วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

กกร.จี้แบงก์ชาติดูแลค่าบาท

กกร.เรียกร้องธปท.ดูแลค่าบาท หลังค่าเงินแข็งค่าต่อเนื่อง หวั่นกระทบส่งออก เหตุค่าเงินแข็งกว่าคู่แข่ง

นัดหารือ 11 ก.พ.นี้ ขณะแบงก์ชาติ ส่งจดหมายเปิดผนึกถึง"สมหมาย" แจงเงินเฟ้อติดลบ ยันดอกเบี้ยเหมาะสมดูแลเศรษฐกิจ

ภาคเอกชนเรียกร้องให้ทางการออกมาดูแลค่าเงินบาท หลังปรับตัวแข็งค่าต่อเนื่องจากสถานการณ์ในตลาดการเงินโลกในช่วงเดือนที่ผ่านมา โดยนับตั้งแต่ธนาคารยุโรป (อีซีบี) ประกาศมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) ครั้งใหญ่และญี่ปุ่นยังเดินหน้าคิวอี ส่งผลให้เงินสกุลอื่นของเอเชียแข็งค่ามากขึ้น

ธนาคารหลายประเทศใช้มาตรการลดดอกเบี้ยหรือการแทรกแซง เพื่อดูแลค่าเงินของตัวเองให้อ่อนค่าลง ซึ่งนักวิเคราะห์คาดว่าในปีนี้ทุกประเทศจะกระโจนเข้าสู่สงครามค่าเงิน โดยดูแลให้ค่าเงินอ่อนค่าเพื่อสนับสนุนภาคเศรษฐกิจ

ค่าเงินบาทวานนี้ (3 ก.พ.) ปิดตลาดอ่อนค่าลงจากช่วงเช้า หลังจนแข็งค่าขึ้นชนแนวต้านที่ 32.50 บาท/ดอลลาร์ ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกับค่าเงินในภูมิภาค โดยสกุลเงินตลาดเกิดใหม่ในเอเชียแข็งค่าขึ้น จากความต้องการสินทรัพย์เสี่ยง

จากแนวโน้มค่าเงินบาทแข็งค่า คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ได้มีการประชุมหารือร่วมกันวานนี้ (3 ก.พ.) นอกจากข้อเสนอให้รัฐบาลแก้ปัญหาเศรษฐกิจแล้ว ยังเรียกร้องให้มีการแก้ปัญหาค่าเงินบาทแข็งค่า เนื่องจากจะส่งผลกระทบต่อภาคส่งออก

นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ในฐานะประธานการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) กล่าวว่าที่ประชุม กกร. ยังเป็นห่วงภาวะเศรษฐกิจไทยและการส่งออกปีนี้ที่ต้องติดตามใกล้ชิด เพราะปัจจุบันค่าเงินบาทของไทยค่อนข้างแข็งค่าเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่ง อาจผลกระทบต่อขีดความสามารถทางการแข่งขัน

ขณะที่ การส่งออกไตรมาส 4 ที่ผ่านมาขยายตัว 1.7% นับเป็นการขยายตัวครั้งแรกในรอบ 7 ไตรมาส

ถกค่าบาทกระทบส่งออกกับธปท.11ก.พ.

ด้าน นายอิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ขณะนี้ผู้ส่งออกได้รับผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทมาก โดยภาพรวมค่าเงินบาทของไทยช่วงที่ผ่านมาจนถึงขณะนี้ มีอัตราแข็งค่ามากกว่าประเทศคู่แข่ง โดยเฉพาะประเทศเพื่อนบ้านอาเซียน ทำให้สินค้าส่งออกของไทยขายยากขึ้น ขีดความสามารถการแข่งขันลดลง

ดังนั้นในวันที่ 11 ก.พ.นี้ สภาหอฯ จะเข้าหารือกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพื่อที่จะหารือถึงภาพรวมเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนและแนวทางการดำเนินนโยบายของธปท.ต่อไป

"ค่าเงินบาทยังอาจกระทบการท่องเที่ยวบางส่วนเช่น จากรัสเซีย แต่ต้องดูต่อไปเพราะยังไม่นิ่ง ขณะที่ราคาน้ำมันเริ่มสูงขึ้นความผันผวนยังเดาได้ยาก แต่โดยรวมหลายประเทศคู่แข่งเรา เช่น บราซิล ค่าเงินอ่อนกว่าไทยทำให้เขาลดราคาน้ำตาลทรายที่ขายได้ ขณะที่ตลาดยุโรป โดนตัดสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร หรือ GSP เมื่อเงินแข็งค่าอีก ยิ่งลำบากกว่าเดิม" นายอิสระ กล่าว

ส่วนการส่งออกปีนี้ คาดว่า จะขยายตัว 3.5-4% หลังจากหมดไตรมาส 1 จะนำตัวเลขต่างๆ มาทบทวนอีกครั้ง

เงินเฟ้อหลุดเป้าผลกระทบซัพพลายช็อก

หลังจากกระทรวงพาณิชย์ ประกาศตัวเลขเงินเฟ้อทั่วไปเดือนม.ค.2558 ติดลบ 0.41% ซึ่งต่ำกว่ากรอบล่างของเป้าหมายนโยบายการเงินใหม่ ที่ธปท. เพิ่งหันมาใช้เงินเฟ้อทั่วไปในการกำหนดนโยบายการเงิน โดยยึดค่าเฉลี่ยตรงกลางแบบรายปีที่ 2.5% บวกลบไม่เกิน 1.5% หรือคิดเป็นกรอบการเคลื่อนไหวที่ 1-4%

การที่เงินเฟ้อทั่วไปต่ำกว่ากรอบล่างของเป้าหมายที่ 1% ทำให้ ธปท. ต้องออกจดหมายเปิดผนึกเพื่อชี้แจงต่อ นายสมหมาย ภาษี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ขณะเดียวกันก็ได้เปิดเผยให้สาธารณชนได้รับทราบ ถึงสาเหตุที่เงินเฟ้อทั่วไปต่ำกว่ากรอบล่างของเป้าหมาย รวมทั้งยังอธิบายถึงแนวทางการดำเนินการของธปท.ในระยะข้างหน้า

ธปท.ส่งหนังสือแจงรมว.คลัง

ที่ผ่านมา นายสมหมาย ภาษี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เรียกร้องให้ธปท.ลดดอกเบี้ยเพื่อดูแลค่าเงินบาท หลังจากเงินเฟ้อต่ำลง

นายเมธี สุภาพงษ์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธปท. กล่าวว่า ธปท.ทำจดหมายเปิดผนึกถึงรมว.คลัง เพื่อต้องการทำความเข้าใจกับสาธารณชนถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับภาวะเงินเฟ้อในปัจจุบัน

สาเหตุหลักที่ทำให้เงินเฟ้อต่ำกว่ากรอบล่างของเป้าหมายนโยบายการเงิน มาจากราคาน้ำมันโลกที่ลดต่ำลง เป็นผลจากภาวะอุปทานช็อก(ซัพพลายช็อก) จากความก้าวหน้าของเทคโนโลยีการขุดเจาะน้ำมัน โดยเฉพาะน้ำมันจากชั้นหินดินดาน (เชลล์ออย) ทำให้มีปริมาณการผลิตน้ำมันเพิ่ม แต่ทั้งนี้ถือเป็นซัพพลายช็อกในด้านดี เนื่องจากประเทศไทยเป็นผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิ จึงได้ประโยชน์จากราคาที่ลดลง

"อันนี้ถือเป็น โพซิทีฟซัพพลายช็อก คือ ช็อกในทางที่ดี โดยเป็นผลจากอุปทานของน้ำมันโลกที่เพิ่มขึ้น หลังสหรัฐฯ สามารถผลิตเชลล์ออยได้ และโอเปกไม่ลดกำลังการผลิต ในขณะที่ดีมานด์ก็ไม่ได้เพิ่มขึ้นมาก ทั้ง 2 ปัจจัยนี้จึงทำให้ราคาน้ำมันตลาดโลกปรับลดลง ราคาน้ำมันในประเทศก็ลดลงด้วย" นายเมธีกล่าว

ดอกเบี้ยไม่จำเป็นต้องตอบสนอง

สำหรับการดำเนินการข้างหน้า นายเมธี กล่าวว่า การที่เงินเฟ้อต่ำกว่ากรอบล่างของเป้าหมายนโยบายการเงิน เป็นเรื่องที่ กนง. เข้าใจว่าเกิดจากปัญหาซัพพลายช็อก ซึ่งปกติแล้วนโยบายการเงินจะไม่ตอบสนองต่อปัญหานี้เท่าไร และการดำเนินนโยบายการเงินยังต้องมองไปข้างหน้าด้วย เพราะการปรับเปลี่ยนนโยบายการเงินไป กว่าจะเห็นผลต้องใช้เวลา 6-12 เดือน กรณีที่เกิดขึ้นนี้ นโยบายการเงินจึงไม่จำเป็นต้องดำเนินการใดๆ

"มองไปข้างหน้า เห็นว่าเงินเฟ้อมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นได้ การดำเนินนโยบายการเงินจึงมองว่า ควรรักษาระดับการผ่อนปรนต่อไป เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวเศรษฐกิจ"

ส่อปรับคาดการณ์เงินเฟ้อปีนี้ลง

ธปท. ยอมรับว่า ราคาน้ำมันโลกที่ลดลงกว่าที่ ธปท. คาดการณ์เอาไว้ และยังส่งผลต่อราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศ ทำให้แนวโน้มเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยทั้งปีในปีนี้ อาจต่ำกว่าประมาณการของ ธปท. ที่ 1.2% และมีแนวโน้มที่จะต่ำกว่ากรอบล่างของเป้าหมายที่ 1% ด้วย แต่ถึงแม้จะต่ำกว่าก็ไม่น่าจะสร้างปัญหาใดๆ เพราะอย่างที่ ธปท. ชี้แจง คือ เป็นผลจากภาวะซัพพลายช็อก และน่าจะเป็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเพียงแค่ชั่วคราวด้วย

"สาระสำคัญของจดหมายเปิดผนึก ต้องบอกว่าเป็นประเพณีของหลายประเทศที่เงินเฟ้อออกจากเป้า ก็ต้องทำหนังสืออธิบายกับ รัฐมนตรีคลัง ส่วนของเรายังไม่ได้ออกจากเป้า เพราะเราใช้ตัวเลขเฉลี่ยทั้งปี แต่จะรอถึงตอนนั้นอาจช้าไป เมื่อเดือนแรกออกมาต่ำกว่าเป้า เราก็ทำหนังสือชี้แจงเลย" นายเมธีกล่าว

ชี้ดอกเบี้ยขึ้นกับแต่ละมุมมอง

ส่วนกรณีที่มีคนคาดการณ์ว่า ธปท. น่าจะลดดอกเบี้ยลงเพราะเงินเฟ้อต่ำกว่ากรอบล่างของเป้าหมายนั้น นายเมธี กล่าวว่า การวิเคราะห์เรื่องดอกเบี้ยอาจมาจากหลายปัจจัย ซึ่งกรณีนี้ถ้ามองผิวเผินเห็นเงินเฟ้อลง ก็อาจคิดว่า กนง. จะลดดอกเบี้ยเพื่อตอบสนอง หรือบางคนอาจจะมองในเรื่องของค่าเงิน มองว่าเงินทุนเคลื่อนย้ายจะนำไปสู่ข้อสรุปว่าจะทำอย่างไรกับดอกเบี้ย ซึ่งก็มีหลากหลายมุมมอง

นายเมธี กล่าวด้วยว่า การดำเนินนโยบายเรื่องดอกเบี้ย นอกจากพิจารณาในเรื่องเฟ้อแล้ว ยังมีปัจจัยอื่นที่ต้องนำมาประกอบการพิจารณาด้วย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการขยายตัวของเศรษฐกิจ หรือแม้แต่เสถียรภาพด้านการเงินในภาพรวม ดังนั้นการพิจารณาดอกเบี้ยนโยบาย จึงไม่ได้มองเรื่องเงินเฟ้อเพียงอย่างเดียว

เสนอออกมาตรการภาษีอุ้มเอสเอ็มอี

นายสุพันธุ์ กล่าวอีกว่า กกร.เตรียมเสนอภาครัฐ ผ่านการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ (กรอ.) ให้ออกมาตรการลดภาษีให้กับกลุ่มผู้ประกอบการอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ลงเป็นระดับขั้นบันได เนื่องจากได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจในขณะนี้

หากมียอดขายไม่เกิน 50 ล้านบาทต่อปี เก็บภาษี 5% ยอดขายไม่เกิน 100 ล้านบาท เก็บภาษี 15% และหากยอดขายไม่เกิน 200 ล้านบาท เก็บภาษี 15% ลดจากอัตราปัจจุบัน ที่กำหนดให้ผู้ประกอบการที่มียอดขายไม่เกิน 3 ล้านบาทต่อปี เก็บภาษี 15% และหากมียอดขายเกิน 3 ล้านบาทต่อปีขึ้นไป จัดเก็บ 20% โดยอัตราภาษีพิเศษดังกล่าว จะให้เฉพาะบริษัทที่คนไทยถือหุ้นเกิน 50% เพิ่มแต้มต่อให้กับผู้ประกอบการไทยในการต่อสู้กับต่างชาติ

"มาตรการลดภาษีดังกล่าว จะเป็นเพียงมาตรการชั่วคราวประมาณ 2 ปี เพื่อให้เอสเอ็มอีมีความเข้มแข็ง โดยผู้ประกอบการที่มียอดขายต่ำกว่า 50 ล้านบาทต่อปี มีจำนวนหลายแสนราย ซึ่งจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศได้ตรงจุด เพราะผู้ประกอบการเอสเอ็มอีมีการจ้างงานสูงสุดกว่า 10 ล้านคน และเป็นการสร้างความเข้มแข็งให้กับประเทศในระยะยาว" นายสุพันธุ์ กล่าว

นอกจากนี้ จะเสนอให้นิรโทษกรรม ยกเว้นการเก็บภาษีย้อนหลัง ให้กับกลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอี เพื่อดึงให้ผู้ประกอบการเหล่านี้ ที่มีจำนวนหลายแสนรายเข้าสู่ระบบ ซึ่งจะทำให้รัฐสามารถเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT7%) ได้เพิ่ม เกิดการจ้างงานเพิ่มขึ้น ซึ่งจะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ตรงจุด ขณะที่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี จะสามารถเข้าถึงความช่วยเหลือจากภาครัฐได้ รวมทั้งภาครัฐจะมีข้อมูลผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ชัดเจน ทำให้วางนโยบายเอสเอ็มอีได้ชัดเจน