ครม.สั่ง 4 หน่วยงานถกปรับเพิ่มวงเงินลงทุนรถไฟฟ้าสายสีแดงช่วง บางซื่อ-รังสิต 3 สัญญามูลค่ากว่า 8.1 พันล้าน
หลังคมนาคมเสนอแก้แบบรองรับระบบรถไฟทั้งความเร็วสูงและรางขนาด 1.435 เมตรและรางขนาด 1 เมตร
พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังการประชุมครม.ว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้ดำเนินการแก้ไขแบบรายละเอียดและปรับปรุง กรอบวงเงินค่าจ้างของโครงการระบบขนส่งมวลชนทางรางในพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑล(สายสีแดง) ช่วงบางซื่อ-รังสิต ซึ่งประกอบด้วยสัญญาการก่อสร้าง 3 สัญญา มีมูลค่าก่อเพิ่มขึ้น 8,140 ล้านบาท แยกเป็นค่าจ้างที่เพิ่มขึ้นภายใต้สัญญาที่ 1 จำนวน 4,315 ล้านบาท สัญญาที่2 จำนวน 3,352 ล้านบาท และสัญญาที่ 3 จำนวน 473 ล้านบาท
“ครม. ได้อนุมัติเฉพาะการแก้ไขสัญญา แต่ส่วนที่กระทรวงการคลังเสนอให้มีการขยายวงกรอบวงเงินกู้ให้ครอบคลุมค่าก่อสร้างที่เพิ่มขึ้นนั้น ครม. ได้มอบหมายให้ กระทรวงคมนาคม กระทรวงการคลัง สำนักงบประมาณและกรมบัญชีกลางไปจัดทำรายละเอียดให้รอบคอบก่อนนำเข้าให้ ครม.อนุมัติอีกครั้งเนื่องจาก ครม.พิจารณาแล้วเห็นว่าวงเงินที่เพิ่มนั้นเป็นวงเงินที่สูง จึงต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ”พล.ต.สรรเสริญกล่าว
สำหรับรายละเอียดของสัญญาที่มีการแก้ไขนั้น ในส่วนต่างเพื่อรองรับระบบรถไฟในอนาคต ที่จะมาเชื่อมต่อกันที่สถานีชุมทางบางซื่อ ได้แก่รถไฟความเร็วสูง รถไฟขนาดราง 1.435 เมตร และรถไฟขนาดราง 1 เมตร โดยสัญญาที่1 ประกอบด้วยการแก้ไข 3 ส่วน ได้แก่ 1.สัญญางานก่อสร้างงานโยธาสถานีกลางบางซื่อและศูนย์ซ่อมบำรุง ซึ่งมีการปรับในส่วนช่องทางวิ่งจากเดิมที่มี 3 ช่องทาง ให้ปรับเป็น 4 ช่องทาง
2.งานแก้ไขแบบโครงสร้างทางวิ่งรถไฟฟ้าสายสีแดง เพื่อรองรับโครงสร้างทางวิ่งของรถไฟความเร็วสูงบริเวณสถานีกลางบางซื่อ จึงให้ปรับชานชาลาชั้น 2 ให้รองรับการเดินรถไฟขนาดราง1 เมตร แยกเป็นขบวนทางไกล 8 ขบวนและขบวนรถไฟระหว่างเมือง 4 ขบวน และให้ชานชาลาชั้น3 รองรับการเดินรถไฟขนาดราง 1.435 เมตร 3.แก้ไขความยาวของชานชาลาบนชั้นที่3 ให้มีความยาวเพิ่มจาก 230 เมตร เป็น 600 เมตร เพื่อให้เหมาะสมกับการที่มีรถไฟขนาดราง 1.435 เมตรเพิ่มเข้ามา
สำหรับสัญญาที่ 2 และ 3 ซึ่งเป็นงานโยธาระหว่างสถานีบางซื่อถึงรังสิต และงานระบบราง อาณัติสัญญาณและขบวนรถไฟฟ้า ให้แก้ไขให้สอดคล้องกับสัญญาที่ 1 ทั้งนี้ ก่อนที่จะมีการเสนอให้มีการแก้ไขสัญญาทั้ง 3 สัญญานี้ กรอบวงเงินทั้ง 3 สัญญาซึ่งได้รับการอนุมัติโดยมติ ครม. เมื่อวันที่ 10 มี.ค.2552 อยู่ที่ 73,077 ล้านบาท
นายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร ผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) เปิดเผยภายหลังจากเข้าปฏิบัติหน้าที่ในวันแรก ว่า นโยบายเร่งด่วนที่จะเข้ามาดำเนินการนั้นจะดำเนินตามนโยบายหลักๆ ของรัฐบาล ทั้งการก่อสร้างในโครงการรถไฟทางคู่ทั่วประเทศ รถไฟทางคู่ขนาดรางมาตรฐาน 1.435 เมตร เนื่องจากเป็นระบบขนส่งสาธารณะที่สำคัญ
นอกจากนี้จะเร่งสร้างความเชื่อมั่นทางด้านมาตรฐานความปลอดภัยระบบการเดินรถ ระบบราง ทางข้าม และ ความสะอาดของห้องน้ำสถานี ห้องน้ำบนขบวนรถไฟ ซึ่งเป็นสิ่งต้องเร่งดำเนินการเพื่อสร้างความเชื่อมั่นคืนกลับมาให้กับประชาชนผู้ใช้บริการรถไฟไทย โดยคาดว่าในส่วนนี้จะสามารถดำเนินการได้ภายใน 3 - 6 เดือน
ส่วนแนวทางการบริหารจัดการทรัพย์สินของรถไฟรวมทั้งที่ดินทั้งหมดนั้นในเรื่องนี้ถือเป็น 1 ในแผนฟื้นฟูกิจการ ร.ฟ.ท. ดังนั้นจะขอเวลาหารือกับหน่วยงานและผู้เกี่ยวข้องก่อนโดยจะใช้เวลาในการหารือประมาณ 1 - 2 สัปดาห์ เพื่อจะได้ประกอบการพิจารณาในการกำหนดทิศทางว่าจะดำเนินการให้เกิดประโยชน์อย่างไร และทำอย่างไรให้เกิดหนี้สะสมน้อยลง









