ทัวร์จีนตบเท้าลงนามกำหนด "เพดานราคา" หวั่นตลาดพังตามรอยไต้หวันใน 2 ปี เผยปี 57 นำเที่ยวตลาดจีน 80% ขาดทุนอ่วม
นายเกษียร วัฒนเชาวน์พิสุทธิ์ นายกสมาคมผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวสัมพันธ์ไทย-จีน กล่าวว่า การประชุมสมาชิกล่าสุดเดือน ม.ค. นี้ มีสมาชิกกว่า 115 ราย ครอบคลุมการทำตลาดขาเข้า (อินบาวด์) ในรูปแบบทัวร์จีนที่มาไทยทั้งหมดกว่า 80% เข้าร่วมมาตรการกำหนดเพดานราคาการขายทัวร์เสริม (ออพชั่นทัวร์) 600 หยวน (ราว 3,000 บาท เพื่อยกระดับราคาให้สมเหตุสมผล แก้ปัญหาการบังคับขายออพชั่น ซึ่งผิดกฎหมายการท่องเที่ยวของจีน และทำให้เกิดปัญหาร้องเรียนเรื่องการหลอกลวงนักท่องเที่ยวผ่านสถานฑูตมาอย่างต่อเนื่อง เฉลี่ย 10 ครั้ง/เดือน โดยภายใน 30 วันจากนี้ ตั้งเป้าหมายลดการร้องเรียนลง 50%
ทั้งนี้ แหล่งข่าวระดับสูงจากสมาคมฯ เปิดเผยว่า ข้อตกลงร่วมดังกล่าวเป็นผลมาจากประชุมในเดือน ธ.ค.ที่ผ่านมา ได้มอบให้สมาชิก 250 ราย ไปเตรียมความพร้อมปรับโปรแกรมเพื่อเข้าสู่มาตรฐานราคาที่กำหนด เนื่องจากปี 2557 ที่ผ่านมา ผู้ประกอบการกว่า 80% ที่ทำทัวร์จีนประสบปัญหาขาดทุน เนื่องจากการเปิดศึกแข่งขันด้านราคาที่ไม่สะท้อนต้นทุนแท้จริง และหันมาขูดรีดรายได้ด้วยการบังคับขายโปรแกรมเสริมดังกล่าว
"หวังว่าการกำหนดเพดานราคาครั้งนี้ จะช่วยทำให้ภาพลักษณ์และบริการของทัวร์ไทยสู่ระดับคุณภาพ ไม่ทำให้เกิดปัญหาซ้ำซากเหมือนที่เคยเกิดขึ้นกับตลาดไต้หวันซึ่งอยู่ในภาวะชะงักงันมาต่อเนื่อง"
โดยปี 2557 ลดลง 21.79% เหลือเพียง 3.92 แสนคน ขณะที่ในช่วง 5 ปีย้อนหลัง มีการเติบโตไม่ถึง 6 แสนคน เป็นเพราะนักท่องเที่ยวที่มีความรู้และประสบการณ์ เริ่มไม่ประทับใจในบริการ รวมถึงการกำหนดรายการทัวร์ที่ต้องบังคับขายโปรแกรมเสริมจากบริษัทนำเที่ยว เพื่อมาชดเชยการให้ราคาตั้งต้นที่ต่ำเกินจริง ดังนั้นหากไม่เร่งแก้ไขในช่วงนี้ คาดว่าตลาดจีนจะเข้าสู่สภาพเดียวกับไต้หวันภายใน 2 ปี
สมาคมฯ ต้องการสื่อสารกลุ่มเป้าหมายลูกค้าในจีนและสังคมทั่วไปรับรู้ถึงความตั้งใจปรับภาพลักษณ์ของผู้ประกอบการไทยสู่การเป็นทัวร์จีนที่มีคุณภาพ เพื่อให้ตลาดเติบโตยั่งยืนในระยะยาว หากตรวจสอบจากลูกค้าหากพบว่ามีบริษัทรายใดไม่ทำตามมาตรการที่กำหนด พร้อมกับเสนอทางเลือกว่ามีทัวร์ที่พร้อมปรับตัวรองรับมาตรฐานใหม่ ขั้นต่อไปจะประสานไปยังองค์กรการท่องเที่ยวจีน หรือ ซีเอ็นทีเอ เพื่อประสานให้บริษัททัวร์คู่ค้าในจีนรับทราบเรื่องการกำหนดเพดานราคาดังกล่าว
"ยอมรับว่าคงไม่สามารถไปกำหนดเป็นตัวราคาเท่ากันหมดออกมาได้ เพราะขึ้นอยู่กับศักยภาพของทัวร์ในการไปต่อรองราคากับผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้อง อาทิ โรงแรม ร้านอาหาร เป็นต้น บางรายอาจจะควบคุมต้นทุนตรงนี้ได้ต่ำ ทำให้ราคาลดลงได้เมื่อเทียบกับบริษัทอื่นๆ”
นอกจากนี้ แม้ราคาเฉลี่ยของแพ็คเกจทัวร์สูงขึ้นจากที่ผ่านมา แต่อาจปรับขึ้นไม่ได้มากนัก เนื่องจากธุรกิจยังต้องรักษาสภาพการแข่งขันกับประเทศอื่นๆ โดยคู่แข่งสำคัญ คือ ญี่ปุ่น ซึ่งมีข้อได้เปรียบเรื่องระยะทางใกล้ ทำให้สะดวกทั้งการเดินทาง และค่าตั๋วโดยสารเครื่องบินที่ต่ำกว่าเมื่อเทียบกับไทย โดยเฉพาะจากกลุ่มลูกค้าจีนฝั่งตะวันตกเมืองหลักอย่าง ปักกิ่ง และเซี่ยงไฮ้ ที่เป็นกลุ่มมีกำลังซื้อสูง แต่ราคาแพ็คเกจทัวร์ญี่ปุ่นโดยเฉลี่ยจะยังสูงกว่าไทยค่อนข้างมาก เพราะค่าครองชีพที่ต่างกัน
ส่วนประเทศที่ต้องจับตามอง คือ เกาหลีใต้ เนื่องจากเป็นเพื่อนบ้านใกล้เคียงกับจีน แต่ราคาเฉลี่ยแพ็คเกจทัวร์ไม่สูงมากเท่าญี่ปุ่น และใกล้เคียงไทย ประกอบกับรัฐบาลมีการกำหนดนโยบายให้เขตพื้นที่พิเศษบางแห่ง อาทิ เกาะเจจู เป็นอีกจุดหมายหลักด้านการท่องเที่ยว และมีสนามบินนานาชาติของตัวเอง สามารถให้นักท่องเที่ยวจีนและอีกมากกว่า 100 ประเทศ บินตรงและไม่ต้องขอวีซ่า นับเป็นแม่เหล็กดึงดูดทัวร์จีน เนื่องจากปัจจุบันนักท่องเที่ยวจีนไปเที่ยวเกาหลีใต้ ยังต้องผ่านการทำวีซ่าหากเป็นการเข้าผ่านเมืองอื่นๆ
สำหรับประเทศในอาเซียนอย่าง สิงคโปร์ และมาเลเซีย ยังไม่ใช่คู่แข่ง เพราะสิงคโปร์มีระยะพำนักเฉลี่ยน้อยกว่าไทยมาก คือ 1-2 คืน ขณะที่ไทยอยู่ที่ 7 คืน ส่วนมาเลเซีย ราคาสูงกว่าไทยเล็กน้อย เพราะระยะทางที่ไกลกว่าทำให้ค่าตั๋วเครื่องบินแพงกว่า ประกอบการใช้เวลาเดินทางนานกว่า บางครั้งต้องพ่วงโปรแกรมทัวร์กับไทย ที่มีความหลากหลายของแหล่งท่องเที่ยวตรงกับความสนใจของจีนมากกว่า
อย่างไรก็ตาม ประเมินเทศกาลตรุษจีนเดือน ก.พ. นี้ จะมีรายได้จากนักท่องเที่ยวจีนสะพัด 8,000-10,000 ล้านบาท จากนักท่องเที่ยว 6 แสนคน ขณะนี้มีเที่ยวบินเช่าเหมาลำ (ชาร์เตอร์ไฟลท์) เตรียมเข้ามา 250 ลำ คาดว่าปีนี้ตลาดจีนมีจำนวนสูง 6 ล้านคน ทำรายได้ 2 แสนล้านบาท หากไม่มีปัจจัยลบแทรกซ้อน









