วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

'ศก.-ส่งออก'ฉุดตลาดแรงงานทรุด ป.ตรีจบใหม่ว่างงาน50%

แมนพาวเวอร์หวั่นเศรษฐกิจไทยโตต่ำ ส่งออกติดลบ ฉุดความต้องการแรงงาน ระบุปริญญาตรีส่อว่างงาน 50%

ด้านอาชีวะ ขาดแคลน เหตุผู้จบการศึกษาเข้าสู่ตลาดแค่ 30% ส่วนใหญ่ตัดสินใจเรียนต่อ ระบุหลังเปิดเออีซี เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างครั้งใหญ่ กลุ่มซีแอลเอ็มวีดูดแรงงานกลับถิ่น ขณะที่ภาคท่องเที่ยว-บริการของไทย เสี่ยงถูกแย่งงานเหตุทักษะภาษาสู้เพื่อนบ้านไม่ได้

นางสาวสุทธิดา กาญจนกันติกุล ผู้จัดการฝ่ายการตลาด แมนพาวเวอร์ กรุ๊ป ประเทศไทย เปิดเผยว่า ภาพรวมเศรษฐกิจของไทยปีนี้ คาดว่าจีดีพีจะเติบโตจากปีที่แล้วประมาณ 1.5% แต่การส่งออกอาจหดตัวกว่า 2% โดยส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากปัจจัยเศรษฐกิจทั่วโลก เช่น ญี่ปุ่น และจีน ที่ค่อนข้างชะลอตัว ไม่เติบโตเป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้

ขณะที่อัตราการบริโภคภายในประเทศ จะขยายตัวต่ำกว่า 1% ซึ่งจะส่งผลกระทบในกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือยค่อนข้างมาก โดยผู้คนจะยังคงระมัดระวังการจับจ่ายใช้สอย และเลือกซื้อเฉพาะสินค้าอุปโภค- บริโภคที่จำเป็น และที่สำคัญภาพรวมของเศรษฐกิจในปีนี้ จะส่งผลกระทบไปถึงภาคอุตสาหกรรม การไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งอาจมีผลทำให้เกิดการจำกัดการจ้างงาน อย่างน้อยจนถึงสิ้นสุดไตรมาส 2 ก่อนจะกลับเริ่มจ้างงานเพิ่มขึ้นอีกครั้งภายในช่วงไตรมาส 3

ทั้งนี้คาดว่าความต้องการจ้างแรงงานงานใหม่ในปัจจุบัน แบ่งเป็นแรงงานระดับการศึกษาปริญญาตรีประมาณ 150,000 คน หรือเท่ากับ 50% ของจำนวนผู้ที่จะจบการศึกษาทั้งสิ้น 300,000 คน ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวจะส่งผลให้มีจำนวนผู้ว่างงานสะสมในกลุ่มนี้ กว่า 400,000 คน

สำหรับรายได้ของแรงงานระดับปริญญาตรีของผู้จบการศึกษาใหม่ พบว่าสายอาชีพเกี่ยวกับไอทีและวิศวกรเป็นกลุ่มที่มีรายได้สูงสุด

แรงงานอาชีวะขาดแคลน

ส่วนแรงงานในระดับอาชีวศึกษา มีอัตราการจบการศึกษา ประมาณ 300,000 คน และมีความต้องการแรงงานจากภาคเอกชนกว่า 60% แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือการขาดแคลนแรงงาน เนื่องจากผู้ที่จบการศึกษาในระดับนี้ เข้าสู่ตลาดแรงงานแค่ 30% เท่านั้น โดยที่เหลือ 70% ตัดสินใจศึกษาต่อ

ทั้งนี้แรงงานระดับอาชีวศึกษาที่เป็นที่ต้องการมากที่สุด คือ ช่างกลโรงงาน ช่างเชื่อม ช่างไฟฟ้า และงานด้านการท่องเที่ยวการโรงแรม

“อาชีพล่าม การท่องเที่ยว และโรงแรม ตลอดจนอาชีพที่ต้องใช้ทักษะทางด้านภาษา ถือเป็นอาชีพที่ยังขาดแคลนมาโดยตลอด และยังเป็นอาชีพที่ต้องใช้ทักษะภาษาสำคัญกับการเพิ่มโอกาสในการทำงานเมื่อเปิดเออีซี”

ส่วนแรงงานในระดับมัธยมปลาย มีจำนวนการเข้าสู่ตลาดแรงงาน เพียง 5% เท่านั้น เพราะผู้ที่อยู่ในกลุ่มระดับการศึกษาหลังนี้ ยังมีอายุน้อย และขาดทักษะการทำงานที่องค์กรต้องการ

เปิดเออีซี โครงสร้างแรงงานเปลี่ยน

อย่างไรก็ตาม ประเมินว่าเมื่อเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี จะส่งผลให้ทิศทางของตลาดแรงงานเปลี่ยนแปลงไป โดยเห็นได้จากปรากฏการณ์ที่จะเกิดขึ้นหลายอย่าง อาทิ เกิดการวิจัยและพัฒนาสร้างค่านิยมคนรุ่นใหม่รับเออีซี เกิดการย้ายฐานการผลิตเพื่อลดต้นทุน ซึ่งทำให้อุปสงค์แรงงานในประเทศนั้นเพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ สิ่งที่จะได้เห็นจากการปรับเปลี่ยนในตลาดแรงงาน คือ แรงงานจะเริ่มมีทักษะความสามารถต่างๆ สามารถทำงานได้หลากหลายมากขึ้น รวมถึงเกิดการผสมผสานของวัฒนธรรมที่แรงงานจะต้องปรับตัวเข้ากับผู้ร่วมงานนานาชาติ ซึ่งทำงานร่วมกันภายในองค์กร ทั้งนี้ โดยแรงงานที่มีทักษะทางภาษาจะได้เปรียบในการได้รับคัดเลือกเข้าทำงานมากกว่าแรงงานทั่วไป

นางสาวสุทธิดา กล่าวว่า สิ่งที่น่ากังวลเกี่ยวกับผลกระทบของตลาดแรงงาน จากการเปิดเออีซีก็คือ คือ การรวมตัวกันที่ทำให้ตลาดและผู้บริโภคขยายตัว และมีความหลากหลายมากขึ้น จะทำให้การเคลื่อนย้ายแรงงานระหว่างประเทศเพิ่มมากขึ้นในลักษณะบูมเมอแรง หรือการย้ายฐานกลับเข้าไปทำงานในประเทศของแรงงานชาตินั้น

สำหรับประเทศไทยคาดว่า อาจจะได้เห็นตัวอย่างภาวะตลาดแรงงานบูมเมอแรง อย่างชัดเจนภายในช่วง 3-5 ปีข้างหน้า ซึ่งจะเกิดขึ้นกับแรงงานกลุ่มประเทศซีแอลเอ็มวี ได้แก่ กัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม ที่เข้ามาทำงานในไทย แล้วกลับไปทำงานในตลาดแรงงานของกลุ่มซีแอลเอ็มวีแทน เนื่องจากตลาดแรงงานในประเทศดังกล่าวเริ่มพัฒนามากขึ้น และมีความต้องการการจ้างงาน รวมถึงให้ค่าแรงที่เพิ่มมากขึ้น โดยส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากเศรษฐกิจในกลุ่มประเทศดังกล่าวมีแนวโน้มพัฒนาในเชิงบวกมากขึ้น

จี้แรงงานไทยยกรับทักษะ-ภาษา

นายไซมอน แมททิวส์ ผู้จัดการประจำประเทศไทย เวียดนาม และตะวันออกกลาง แมนพาวเวอร์กรุ๊ป กล่าวว่า ปัจจัยหนึ่งที่สำคัญของการเตรียมความพร้อมเพิ่มศักยภาพในตลาดแรงงานเมื่อเปิดเออีซี คือ การเตรียมความพร้อมด้านความรู้และทักษะอาชีพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทักษะด้านภาษา และการยกระดับการศึกษาต่างๆให้เท่าเทียมกันทั่วประเทศ

ทั้งนี้ ในมุมมองของนักลงทุนโดยทั่วไป มองว่าภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปีนี้ จะเติบโตได้มากถึง 3-4% โดยส่วนหนึ่งมองว่ายังมีปัจจัยหนุนจากแผนการลงทุนโครงการต่างๆ เพื่อการพัฒนาประเทศของภาครัฐ และเชื่อว่านักลงทุนต่างชาติยังมีมุมมองที่ดีในการเข้ามาลงทุนในไทยอย่างต่อเนื่อง และยังไม่เปลี่ยนแปลง เพียงแต่ตลาดแรงงานไทยจะต้องเพิ่มทักษะการประกอบอาชีพ เพื่อจูงใจให้เกิดความต้องการจ้างงาน และเกิดการลงทุนจากนักลงทุนชาวต่างชาติมากยิ่งขึ้น

หวั่นท่องเที่ยว-บริการถูกแย่งงาน

นายยงยุทธ แฉล้มวงษ์ ผู้อำนวยการ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือทีดีอาร์ไอ กล่าวว่า ตลาดแรงงานในกลุ่มอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและการบริการยังค่อนข้างอ่อนไหวมาก เนื่องจากบางตำแหน่งงานในกลุ่มนี้ ไม่กำหนดเรื่องวุฒิการศึกษาในการสมัครงาน จึงอาจเป็นกลุ่มที่ต้องจับตามองอย่างมาก เพราะอาจเกิดการเข้ามาแย่งตำแหน่งจากแรงงานในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งมีทักษะด้านภาษาที่แข็งแกร่งกว่าแรงงานไทย และจะมีโอกาสได้รับการจ้างงานมากกว่าเช่นกัน เนื่องจากแรงงานไทยจำนวนมากยังขาดแคลนทักษะด้านภาษา

อย่างไรก็ดี มองว่าภาพรวมของการขาดแคลนแรงงานในปีนี้จะมีทิศทางดีขึ้น หลังจากปี 2557 เริ่มมีแนวโน้มปรับดีขึ้นเหลือประมาณ 1 แสนราย จากเดิมในปี 2556 อยู่ที่ 3 แสนราย โดยในปัจจุบันไทยมีตลาดแรงงานกว่า 39 ล้านคน ซึ่งมีจำนวนรองจากอินโดนีเซีย เวียดนาม และฟิลิปปินส์