วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ธุรกิจญี่ปุ่นถกรัฐบาล-เอกชน คาดดึงเอสเอ็มอี500รายลงทุน

"เคดันเรน"ถกรัฐบาล-ภาคเอกชนไทย หารือทิศทางลงทุน ด้าน"ประวิตร"เผยนักลงทุนญี่ปุ่นสนใจระบบราง

นโยบายบีโอไอใหม่ ขณะภาคเอกชนมั่นใจปีนี้เอสเอ็มอีญี่ปุ่นเข้ามาลงทุน 500 ราย จากนโยบายส่งเสริมแลพเทรดดิ้งเนชั่น

สมาพันธ์ธุรกิจญี่ปุ่น (เคดันเรน) หารือกับตัวแทนรัฐบาลและภาคเอกชน โดยให้ความสนใจโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและนโยบายการลงทุนของไทย ซึ่งหารือรือในครั้งนี้ก่อนที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เดินทางไปเยือนญี่ปุ่นในสัปดาห์หน้า

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังหารือกับนายเอโซ โคะบะยะชิ และนายโทะชิยุคิ ชิกะ ประธานและประธานร่วมของคณะกรรมการการค้าและเศรษฐกิจไทย - ญี่ปุ่น ในสมาพันธ์ธุรกิจญี่ปุ่น (เคดันเรน) วานนี้ (2 ก.พ.) ว่ามีการหารือกับภาคเอกชนและนักลงทุนญี่ปุ่น ซึ่งได้ให้ความสนใจเกี่ยวกับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานระบบรางในประเทศไทย การลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษ และการลงทุนในประเทศไทยตามการส่งเสริมการลงทุนแผนใหม่ที่สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ได้ประกาศใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.ที่ผ่านมา

นอกจากนั้นได้หารือเกี่ยวกับการเดินทางไปเยือนญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการของ พล.อ.ประยุทธ์ ระหว่างวันที่ 8 - 10 ก.พ.ที่จะถึงนี้ โดยในเบื้องต้นจะได้มีการลงนามในบันทึกเจตนารมณ์ (MOI) ร่วมกันในการพัฒนาเส้นทางรถไฟที่ญี่ปุ่นให้ความสนใจ เช่น เส้นทาง กรุงเทพฯ - เชียงใหม่ และเส้นทางกรุงเทพฯ - กาญจนบุรี และการลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษ รวมทั้งจะมีการลงนามใน MOI ความช่วยเหลือเรื่องสินค้าเกษตรที่ญี่ปุ่นจะให้กับประเทศไทยในพืชเศรษฐกิจที่สำคัญ เช่น ข้าว ยาง ข้าวโพด ซึ่งรายละเอียดต่างๆรัฐบาลทั้งสองประเทศจะมีการหารือร่วมกันต่อไป

“การหารือในครั้งนี้ต่อเนื่องมาจากที่ได้เคยเดินทางไปญี่ปุ่นเมื่อปีก่อน และหารือกันถึงการที่นายกฯจะไปเยือนญี่ปุ่นในเร็วๆนี้ โดยญี่ปุ่นถือเป็นชาติแรกหลังประกาศใช้บีโอไอฉบับใหม่ที่นักลงทุนเดินทางเข้ามาในประเทศไทยถึง 60 กว่าคน แสดงให้เห็นว่าญี่ปุ่นมีความมั่นใจในประเทศไทยไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นอย่างไร” พล.อ.ประวิตรกล่าว

แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาลเปิดเผยว่าในการประชุมได้มีการพูดคุยถึงการเดินทางมาเยือนประเทศไทยของนายฮิโรโตะ อิซูมิ ที่ปรึกษาพิเศษนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นที่ได้เดินทางมาเยือนประเทศไทยเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาซึ่งได้มีการหารือถึงการพัฒนาอุตสาหกรรมในประเทศไทย ซึ่งพล.อ.ประวิตร ได้มีการเสนอให้รัฐบาลญี่ปุ่นมีส่วนร่วมในการพัฒนาอุตสาหกรรมของไทยในระยะต่อไปโดยลงนามในการให้ญี่ปุ่นเป็นหุ้นส่วนที่แท้จริงในการพัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศไทยในระยะต่อไปที่ไทยต้องการจะยกระดับการผลิตในประเทศไทยให้อยู่บนฐานเทคโนโลยี ความรู้และการพัฒนานวัตกรรม รวมทั้งการลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษ โดยถือเป็นการยกระดับการผลิตอุตสาหกรรมไทยในรอบ 30 ปีให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในการผลิตเช่นเดียวกับ

ในอดีตญี่ปุ่นได้ย้ายฐานการผลิตมายังประเทศไทยและสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจมาแล้ว โดยไทยจะสนับสนุนการลงทุนในด้านโครงสร้างพื้นฐานต่างให้มีความพร้อมรองรับการลงทุน

“การลงนามในบันทึกเจตนารมณ์เป็นหุ้นส่วนการพัฒนาอุตสาหกรรมลักษณะนี้เราไม่เคยทำกับประเทศใดมาก่อน ซึ่งจะมีผลต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมไทยเป็นการสร้างนวัตกรรมในการลงทุนของไทยในระยะต่อไป เพราะเอกชนต้องการการวิจัยและการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานควบคู่กันไป”แหล่งข่าวกล่าว

เคดันเรนถกภาคเอกชนไทย

ในวันเดียวกัน ตัวแทน เคดันเรน ยังหารือกับคณะกรรมการร่วม 3 สถาบันภาคเอกชน (กกร.) โดยมีม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายเศรษฐกิจเข้าร่วมหารือด้วย

ม.ร.ว.ปรีดิยาธร กล่าวว่า ความร่วมมือระหว่างไทยและญี่ปุ่นเกี่ยวกับแผนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานนั้น ในเบื้องต้นอยู่ระหว่างการหารือแผนก่อสร้างรถไฟขนาดรางปกติ 1.435 เมตร เส้นทางเชื่อมระหว่างภาคตะวันออกไปยังตะวันตกของไทย จากประเทศกัมพูชาเข้าสู่เมียนมาร์ ซึ่งญี่ปุ่นสนใจให้ความร่วมมือพัฒนาเส้นทางรถไฟดังกล่าว

"แต่ยังต้องศึกษารายละเอียดให้ชัดเจนก่อนสรุปรูปแบบการลงทุนอีกครั้ง"

ด้านนายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธาน กกร.กล่าวว่าการประชุมระหว่าง กกร.-เคดันเรน ในประเด็นเศรษฐกิจและการค้า เพื่อแจ้งให้นักธุรกิจญี่ปุ่นทราบถึงนโยบายภาคอุตสาหกรรมและการลงทุนใหม่ๆ ของไทย เนื่องจากไทยอยู่ระหว่างหาพันธมิตรที่จะช่วยสนับสนุนด้านการผลิต และยกระดับการส่งออก รวมถึงการสร้างเครือข่ายคลัสเตอร์ ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้แก่ผู้ประกอบการไทย

คาดเอสเอ็มอีญี่ปุ่นเข้ามาลงทุน500ราย

ขณะที่ นายเกรียงไกร เธียรนุกุล รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ในการหารือกับ เคดันเรน สอท. ได้ให้ตัวแทนชี้แจงแนวทางการปฏิรูปกฎหมายต่างๆของไทย ที่จะเอื้อประโยชน์ต่อการลงทุนในด้านใดบ้าง และได้ให้กลุ่มอุตสาหกรรมภายใต้ ส.อ.ท. มาขึ้นกล่าวชักชวนนักลงทุนญี่ปุ่นให้เข้ามาร่วมลงทุนกับผู้ประกอบการไทย รวมทั้งยังได้ให้ข้อมูลรายละเอียดของอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ไทยในทุกๆด้าน

นายเกรียงไกร กล่าวว่าอุตสาหกรรมที่ทางญี่ปุ่นสนใจที่จะเข้ามาร่วมลงทุน เช่น อุตสาหกรรมอาหารแปรรูปต่างๆ อุตสาหกรรมเครื่องจักรกล พลังงาน และกลุ่มอุตสาหกรรมเอสเอ็มอี ซึ่งในปีนี้คาดว่าจะมีกลุ่มเอสเอ็มอีจากญี่ปุ่นเข้ามาลงทุนในไทยประมาณ 500 ตามเป้าหมายของกระทรวงอุตสาหกรรม และภายในอีก 2 ปี ข้างหน้านี้จะมีเข้ามาลงทุนอีกมาก

ทั้งนี้ เนื่องจากนโยบายรัฐบาลญี่ปุ่นได้ตั้งเป้าให้กลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอีออกไปลงทุนต่างประเทศให้ได้ 1 หมื่นรายภายใน 5 ปี (2556-2560) โดยที่ผ่านมาได้ผลักดันให้ธุรกิจขนาดใหญ่ออกไปลงทุนจะเกือบจะหมดแล้ว และหลังจากนี้กลุ่มธุรกิจรายใหญ่ก็จะดึงกลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่เป็นซัพพลายเออร์ให้ตามออกมาลงทุนเพื่อป้อนสินค้าให้กับธุรกิจรายใหญ่ ซึ่งส่วนใหญ่จะเข้ามาลงทุนในอาเซียน และมายังไทยเป็นอันดับ 1

“รัฐบาลญี่ปุ่นได้ตั้งหน่วยงาน HIDA ที่อยู่ภายใต้กระทรวงเศรษฐกิจการค้าและอุตสาหกรรม (เมติ) มีหน้าที่หาข้อมูลการลงทุนทั่วโลก เพื่อวางแผนการลงทุนและให้ความช่วยเหลือกับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีโดยเฉพาะ ซึ่งส่งผลให้เอสเอ็มอีมีอัตราประสบผลสำเร็จในการลงทุนต่างประเทศเป็นอย่างมาก ซึ่งประเทศไทยเป็นเป้าหายหลีกประเทศหนึ่งที่ HIDA สนับสนุนให้เข้ามาลงทุน เนื่องจากเป็นประเทศที่ญี่ปุ่นคุ้นเคยมากที่สุด และเป็นฐานการผลิตขนาดใหญ่ของอุตสาหกรรมญี่ปุ่น” นายเกรียงไกร กล่าว

มั่นใจเทรดดิ้งเนชั่น-นโยบายบีโอไอ

ส่วนสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยจะให้ข้อมูลในเรื่องนโยบายส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ หรือ เทรดดิ้งเนชั่นของรัฐบาล ที่จะสนับสนุนให้ต่างชาติเข้ามาตั้ง International Head Quarter หรือสำนักงานภูมิภาคในประเทศไทย เนื่องจากรัฐบาลได้ออกมาตรการสนับสนุน และยังเก็บภาษีในระดับต่ำเพียง 15% ขณะที่สิงคโปร์เก็บที่ 17% รวมทั้งยังมีความได้เปรียบด้านภูมิศาสตร์อยู่ในศูนย์กลางของอาเซียน มีเส้นทางทั้งทางบก ทางน้ำ และอากาศเชื่อมโยงกับตลาดประเทศเพื่อนบ้าน และจีนตอนใต้ที่มีอัตราขยายตัวที่รวดเร็ว ขณะที่สมาคมธนาคารไทย ก็จะให้ข้อมูลด้านบริการต่างๆของธนาคารไทย และโครงการให้การสนับสนุนแก่เอสเอ็มอี

ในส่วนของนโยบายส่งเสริมการลงทุนฉบับใหม่ ของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) นักลงทุนญี่ปุ่นต่างตอบรับไปในทางที่ดี และให้ความสนใจเข้ามาลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมายที่ บีโอไอกำหนด ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีเพราะหากปล่อยให้อุตสาหกรรมต่างๆเข้ามาลงทุนได้อย่างไม่จำกัด ก็จะทำให้เอสเอ็มอีญี่ปุ่นแห่เข้ามาลงทุนแย่งตลาดของผู้ประกอบการไทย ซึ่งการจำกัดให้การส่งเสริมเฉพาะสาขาที่ต้องการนี้ จะเป็นเครื่องมือคัดกรองส่งเสริมเฉพาะเอสเอ็มอีที่มีเทคโนโลยี และนวัตกรรม เข้ามาลงทุนในประเทศไทย สอดคล้องกับนโยบายดิจิทัลอีโคโนมี ของรัฐบาลไทย ซึ่งจะทำให้อุตสาหกรรมไทยก้าวหน้าขึ้นไปอีกระดับ

สำหรับ มูลค่าทางการค้าระหว่างไทยและญี่ปุ่นในปี 2557 อยู่ที่ประมาณ 57,531 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แบ่งเป็นไทยส่งออกไปญี่ปุ่น 21,820 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และไทยนำเข้าจากญี่ปุ่น 35,710 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ขณะที่ด้านการลงทุนในปีที่ผ่านมา ญี่ปุ่นก็เป็นประเทศที่เข้ามาลงทุนสูงสุดด้วยยอดการขอรับส่งเสริมการลงทุน 672 โครงการ มูลค่า 293,334 ล้านบาท หรือคิดเป็น 54% ของมูลค่าการลงทุนทั้งหมดจากต่างประเทศ โดยส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในกลุ่มผลิตภัณฑ์โลหะ ชิ้นส่วนยานยนต์ และอิเล็กทรอนิกส์