"แผ่นดินทอง" แจงซื้อกิจการเคแลนด์ ดันสินทรัพย์โตก้าวกระโดด หวังเสริมทัพอสังหาฯแนวราบครบทุกเซกเมนต์
ระบุอยู่ระหว่างปรับโครงสร้างผู้บริหารเคแลนด์ พร้อมเร่งขายสินทรัพย์ที่ไม่ใช่ธุรกิจหลัก วางเป้า 4 ปียอดขายทะลุ 3 หมื่นล้าน คาดอสังหาฯปี 58 โต 2-3% หวั่นหนี้ครัวเรือนสูง ดันยอดรีเจคพุ่งต่อเนื่อง 30- 40%
หลังบริษัท แผ่นดินทอง พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ โกลด์ เข้าซื้อหุ้นบริษัท กรุงเทพบ้านและที่ดิน จำกัด (มหาชน) หรือ เคแลนด์ สัดส่วน 100% เมื่อปลายปีที่ผ่านมา ส่งผลให้โกลด์ก้าวเป็นบริษัทที่พัฒนาโครงการครบทุกเซ็กเมนท์ และทุกระดับราคา ต่อกลยุทธ์ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของตระกูลสิริวัฒนภักดี ล่าสุดโกลด์ได้แถลงแผนรุกธุรกิจเพื่อผลักดันการเติบโต
นายธนพล ศิริธนชัย ประธานอำนวยการบริษัท แผ่นดินทอง พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงแผนดำเนินธุรกิจในปีนี้ หลังเข้าถือหุ้น 100% ในเคแลนด์ ว่า ทำให้ปัจจุบันทรัพย์สินเพิ่มขึ้นเป็น 20,774 ล้านบาท จากเดิม 12,580 ล้านบาทในปี 2557 ผลักดันพอร์ตการพัฒนาโครงการแนวราบเพิ่มขึ้นก้าวกระโดด โดยตั้งเป้าการเติบโตสู่การเป็นผู้นำอสังหาริมทรัพย์ ติดอันดับ 1 ใน 5 ในปี 2561 ด้วยยอดขายรวมกว่า 30,000 ล้านบาท
ปรับโครงสร้างผู้บริหารเคแลนด์
นอกจากนี้ ยังได้ปรับเปลี่ยนโครงสร้างผู้บริหารใหม่ โดยแต่งตั้งนายแสนผิน สุขี กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทโกลเด้นแลนด์ เรสซิเด้นซ์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ มานั่งควบตำแหน่งกรรมการผู้จัดการเคแลนด์ แทนนายธงชัย คุณากรปรมัตถ์ อดีตผู้บริหารเดิม และดึงผู้บริหารโกลด์ที่มีความเชี่ยวชาญด้านที่อยู่อาศัยเข้าไปบริหารงานร่วมกับทีมบริหารเดิมของเคแลนด์ ซึ่งการปรับโครงสร้างการบริหารใหม่ทั้งหมดในแคแลนด์จะมีความชัดเจนภายในอีก 2-3 เดือนจากนี้
"ปัจจุบันเคแลนด์ มีสินค้าพร้อมขายและอยู่ในขั้นตอนการก่อสร้างมูลค่า 3,400 ล้าบาท และมีที่ดินรอการพัฒนาในทำเลศักยภาพที่สามารถสร้างรายได้ ในระยะกลางและยาวอีก 700 ไร่ มูลค่ารวมกว่า 1.2 หมื่นล้านบาท สินค้าที่เคแลนด์พัฒนาอยู่เป็นสินค้าระดับบนซึ่งไม่ทับซ้อนกับสินค้าที่โกลด์พัฒนา ซึ่งการซื้อเคแลนด์จะทำให้บริษัทมีสินค้ากลุ่มบ้านแนวราบครอบคลุมทุกเซ็กเมนท์มากยิ่งขึ้น”
คงแบรนด์เคแลนด์-เน้นผุดแนวราบ
สำหรับทิศทางลงทุนนั้น บริษัทจะยังคงเน้นไปที่โครงการแนวราบ ทั้งบ้านเดี่ยวและทาวน์เฮ้าส์ โครงการอสังหาริมทรัพย์ให้เช่าเช่นเดิม แต่วางเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนรายได้จากการขายและรายได้จากการเช่า ในอีก 4 ปีข้างหน้าเป็น 60 : 40 จากปัจจุบันอยู่ที่ 80 : 20 ส่วนระดับราคาบ้านจะพัฒนาครอบคลุมกลุ่มบ้านราคาตั้งแต่ 2 ล้านบาทขึ้นไปจนถึงมากกว่า 20 ล้านบาท ส่วนการพัฒนาโครงการภายใต้เคแลนด์จะยังคงใช้แบรนด์เดิม
ด้านแผนธุรกิจในปีนี้ หลังซื้อกิจการเคแลนด์ ทำให้สินค้าของบริษัทหลากหลายมากขึ้น จากราคาบ้านทำอยู่ 2-10 ล้านบาท เป็นราคาตั้งแต่ 2-20 ล้านบาท โดยปีนี้เตรียมเปิดโครงการใหม่ 13 โครงการ เป็นบ้านเดี่ยว 5 โครงการ และทาวน์เฮ้าส์ 8 โครงการ มูลค่ารวม 12,280 ล้านบาท แบ่งเป็นโครงการที่พัฒนาโดยโกลเด้นแลนด์ เรสซิเด้นท์ 11 โครงการ ระดับราคา 2-10 ล้านบาท และโครงการที่พัฒนาโดยเคแลนด์ 2 โครงการ ระดับราคา 10-20 ล้านบาท
"ปีนี้บริษัทจะมีรายได้รวมเติบโตก้าวกระโดดเป็น 8,300 ล้านบาท แบ่งเป็นรายได้จากการขาย 7,280 ล้านบาท และรายได้จากการเช่า 1,020 ล้านบาท จากในปี 2557 ที่มีรายได้ 3,800 ล้านบาท" นายธนพล ระบุ
ขาย 'นอนคอร์บิซิเนส' หนุนรายได้
นอกจากนี้ บริษัทจะมีรายได้จากการขายสินทรัพย์ที่ไม่ใช่ธุรกิจหลัก (นอนคอร์บิซิเนส) ซึ่งคาดว่าจะจำหน่ายออกได้หมดในปีนี้ ได้แก่ โครงการสนามกอล์ฟ พาโนราม่า เขาใหญ่ และที่ดินติดทะเล จ.กระบี่ มูลค่ารวมประมาณ 900 ล้านบาท รวมทั้งอยู่ระหว่างยื่นแบบแสดงรายการข้อมูล (ไฟลิ่ง) จัดตั้งกองทุนอสังหาริมทรัพย์ (รีทส์) มูลค่า 10,000 ล้านบาท ที่มีทรัพย์สินโครงการสาทรสแควร์และอาคารปาร์คเวนเจอร์ คาดว่าจะสามารถขายกองรีทส์ ได้ในช่วงไตรมาส 2 ซึ่งเม็ดเงินที่ระดมทุนได้จำนวน 3,000 ล้านบาท เข้าไปถือในกองรีทส์ 30% และอีก 3,000 ล้านบาท นำไปชำระหนี้ธนาคารกรุงไทยที่กู้ยืมมาซื้อเคแลนด์ ส่วนเงินที่เหลือจะใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน โดยการจัดตั้งกอง รีทส์ จะทำให้ระดับหนี้สินต่อทุนของบริษัทปรับลดลงต่อกว่า 1 เท่า จากที่ปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 1.3 เท่า
ห่วงหนี้ครัวเรือนดันยอดรีเจคพุ่งต่อ
ด้านนายแสนผิน สุขี กรรมการผู้จัดการ บริษัท โกลเด้นแลนด์ เรสซิเด้นส์ จำกัด คาดการณ์ภาพรวมธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในปีนี้ว่า จะขยายตัว 2-3% จากปี 2557 ที่โตติดลบ ปัจจัยบวกมาจากการลงทุนโครงการสาธารณูปโภคพื้นฐานของภาครัฐเพื่อรองรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี ในปลายปี 2558 ซึ่งการลงทุนดังกล่าวจะกระตุ้นให้เกิดการลงทุนของภาคเอกชนตามมา นอกจากนี้ยังคาดว่าในปีนี้การส่งออกจะเติบโตดีกว่าปีที่ผ่านมา
"มองว่ากำลังซื้อจะฟื้นตัวดีขึ้น จากราคาน้ำมันที่ปรับลดลง ราคาน้ำมันยังทำให้ราคาวัสดุก่อสร้างมีแนวโน้มลดลง ส่งผลให้ต้นทุนค่าก่อสร้างลดลง"
อย่างไรก็ตาม ยังกังวลว่าปัญหาหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูงกว่า 83% ต่ออัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) จะส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อของผู้บริโภค ทำให้ยอดปฏิเสธสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ (รีเจค) สำหรับซื้ออสังหาริมทรัพย์ ในปีนี้น่าจะอยู่ที่ระดับ 30-40% ต่อเนื่องในสัดส่วนเดียวกับปีที่ผ่านมา
นอกจากนี้ อัตราดอกเบี้ยที่มีแนวโน้มจะปรับขึ้นช่วงครึ่งปีหลัง และปัจจัยการเมืองที่ยังไม่ชัดเจนว่าจะสามารถจัดการเลือกตั้งได้ในปีนี้หรือไม่ อาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นผู้บริโภค








