สถานการณ์ตลาดทั้งภายในและภายนอกประเทศมีความผันผวนไม่น้อย จำเป็นที่ผู้ประกอบการต้อง"ปรับตัว"รับมือ
ชลิต ลิมปนะเวช อุปนายกสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ผู้ประกอบการหรือผู้ผลิตสินค้าจะต้องอาศัยสูตรการตลาดที่เรียกว่า สแม็ค (SMAC) ซึ่งเป็นแนวทางการทำตลาดเป็นที่ยอมรับจากประเทศต่างๆ ทั่วโลก ประกอบด้วย "S-Social Media" นับว่ามีบทบาทสำคัญในการสื่อสารการตลาดและประชาสัมพันธ์สินค้าเข้าถึงผู้บริโภคอย่างรวดเร็ว และกว้างขวาง ช่วยในการบริหารจัดการ "ต้นทุน"
"M-Mobility" การใช้เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ทความเร็วสูงมีส่วนสำคัญในการทำธุรกิจ เพราะจะทำให้ "คล่องตัว" และรวดเร็วในการหาข้อมูลต่างๆ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า
"A- Analytical" การวิเคราะห์ข้อมูลแบบแม่นยำและรวดเร็วแบบทันที ซึ่งจะทำให้ "ไม่พลาด" ข้อมูลที่สำคัญ
"ผู้ที่ประสบความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจจะต้องมีข้อมูลที่ถูกต้องแม่นยำ สามารถวิเคราะห์ได้แบบรวดเร็ว"
สุดท้าย "C-Cloud" แหล่งจัดเก็บข้อมูลบนเซิร์ฟเวอร์ ปัจจุบันสามารถเข้าถึงได้และราคาไม่แพง ซึ่งทำให้ค้นหาและดึงข้อมูลได้ตลอดเวลาแม้ว่าจะอยู่มุมไหนของโลก ทำให้ลดต้นทุนในการซื้อเซิร์ฟเวอร์ของตัวเอง
"เทคโนโลยี ไอที มีความจำเป็นอย่างมากสำหรับธุรกิจในยุคดิจิทัล ซึ่งสอดคล้องนโยบายรัฐในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล หากสามารถประยุกต์ใช้เทคโนโลยีกับภาคธุรกิจได้รอบด้านจะมีส่วนช่วยในการลดต้นทุน เพิ่มศักยทางธุรกิจ"
'ลดแลกแจกแถม'ฉุดกำไร
สำหรับภาพรวมการทำตลาดสินค้าอุปโภคบริโภคในปีนี้ ถือเป็นปีที่ "เหนื่อย" เพราะผู้ประกอบการหรือผู้ผลิตสินค้าจะต้องทุ่มเม็ดเงินการตลาดค่อนข้างสูงกว่าปีก่อนๆ โดยเฉพาะช่วง 3 เดือนแรกของปีนี้ เพื่อกระตุ้นบรรยากาศการจับจ่ายใช้สอยคึกคักอย่างต่อเนื่อง
"ผู้ประกอบการต้องมีความร่วมมือทางธุรกิจ หรือสร้างพันธมิตรธุรกิจให้มากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มโมเดิร์นเทรดต่างๆ เป็นช่องทางขายหลักของสินค้าและบริการในยุคนี้ เน้นการจัดกิจกรรมร่วมกันเพื่อกระตุ้นการจับจ่ายของผู้บริโภค และนำมาสู่การขายสินค้า การ ลด แลก แจก แถม ยังคงใช้ได้ทุกยุคทุกสมัย เพื่อรักษาฐานการตลาดและยอดขายของตัวเองให้เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้"
อย่างไรก็ตาม "ลดแลกแจกแถม" หรือการแข่งขันให้ส่วนลดเป็น "ข้อเสีย" ที่ต้องบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ เพราะเป็นการสูญเสียโอกาสของผลกำไร
"กำไรที่น้อยลง อาจส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ ตั้งแต่วัตถุดิบ บรรจุภัณฑ์ที่เลือกใช้อาจมีคุณภาพลดลง จะทำให้เสื่อมเสียภาพลักษณ์ขององค์กรที่ไม่คุ้มค่ากับการลดคุณภาพของวัตุดิบ"
ผลิตสินค้าตรงใจผู้บริโภค
เวทิต โชควัฒนา กรรมการรองผู้อำนวยการ บริษัท สหพัฒนพิบูลย์ จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภค กล่าวว่า พฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่มีความต้องการที่หลากหลายและแตกต่างกันออกไป มีความรู้มากขึ้น ทำให้พิถีพิถันในการเลือกซื้อสินค้ามากขึ้น เน้น "คุ้มค่า" กับเงินที่ต้องจ่ายออกไปทุกครั้ง
อย่างไรก็ดี การทำตลาดยังหนีไม่พ้นการจัดแคมเปญ "ลด แลก แจก แถม" ซึ่งเป็นพื้นฐานและทำได้ตลอดเชื่อว่าเป็นที่ชื่นชอบของผู้บริโภค ที่มองว่าเป็นความคุ้มค่ากับเม็ดเงินที่ต้องจ่ายออกไป
ทางด้านการผลิต ผู้ประกอบการต้องศึกษาและมีความเข้าใจตลาดเพื่อผลิตสินค้าได้ตรงตามความต้องการของลูกค้า เมื่อผนวกกับการทำโปรโมชั่นที่แปลกและใหม่ จะสามารถจูงใจและดึงดูดลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ขณะเดียวกัน ผลิตภัณฑ์จะต้องมีความหลายหลายของตัวสินค้าและระดับราคา หากสินค้าเป็นสิ่งที่แปลกและใหม่ มีนวัตกรรม จะสามารถ "เพิ่มมูลค่า" ให้กับสินค้านั้นๆ ได้ และทำให้ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อสินค้าได้ง่ายและเร็วขึ้น
ดันสินค้าใหม่กระตุ้นซื้อ
สำหรับแผนการทำตลาดของสินค้าเครือสหพัฒน์ ปัจจุบันมีหลายกลุ่มสินค้าและหลายหลายขนาด เพื่อให้ครอบคลุมกับความต้องการของตลาดที่มีความหลายหลาย
"ที่ผ่านมาบริษัทได้ออกสินค้าไซส์ใหม่ๆ เพื่อรองรับกับความต้องการของกลุ่มผู้บริโภคและตลาดที่มีความหลากหลาย จะเห็นได้จากกลุ่มขนมขบเคี้ยว รวมถึงกลุ่มบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป รสชาติต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการปรับไซส์ จากแพ็คละ 6 ซอง เป็น 10 ซอง หรือจากแพ็คละ 10 ซอง เป็น 6 ซองก็เคยทำมาแล้ว ซึ่งเป็นการปรับตามรสชาติทีผู้บริโภคนิยม"
ขณะที่กำลังซื้อผู้บริโภคไตรมาสแรกนี้ ประเมินว่าปรับตัวในทิศทางที่ดีขึ้นต่อเนื่องจากปลายปีที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งได้อานิสงส์จากเทศกาลต่างๆ เกิดการจับจ่ายซื้อสินค้ามากขึ้น จะเห็นได้จากยอดขายสินค้ากระเตื้องขึ้นในช่วงดังกล่าว









