วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

คลังจ่อหั่น'ลดหย่อนภาษี'

"วิสุทธิ์" รมช.คลัง เล็งหั่นเพดานลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลแบบเหมารวมเหลือ 1.2 ล้านบาทต่อรายต่อปี

นายวิสุทธิ์ ศรีสุพรรณ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า สำหรับการต่อมาตรการลดหย่อนภาษีจากการซื้อกองทุนรวมหุ้นระยะยาว หรือแอลทีเอฟ ที่สามารถช่วยลดหย่อนภาษีโดยจะสิ้นสุดในปี 2559 นั้น ความคืบหน้าปัจจุบันอยู่ระหว่างการหาแนวทางที่จะอุดช่องโหว่ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมสูงที่สุด ซึ่งกระทรวงการคลังอาจเลือกใช้วิธีการปรับลดวงเงินการคืนภาษีลง

ในเรื่องการต่ออายุแอลทีเอฟอยู่ระหว่างการพิจารณาอยู่ ซึ่งทางเราเห็นว่ายังมีช่องโหว่อีกหลายจุดที่ต้องแก้ไข อย่างช่วงที่ผ่านมาจะเห็นว่าผู้ลงทุนแอลทีเอฟมักจะซื้อกองทุนในช่วงปลายปี และขายต้นปี ซึ่งอาจไม่ใช่การลงทุนในระยะยาวจริง นอกจากแนวคิดขยายเวลาการลงทุน ยังมีแนวคิดให้ลดหย่อนภาษีรวมทั้งหมดต่อปีไม่เกิน 1.2 ล้านบาท ซึ่งในส่วนนี้อยู่ระหว่างการพิจารณา และยังไม่มีข้อสรุปชัดเจน ส่วนกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) ยังเหมือนเดิม

ปัจจุบันกองทุนแอลทีเอฟ และกองทุนอาร์เอ็มเอฟรวมกันสามารถลดหย่อนภาษีได้ปีละไม่เกิน 1 ล้านบาทต่อปี ส่วนประกันชีวิต สามารถลดหย่อนได้ปีละ 3 แสนบาทต่อรายต่อปี และที่ผ่านมามามีแนวคิดจะขอขยายการลดหย่อนเพิ่มเป็น 5 แสนบาทต่อรายต่อปี

สำหรับแผนการกู้เงิน 4 หมื่นล้านบาทนั้น เป็นแผนสำหรับการช่วยดูแลชาวไร่ชาวนาที่ว่างจากการเก็บเกี่ยวและดูแลนักเรียนนักศึกษาที่จะมีโอกาสทำงานในภาคสนาม เป็นนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ซึ่งจะเป็นมาตรการระยะสั้น อยู่ระหว่างการทำรายละเอียดโครงการ กรอบ 4 หมื่นล้านบาท และจะเสนอครม.เร็วๆ นี้

นางเกศรา มัญชุศรี กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า สำหรับการต่ออายุมาตรการลดหย่อนภาษีจากเงินลงทุนกองทุนรวมแอลทีเอฟนั้น ตลาดหลักทรัพย์ได้เสนอแนวทางในการปรับปรุงแก้ไขเงื่อนไขการลงทุนให้สอดคล้องกับนโยบายมากขึ้น

ทั้งนี้หนึ่งในมาตรการ ที่ตลาดหลักทรัพย์ได้เสนอกับทางกระทรวงการคลัง คือ อาจปรับการถือครองหน่วยลงทุนให้มีระยะยาวมากขึ้น จากเดิม 5 ปีเป็น 6 ปี เพื่อให้เป็นการลงทุนในระยะยาวอย่างแท้จริง ซึ่งในเรื่องของการเคาะสิทธิประโยชน์ทางภาษีเป็นเรื่องของกระทรวงการคลังที่จะพิจารณา

ปัจจุบันมีเม็ดเงินที่ลงทุนอยู่ในกองทุนรวมแอลทีเอฟทั้งสิ้น 3 แสนล้านบาท ตลาดหลักทรัพย์คาดหวังว่า รัฐบาลจะยังมีมาตรการดูแลผู้ที่ซื้อหน่วยลงทุน เพราะผู้ที่ออมเงินผ่านแอลทีเอฟส่วนใหญ่เป็นมนุษย์เงินเดือน ที่ใช้เพื่อการออมเงิน ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ

"การออมเงินนั้น จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้ผู้ซื้อหน่วยลงทุนมีเงินพอใช้ในยามเกษียณ ทั้งนี้แม้รัฐบาลอาจจะตัดสิทธิประโยชน์ในการลงทุนแอลทีเอฟไปบ้างนั้นเชื่อว่าจะไม่กระทบกับความน่าสนใจในการลงทุน เพราะนักลงทุนคาดหวังถึงการออมเงินระยะยาว"นางเกศรา กล่าว

ก่อนหน้านี้ กระทรวงการคลังมีแนวคิดจะต่ออายุมาตรการลดหย่อนภาษีกองทุนแอลทีเอฟ เนื่องจากกองทุนนี้จะหมดอายุการลดหย่อนภาษีในปี 2559 เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนออมเงินระยะยาวผ่านกองทุนต่อไป แต่จะปรับเงื่อนไขและกฎเกณฑ์บางอย่าง ได้แก่ ระยะเวลาในการถือครอง และเพดานการลดหย่อนภาษี

โดยกระทรวงการคลัง เคยมีแนวคิดที่จะระยะเวลาการถือครองเพิ่มเป็น 7 ปี จากเดิม 5 ปี เนื่องจากที่ผ่านมาผู้ที่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีแอลทีเอฟ ถือครองหน่วยลงทุนเพียง 3 ปีเท่านั้น โดยซื้อในปลายเดือนสุดท้ายของปีแรก และขายคืนวันแรกของปีที่ 5

ขณะเดียวกันจะมีการคุมเพดานการลดหย่อนภาษี ซึ่งก่อนหน้านี้ไม่มีการควบคุม ดังนั้นกรมสรรพากรเสนอลดหย่อนได้ไม่เกิน 1 ล้านบาทต่อราย (รวมการลดทุกประเภทแล้ว ได้แก่ ค่าลดหย่อนประกันชีวิต ค่าลดหย่อนภาษีกองทุนหุ้น)

นอกจากนี้ยังมีการประเมินว่า หากรัฐไม่ต่อประโยชน์ทางภาษีแอลทีเอฟ ในปี 2560 จะมีแรงขายหุ้นจากกองทุนดังกล่าวออกมาจำนวนมาก โดยเงินที่จะขายออกมาได้ในปีดังกล่าว จะเป็นเงินที่เริ่มต้นลงทุนตั้งแต่ปี 2556 เป็นต้นไป โดย ณ สิ้นปี 2556 กองทุนแอลทีเอฟมีเม็ดเงินคงค้าง 2.14 แสนล้านบาท

ทั้งนี้กองทุนรวมหุ้นระยะยาว มีขนาดกองทุนคงค้างอยู่ที่ประมาณ 2.42 แสนล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 27.28% ของกองทุนหุ้นทั้งหมด และคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 6.49% ของกองทุนทั้งหมดในอุตสาหกรรม โดยวงเงินกองทุนปรับขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา