ม.หอการค้าไทยประเมินส่งออกปีนี้ขยายตัว 3.1% ปัจจัยตลาดสหรัฐ-อาเซียนขยายตัวดี ห่วงตลาดยุโรป-ญี่ปุ่น-จีน
เหตุเศรษฐกิจชะลอตัวต่อเนื่อง ขณะที่"จีเอสพี" กระทบไทยมูลค่าส่งออกหายเกือบ 3 หมื่นล้าน แนะเร่งหาตลาดใหม่ ฟื้นเจรจาเอฟทีเอ ราคาน้ำมันร่วง-รูเบิลอ่อน กระทบส่งออกเล็กน้อย สศค.สั่งศึกษา 4 มาตรการเสริมขับเคลื่อนเศรษฐกิจ หากยังขยายตัวต่ำคาด พร้อมประเมินราคาน้ำมันที่ลดลง ส่งผลดีต่อภาพรวมเศรษฐกิจ
นายอัทธ์ พิศาลวานิช คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์และผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่าจากผลการวิเคราะห์การส่งออกไทยปี 2558 ว่าคาดจะขยายตัว3.1% มูลค่า 2.34 แสนล้านดอลลาร์หรืออยู่ในกรอบ1.0-4.9% มูลค่า 2.29-2.38 แสนล้านดอลลาร์ ขึ้นกับการบริหารจัดการและผลักดันการส่งออกว่าจะทำได้ดีเพียงใด
ปัจจัยที่เป็นโอกาสของการส่งออกปีนี้ มาจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก การฟื้นตัวของการค้าโลก การอ่อนลงของค่าเงินบาท และราคาน้ำมันมีแนวโน้มลดลง ส่วนปัจจัยที่เป็นความเสี่ยง คือไทยมีแนวโน้มครองส่วนแบ่งตลาดโลกลดลง การถูกตัดสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (จีเอสพี) จากสหภาพยุโรป (อียู) วิกฤติค่าเงินรูเบิลของรัสเซีย ราคาสินค้าเกษตรมีแนวโน้มลดลง
สำหรับตลาดสหรัฐปีนี้ ส่งออกขยายตัวเพิ่มขึ้น 4.2% มูลค่า 2.48 หมื่นล้านดอลลาร์ เศรษฐกิจดีขึ้นจากการจ้างงานที่ดีขึ้น การลงทุนภาคเอกชนเพิ่มขึ้น แต่สหรัฐมีโอกาสเผชิญความเสี่ยงจากเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นเร็วกว่าที่คาด
ตลาดอาเซียนเดิม จะขยายตัว 3.7% มูลค่า 4.05 หมื่นล้านดอลลาร์ ขยายตัวที่เพิ่มขึ้นจากปี 2557 ที่คาดว่าจะติดลบ 2.9% ส่วนอาเซียนใหม่จะขยายตัว 4.5% จากปี 2557 ที่ติดลบ 1.3% เพราะเศรษฐกิจมีแนวโน้มขยายตัวดี แม้ประเทศสมาชิกอาเซียนทั้งบรูไน อินโดนีเซีย และมาเลเซีย จะได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันลดลง แต่จะเป็นเพียงกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือย
ส่วนสินค้ากลุ่มอาหารจะมีแนวโน้มขยายตัวได้ดี ส่วนตลาดอินเดียจะขยายตัว 7.8%
ประเมินส่งออกยุโรปปีนี้ติดลบ
นายอัทธ์ กล่าวว่าตลาดที่เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการส่งออก ได้แก่ ยุโรป โดยเชื่อว่าปีนี้จะส่งออกติดลบครั้งแรกในรอบ 3 ปี จากปัญหาเศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัว และไทยมีปัญหาถูกตัดจีเอสพี ทำให้สินค้าไทย 6,200 รายการ ต้องใช้ภาษีอัตราปกติ
ส่งผลให้มูลค่าการส่งออกไทยหายไป 848 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 2.84 หมื่นล้านบาท กระทบต่อจีดีพี 0.36% หากรวมการถูกตัดสิทธิจีเอสพี ในแคนาดาและตุรกี ด้วยจะทำให้มูลค่าส่งออกลดลงรวม 943 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 3.15 หมื่นล้านบาท กระทบต่อจีดีพี 0.40%
สินค้าเสียภาษีสูงกระทบหนัก
ทั้งนี้ไทยส่งออกสินค้าไปยังอียู 10.3% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด โดยปีนี้เมื่อถูกตัดจีเอสพี ทำให้มูลค่าการส่งออกของไทยในตลาดอียูอยู่ที่ 2.12 หมื่นล้านดอลลาร์หดตัวลงจากปีก่อน 0.3%
ส่วนสินค้าไทยที่ได้รับผลกระทบมาก และต้องเสียภาษีเพิ่มขึ้นจากเดิมได้สิทธิภาษี 0% ได้แก่ ยางนอกรถยนต์จะเสียภาษี 4.5% ถุงมือยาง เสียภาษี 2.7% เลนส์แว่นตาเสียภาษี 2.9% เครื่องปรับอากาศเสียภาษี 2.2-2.7% และยานยนต์เสียภาษี 3.5-10%รวมทั้งสินค้าเกษตรแปรรูปอย่างสับปะรด ของปรุงแต่งจากกุ้ง และกุ้งสด/แช่แข็ง
แนะใช้เอฟทีเอ-ย้ายฐานผลิต
ทั้งนี้เพื่อเป็นการปรับตัวและรับมือกับการถูกตัดจีเอสพี ไทยควรเร่งใช้สิทธิจากข้อตกลงทางการค้า (เอฟทีเอ) ต่างๆในอาเซียนมากขึ้น และควรย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ที่ยังได้รับสิทธิจีเอสพี และควรเร่งหาแนวทางกลยุทธ์ปรับตัว เช่น การหานวัตกรรมใหม่ๆ พยายามลดต้นทุนเพื่อเพิ่มมูลค่าและคุณภาพให้แก่สินค้า เร่งหาตลาดใหม่ที่มีศักยภาพทดแทนตลาดอียู รวมทั้งเร่งเจรจากับอียูเพื่อผลักดันเอฟทีเอหรือเจรจาให้อียูคงสิทธิจีเอสพีให้ในบางสินค้า
ตลาดญี่ปุ่น คาดจะลดลง 0.5% ซึ่งเป็นการลดลงต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวความต้องการนำเข้าสินค้าลดลง ตลาดจีน ลดลง 0.3% จากเศรษฐกิจที่ยังชะลอตัว ตลาดจีนที่ชะลอตัวจะมีผลต่อราคาสินค้าเกษตรให้ที่จะอยู่ในระดับต่ำต่อไป
ชี้ส่วนแบ่งสินค้าไทยตลาดโลกลด
นายอัทธ์ กล่าวว่าการส่งออกสินค้าไทย ยังมีแนวโน้มครองส่วนแบ่งในตลาดโลกลดลงต่อเนื่อง โดยคาดว่าปีนี้ส่วนแบ่งตลาดโลกของไทยจะเหลือ 1.21% ลดลงจากปี2557 ที่มีส่วนแบ่งอยู่ที่ 1.23% เนื่องจากเสียส่วนแบ่งตลาดให้กับประเทศอาเซียน โดยเฉพาะประเทศในกลุ่มซีแอลเอ็มวี ประกอบด้วย กัมพูชา ลาว พม่าและเวียดนาม เพราะสินค้าส่งออกกลุ่มเดียวกัน
สำหรับทิศทางเงินบาทปีนี้เชื่อว่าจะอ่อนค่า แต่ไม่ส่งผลในเชิงบวกต่อการส่งออกมากนัก เพราะความสามารถการส่งออกของไทย เทียบกับภูมิภาคไม่ได้เพิ่มขึ้น เพราะทิศทางค่าเงินไม่ต่างกัน แต่ต้นทุนวัตถุดิบกลับไม่ได้เพิ่มขึ้น เพราะมูลค่าการนำเข้าจะสูงจากค่าเงิน
ส่งออกตลาดหลักเสี่ยงสูง
ปัจจัยราคาน้ำมันที่มีแนวโน้มลดลง ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการส่งออกมากนัก เพราะตลาดที่เป็นผู้ส่งออกน้ำมัน มีสัดส่วนต่อการส่งออกน้อย
“ต้องบอกว่าการส่งออกไทยปีนี้ยังมีโอกาส แต่มีความเสี่ยงสูงกว่า เช่น ตลาดยุโรปที่หดตัวครั้งแรกรอบ 3 ปี ตลาดญี่ปุ่นหดตัวต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 ส่วนตลาดจีน ก็ลดความร้อนแรงลง หันไปเน้นตลาดในประเทศแทน ทำให้ติดลบต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 เหลือแต่ตลาดอาเซียนที่ยังเป็นความหวังอยู่ ที่ผ่านมาไทยยังใช้สิทธิประโยชน์ในอาเซียนน้อยมาก”นายอัทธ์ กล่าว
สศค.ชง4มาตรการดันเศรษฐกิจ
นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวว่า สศค.ได้เตรียมมาตรการเสริมกับภาวะเศรษฐกิจอาจขยายตัวไม่เป็นไปตามคาด โดยให้ศึกษา 4 มาตรการ ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ 1.การเบิกจ่ายภาครัฐ ให้ดูว่าหน่วยงานรัฐทำสัญญาจัดซื้อจัดจ้างได้ตามเป้าหมายหรือไม่ หากไม่เป็นไปตามเป้าหมาย จะมีวิธีเร่งรัดอย่างไร ซึ่งรัฐบาลตั้งเป้าหมายการทำสัญญาจัดซื้อจัดจ้างปีงบประมาณ 2558 ไว้ที่ 9 หมื่นล้านบาท
ส่วนการส่งออกให้ดูว่ากลุ่มผู้ส่งออกมีปัญหาและต้องการความช่วยเหลืออะไร โดยเฉพาะกลุ่มเอสเอ็มอี ส่วนด้านการบริโภคในประเทศ เท่าที่ประเมินการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม 3 เดือนแรกของปีงบประมาณ ถือว่ายังอยู่ในเกณฑ์ดี แต่ต้องเข้าไปพิจารณาระดับรากหญ้าว่า มีการบริโภคเป็นอย่างไร ส่วนการลงทุน ภาครัฐยังต้องเป็นแกนนำ เพื่อให้เอกชนมั่นใจ
น้ำมันร่วงกระทบรายได้รัฐ
นอกจากนี้ สศค.ได้ศึกษาผลกระทบจากปัญหาราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับลดลง ส่งผลกระทบต่อรายได้รัฐบาลที่จะลดลง ทั้งนี้ สศค.ประเมินว่าหากราคาน้ำมันทรงตัวในระดับ 50 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล รายได้รัฐบาลจะหายไปราว 4 หมื่นล้านบาท
ในส่วนของการผลิตในภาคอุตสาหกรรมต่างๆนั้น ต้นทุนด้านราคาน้ำมัน ถือเป็นต้นทุนสำคัญ เมื่อราคาน้ำมันปรับลดลง จะส่งผลให้ต้นทุนการผลิตต่ำลงไปด้วย เมื่อต้นทุนต่ำ ราคาสินค้าก็จะปรับลดลง ส่งผลต่อภาพรวมการบริโภค







