"ซีเค พาวเวอร์" ทุ่มงบลงทุนโรงไฟฟ้าพลังงานน้ำไซยะบุรีกว่า 1.15 แสนลบ. ดันกำลังผลิตรวมแตะ 2,160 เมกะวัตต์
น.ส.สุภามาส ตรีวิศวเวทย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีเค พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ CKP เปิดเผยว่า บริษัทได้กำหนดงบประมาณการลงทุนโรงไฟฟ้าพลังงานน้ำที่เขื่อนไซยะบุรี สปป.ลาว กว่า 1.15 แสนล้านบาท ซึ่งจะทำให้ในปี 2562 กำลังการผลิตไฟฟ้ารวมของบริษัทแตะ 2,160 เมกกะวัตต์ จากปัจจุบันที่ 755 เมกกะวัตต์
ทั้งนี้งบลงทุนดังกล่าวแบ่งเป็น การใช้ในงานก่อสร้าง 78,000 ล้านบาท ใช้ในการบริหารโครงการ 9,500 ล้านบาท เงินค่าดอกเบี้ยจากการกู้ยืม 26,000 ล้านบาท และเงินสำรองอื่นๆ 1,500 ล้านบาท โดยอาจจะมีการใช้เงินลงทุนมากกว่าจำนวนดังกล่าว แต่ไม่เกิน 10% เนื่องจากรัฐบาล สปป.ลาว ได้มีการกำหนดรูปแบบของการก่อสร้างเพิ่มเติมเข้ามาจากแผนเดิม โดยวงเงินในส่วนที่เกิน รัฐบาลสปป.ลาว จะช่วยสนับสนุนด้านแหล่งเงินทุนให้ ซึ่งอยู่ระหว่างการศึกษาว่าจะมีการใช้เงินลงทุนเกินในจำนวนเท่าไหร่
ส่วนเงินลงทุนปกตินั้นบริษัทจะใช้เงินกู้จากธนาคารพาณิชย์ในประเทศทั้งหมดโดยมีทั้งสิน 6 แห่ง ประกอบด้วย ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารไทนพาณิชย์ ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารทิสโก้ และธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย
ด้านความคืบหน้าการซื้อหุ้น บริษัท ไซยะบุรี พาวเวอร์ จากัด (XPCL) ในสัดส่วน 30% ของทุนจดทะเบียน คิดเป็น 805,830,000 หุ้น มีมูลค่ารวมประมาณ 4,344 ล้านบาท จาก บริษัท ช.การช่าง จากัด (มหาชน) หรือ CK คาดว่าจะแล้วเสร็จกลางปีนี้ โดยในเดือน เม.ย.นี้ บริษัทจะมีการขออนุมัติจากผู้ถือหุ้นเพื่อออกหุ้นเพิ่มทุนจำนวน 1,870 ล้านหุ้น ราคาหุ้นละ 3 บาท สัดส่วนการใช้สิทธิ 1หุ้นเดิมต่อ 0.34 หุ้นใหม่
น.ส.สุภามาส กล่าวว่า การจัดทำกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน ไม่น่าจะเกิดขึ้นในเร็วๆ นี้ เพราะเห็นว่ายังไม่มีความจำเป็นที่ต้องนำเงินในอนาคตจำนวนมากมาใช้ในตอนนี้ แต่อย่างไรก็ตามบริษัทฯ ก็มีความสนใจอยู่บ้าง เพราะเห็นว่าสามารถใช้ระดมเงินทุนเพื่อมาพัฒนาโครงการใหม่ๆ ได้ แต่คงเป็นเรื่องของอนาคต
นอกจากนั้น CKP คงเป้าหมายรายได้ปีนี้เติบโต 5-8% จากปีก่อนที่มั่นใจทำได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ 7 พันล้านบาท โดยมาจากการรับรู้รายได้จากโรงงายไฟฟ้าที่ปัจจุบันบริษัทฯ มีกำลังการผลิตรวมอยู่ที่ 755 เมกะวัตต์ โดยสัดส่วนรายได้กว่า 90% มาจากโรงไฟฟ้าพลังงานน้ำ
ส่วนแผนซื้อธุรกิจพลังงานก็ยังอยู่ระหว่างดำเนินการ ซึ่งอยู่ระหว่างการเจรจาหลายแห่งทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งคาดว่าจะสามารถสรุปได้อย่างน้อย 1 แห่งในปีนี้








