หุ้น"โรงแรม-สายการบิน" วานนี้รูด หลังนักลงทุนไม่แน่ใจสถานการณ์ระเบิดห้างดังใจกลางเมือง
ความเคลื่อนไหวของดัชนีหุ้นวานนี้ (2 ก.พ.) เคลื่อนไหวอยู่ในกรอบแคบๆ โดยกลุ่มหุ้นที่ดูจะปรับตัวลดลงมากกว่าตลาด เป็นหุ้นกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว และขนส่ง โดย บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) ปิดที่ 324 บาท ไม่เปลี่ยนแปลง สายการบินนกแอร์ จำกัด (มหาชน) ปิดที่ 15.40 บาท ลดลง 3.14% บริษัท เอเชีย เอวิเอชั่น จำกัด (มหาชน) ปิดที่ 5.15 บาท ลดลง 5.50%
บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ปิดที่ 21.40 บาท ลดลง 1.83% บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ปิดที่ 14.90 บาท ลดลง 2.61% บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ปิดที่ 35.50 บาท ลดลง 2.07% บริษัท ดิ เอราวัณ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ปิดที่ 4.80 บาท ลดลง 1.64% และบริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) ปิดที่ 33.75 บาท ลดลง 0.74 % สวนทางกับดัชนีหุ้นที่กระเตื้องปิดบวกได้ที่ระดับ 1,582.70 จุด เพิ่มขึ้น 1.45 จุด มูลค่าการซื้อขาย 42,910.30 ล้านบาท
นายวิกิจ ถิรวรรณรัตน์ ผู้อำนวยการสายงานวิจัยลูกค้าบุคคล บล.บัวหลวง เปิดเผยว่า ดัชนีหุ้นปรับตัวลดลงอยู่ในกรอบแคบ โดยกลุ่มที่ปรับตัวขึ้นได้ดี คือ กลุ่มพลังงาน และกลุ่มปิโตรเคมี ส่วนกลุ่มที่ปรับตัวลดลง เป็นกลุ่มที่ได้รับผลดีของการปรับตัวลดลงของน้ำมัน ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นก่อนหน้า และยังได้รับผลกระทบจากกระแสข่าวการวางระเบิดในวันหยุดที่ผ่านมา ทำให้หุ้นในกลุ่มโรงแรม กลุ่มขนส่ง และสายการบิน กลุ่มโรงพยาบาล กลุ่มที่นักลงทุนต่างชาติถือหุ้นอยู่จำนวนมาก ปรับตัวลดลง เพราะนักลงทุนไม่แน่ใจในสถานการณ์
ทั้งนี้การเคลื่อนไหวหุ้นกลุ่มโรงแรม ปกติจะปรับตัวเพิ่มขึ้นในช่วงปลายปีต่อเนื่องไตรมาส 1 ซึ่งถือเป็นช่วงสูงสุด ก่อนปรับตัวลดลงไตรมาส 2 ซึ่งเป็นไปตามฤดูกาลของหุ้นกลุ่มนี้ เมื่อมีปัจจัยเข้ามากระทบ จึงเกิดแรงขายออกมาเพิ่มขึ้น เมื่อเกิดเหตุระเบิดในครั้งนี้
สำหรับความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นหลังจากนี้ ในหลายประเทศ จะประกาศตัวเลขสำคัญทางเศรษฐกิจออกมาต่อเนื่อง รวมถึงการประกาศผลประกอบการ โดยจากการประกาศผลประกอบการออกมาบางส่วนนั้น พบว่ามีหลายบริษัทที่มีผลการดำเนินงานขาดทุน และแย่กว่าที่คาดไว้ ทำให้ระดับดัชนีที่ 1,600 จุด หรือ ระดับราคาปิดกำไรต่อหุ้นที่ 15 เท่า ถือว่าอยู่ในระดับที่สูง อาจเผชิญกับแรงขายทำกำไรหลังจากการประกาศผลการดำเนินงานแล้วเสร็จ โดยคำแนะนำนักลงทุนให้นักลงทุนกระชับพอร์ตการลงทุน ถือหุ้นน้อยตัว ก่อนเข้าซื้ออีกครั้งหลังจากประกาศผลการดำเนินงานเสร็จสิ้น
บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) กล่าวว่า ดัชนีหุ้นเดือนก.พ. มีโอกาสขึ้นทดสอบ 1,620-1,650 จุด ปัจจัยที่สนับสนุน คือ การฟื้นตัวของตัวเลขเศรษฐกิจไทย ที่คาดจีดีพีจะเติบโต 4% โดยผลการดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียน คาดกำไรสุทธิจะเพิ่มขึ้น 20% โดยเฉพาะกลุ่มพลังงาน สื่อสาร ธนาคาร และวัสดุก่อสร้าง จากความคืบหน้าของการลงทุนที่สำคัญของภาครัฐบาล คือ โครงการท่าเรือทวาย และรถไฟฟ้าทางคู่ และผลจากสภาพคล่องในตลาดการเงินที่จะเพิ่มขึ้นอีกเดือนละ 6 หมื่นล้านยูโร เริ่มต้นตั้งแต่เดือนมี.ค.จากมาตรการ คิวอี รอบใหม่ ของธนาคารกลางยุโรป รวมไปถึงแรงกดดันที่ผ่อนคลายลงในข้อกังวลของธนาคารกลางสหรัฐ ที่อาจปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย จากตัวเลขจีดีพีไตรมาส 4 ของสหรัฐต่ำกว่าที่คาด
ส่วนความเสี่ยงเดือนก.พ. เริ่มสูงขึ้น แต่กระทบกับตลาดหุ้นไม่มากนัก ส่วนใหญ่มาจากปัจจัยเสี่ยงต่างประเทศ ทั้งท่าทีของรัฐบาลกรีซภายใต้การนำของรัฐมนตรีคนใหม่ ที่เลือกเจรจาโดยตรงกับผู้นำประเทศในกลุ่มยูโรโซน เกี่ยวกับมาตรการรัดเข็มขัดและภาระหนี้สิน ซึ่งจำเป็นต้องให้แล้วเสร็จก่อนวันที่ 28 ก.พ. และความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาดอัตราแลกเปลี่ยน ที่เกิดจากนโยบายที่สวนทางกับสหรัฐและยูโรโซน และญี่ปุ่น ส่งผลให้ค่าเงินของหลายประเทศแข็งค่าขึ้นตามเงินดอลลาร์
ทั้งนี้ค่าเงินหลายประเทศแข็งค่าขึ้นตามค่าเงินดอลลาร์ โดยธนาคารกลางหลายประเทศ ได้ปรับลดดอกเบี้ยเดือนม.ค. เช่น ธนาคารกลางสวิตเซอร์แลนด์ เดนมาร์ค แคนาดา อินเดีย และ ตุรกี








