่ระดับ 1,602.54 จุดเพิ่มขึ้น 19.84 จุด
นายเผดิมภพ สงเคราะห์ กรรมการผู้จัดการ สายงานจัดการเงินทุนบุคคล บล.กสิกรไทย เปิดเผยว่า หุ้นกลุ่มพลังงานที่ปรับตัวขึ้นมาในช่วง 1-2 วันนี้ มองว่าเป็นเพียงการปรับตัวขึ้นในระยะสั้น แต่เชื่อว่าแนวโน้มราคาน้ำมันดิบในช่วงครึ่งหลังของปี ยังคงถูกกดดันจากปริมาณการผลิตที่มากกว่าความต้องการใช้จริง หากเศรษฐกิจโลกเริ่มฟื้นตัวได้ชัดเจน จึงจะช่วยให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวขึ้นได้เช่นกัน
"สำหรับหุ้นกลุ่มพลังงานที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับโรงกลั่นมองว่ามีความน่าสนใจมากกว่าหุ้นที่เกี่ยวข้องกับน้ำมันตัวอื่นๆ เนื่องจากคาดการณ์ว่าผลประกอบการในไตรมาส 4 ปี 2557 นี้จะออกมาแย่น้อยกว่าที่คาดไว้ เพราะค่าการกลั่นและสเปรดปิโตรเคมีที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่วนหุ้นที่เกี่ยวกับน้ำมันตัวอื่นๆ มองว่าเป็นเพียงการเก็งกำไรในระยะสั้นเท่านั้น" นายเผดิมภพ กล่าว
ด้าน บล.เอเซียพลัส เปิดเผยว่า ราคาน้ำมันดิบในตลาดล่วงหน้า ฟื้นตัวจากจุดต่ำสุด 44.5 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในช่วงปลายเดือน ม.ค. มายืนเหนือ 50 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลอีกครั้ง หรือเพิ่มขึ้น 12.35% ในช่วง 1 สัปดาห์กว่าๆ ที่ผ่านมา จึงเชื่อว่าเป็นผลดีต่อหุ้นปิโตรเลียมขั้นต้นทั้ง ได้แก่ บริษัท ปตท. บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม ตรงกันข้ามอาจจะไม่ดีต่ออุตสาหกรรมปิโตรเคมีที่ใช้แนฟทาเหลวเป็นวัตถุดิบ เช่น กรณีของบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC
บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย เป็นผู้ผลิตปิโตรเคมีสายโอเลฟินส์ โดยมีกำไรประมาณครึ่งหนึ่งของกำไรทั้งหมด ซึ่งเชื่อว่ายังได้ประโยชน์จากการเข้าสู่วัฏจักรขาขึ้น สะท้อนผ่านสเปรดระหว่างผลิตภัณฑ์พอลิเอทิลีนความหนาแน่นสูง กับต้นทุนแนฟทายังสูงเกิน 700 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เทียบกับปี 2557 เฉลี่ยกว่า 600 ดอลลาร์ต่อตัน
ขณะที่บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล เป็นผู้ผลิตปิโตรเคมีสายโอเลฟินส์เช่นกัน แต่ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นวัตถุดิบ ซึ่งราคาก๊าซธรรมชาติจะปรับขึ้นช้ากว่าแนฟทา ทำให้บริษัทยังคงได้รับประโยชน์จากสเปรดขาขึ้นในช่วงนี้เต็มที่
ส่วน บล.โนมูระ พัฒนสิน เปิดเผยว่า ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ยังคงฟื้นตัวต่อเนื่อง 2 วันติดต่อกัน เพิ่มขึ้น 3.89% เป็น 55.05 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล (ณ วันที่ 2 ก.พ.) จากแรงหนุนของดัชนีค่าเงินดอลลาร์ที่ชะลอการแข็งค่า แกว่งในกรอบ 94.47 จุด และแนวโน้มแท่นขุดเจาะน้ำมันในสหรัฐ ที่ทยอยปิดการผลิตเนื่องจากไม่คุ้มทุน เป็นปัจจัยช่วยลดแรงกดดันต่อความต้องการขายน้ำมันลง ส่งผลให้หุ้นในกลุ่มปิโตรเลียมขั้นต้น ซึ่งคิดเป็นน้ำหนักราว 17% ของตลาดหุ้นไทยหนุนดัชนีขึ้น









